บท
ตั้งค่า

4

"ไฟแรงทำให้เนื้อปลาหดตัวเร็ว น้ำในเนื้อถูกบีบออก เนื้อจึงแห้งและกระด้าง แต่หากใช้ความร้อนอ่อนอย่างสม่ำเสมอ เนื้อปลาจะค่อย ๆ สุกโดยยังเก็บความชุ่มฉ่ำเอาไว้"

พ่อครัวใหญ่ฟังแล้วขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนพึมพำกับตัวเอง

"ทำให้สุกช้า ๆ เพื่อรักษาน้ำในเนื้อ"

เขาเหมือนเพิ่งค้นพบโลกใบใหม่ ระหว่างรอปลา สิ่นเอ๋อร์ก็หันมาจัดการกับซอส นางไม่เลือกใช้ซีอิ๊วรสจัดหรือเครื่องปรุงหนัก ๆ เพราะรสเค็มและกลิ่นแรงเกินไปอาจกระตุ้นอาการคลื่นไส้ของหลี่หยางเหอ

นางซอยขิงและต้นหอม ก่อนนำไปอุ่นกับน้ำมันด้วยไฟอ่อนที่สุด ปล่อยให้กลิ่นหอมค่อย ๆ ซึมออกมาโดยไม่ทำให้สมุนไพรไหม้ จากนั้นกรองเอากากออก เหลือเพียงน้ำมันหอมที่มีกลิ่นขิงและต้นหอมสดชื่น

สุดท้ายนางนำน้ำมันหอมนั้นผสมกับน้ำซุปใสเข้มข้นที่เหลือจากมื้อเที่ยง ปรุงรสเพียงเล็กน้อยจนได้ซอสใส รสนุ่ม กลิ่นสะอาด

เมื่อปลาสุกได้ที่ สิ่นเอ๋อร์เปิดใบบัวออก ไอร้อนสีขาวลอยขึ้นพร้อมกลิ่นหอมบางเบา เนื้อปลาสีขาวมุกยังคงรูปสวย เมื่อใช้ปลายตะเกียบแตะลงไป เนื้อกลับเด้งนุ่มและแยกออกเป็นกลีบอย่างพอดี

"นี่มัน วิธีทำอาหารอะไรกัน" พ่อครัวใหญ่กับลูกมือแทบจะยื่นหน้าเข้ามาพร้อมกัน

"ข้าทำอาหารมาหลายสิบปี ยังไม่เคยเห็นผู้ใดทำปลาเช่นนี้มาก่อน"

สิ่นเอ๋อร์จัดเนื้อปลาลงบนจานเคลือบ ก่อนราดซอสขิงหอมลงไปเพียงบาง ๆ และหยดน้ำมันต้นหอมแต่งหน้าเล็กน้อย

จานตรงหน้าไม่ได้ประดับประดาหรูหรา หากดูสะอาดตา เนื้อปลาสีขาวตัดกับน้ำมันสีเขียวอ่อน ส่งกลิ่นหอมสดชื่น ไร้กลิ่นคาวโดยสิ้นเชิง

"นี่เรียกว่า..." สิ่นเอ๋อร์มองผลงานตรงหน้าอย่างพอใจ "'ปลากะพงปรุงด้วยไฟอ่อนซอสขิงหอม' เจ้าค่ะ"

พ่อครัวใหญ่ชะงัก

"เมื่อครู่เจ้ายังพูดคำแปลก ๆ ว่า...ซู...อะไรนะ?"

"ซูวีเจ้าค่ะ"

"ซูวี"

"เอาเป็นว่าเป็นวิชาลับของข้าก็แล้วกันเจ้าค่ะ" นางรีบตัดบท

ขืนอธิบายเรื่องถุงสุญญากาศ อุณหภูมิแกนกลาง โปรตีนกับการเปลี่ยนสภาพให้คนยุคนี้ฟัง คืนนี้คงไม่ได้กินข้าวกันพอดี

ณ ตำหนักเหยาหมิง

หลี่หยางเหอประทับอยู่หลังโต๊ะทรงงานดังเดิม

ฎีกาในมือถูกเปิดค้างอยู่พักใหญ่ ทว่าสายตาของเขากลับเหลือบมองเงาของนาฬิกาแดดด้านนอกเป็นครั้งที่สาม

ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันทีเมื่อรู้ตัว เหตุใดวันนี้เวลาจึงเดินช้านัก ยิ่งใกล้ถึงมื้อเย็น ความรู้สึกว่างเปล่าในท้องกลับยิ่งชัดเจน

ความหิว ความรู้สึกที่เขาแทบลืมเลือนไปแล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมา

หลี่หยางเหอวางฎีกาลง

ประหลาดนัก เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกว่า กำลังรอคอยอาหารจากแม่ครัวผู้นั้นกัน

"เรียนท่านอ๋อง อาหารมื้อเย็นยกมาแล้วพะยะค่ะ" เสียงของจิ้งซินดังขึ้นพอดี

หลี่หยางเหอเงยหน้าขึ้นแทบจะทันที ก่อนจะชะงักเล็กน้อยแล้วปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาดังเดิม

"ยกเข้ามา"

"พะยะค่ะ" จิ้งซินนำถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะด้วยความระมัดระวัง

หลี่หยางเหอปรายตามอง เนื้อปลาสีขาวชิ้นงามถูกจัดวางอย่างเรียบง่ายบนจานเคลือบ ด้านบนราดด้วยซอสใส มีน้ำมันต้นหอมสีเขียวอ่อนแต้มอยู่ประปราย

กลิ่นขิงสด ต้นหอม และกลิ่นชาอ่อน ๆ ลอยขึ้นแตะปลายจมูก

ไม่มีความมันเลี่ยน ไม่มีกลิ่นคาว เพียงสูดกลิ่นก็รู้สึกสดชื่นอย่างน่าประหลาด

ไม่นาน สวี่สิ่นเอ๋อร์ก็ถูกเรียกเข้ามา นางหยุดยืนเบื้องหน้าเขา ก่อนย่อกายคำนับอย่างเรียบร้อย

"ถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ"

"นี่คืออะไร" หลี่หยางเหอถามพลางมองจานปลาตรงหน้าอย่างพินิจ

"เรียนท่านอ๋อง เมนูนี้คือ 'ปลากะพงซูวีซอสขิงหอม' เพคะ"

คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย

"ซูวี" เขาทวนคำอย่างช้า ๆ

"เป็นภาษาแปลกประหลาดจากที่ใด"

สิ่นเอ๋อร์ชะงักไปนิดหนึ่ง

ซวยแล้ว จะให้บอกว่าภาษาฝรั่งเศสจากโลกอีกพันกว่าปีข้างหน้าก็คงไม่ได้ นางจึงรีบยิ้ม

"เป็นชื่อวิธีปรุงอาหารที่หม่อมฉันคิดขึ้นเองเพคะ หมายถึงการใช้ความร้อนอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ"

"แล้วมันต่างจากการนึ่งอย่างไร" คำถามนั้นทำให้สิ่นเอ๋อร์แอบชื่นชมอยู่ในใจ ไอ้อ๋องหน้าตายนี่ก็ฉลาดเหมือนกันแฮะ

"ต่างกันตรงการควบคุมความร้อนเพคะ" นางอธิบาย

"เนื้อปลาบอบบาง หากถูกความร้อนสูงเกินไป เนื้อจะหดตัวจนสูญเสียความชุ่มฉ่ำและเกิดกลิ่นคาวได้ง่าย หม่อมฉันจึงใช้ไฟอ่อนคงที่ ให้เนื้อปลาค่อย ๆ สุกอย่างช้า ๆ เพื่อรักษาความหวานและความนุ่มไว้ให้มากที่สุด" นางผายมือไปทางซอส

"ส่วนซอสขิงหอม หม่อมฉันใช้กลิ่นจากขิงและต้นหอมเป็นหลัก รสไม่หนักจนเกินไป น่าจะช่วยให้พระองค์เสวยได้ง่ายขึ้นเพคะ"

หลี่หยางเหอมองนางครู่หนึ่ง

"น่าจะ"

สิ่นเอ๋อร์ยิ้มแห้ง

"หม่อมฉันมั่นใจเก้าส่วนเพคะ"

"แล้วอีกหนึ่งส่วน"

"เผื่อพระองค์เรื่องมากเกินกว่าที่หม่อมฉันคาดไว้เพคะ"

จิ้งซินถึงกับสำลักลมหายใจ

กล้าพูด! นางกล้าพูดว่าท่านอ๋องเรื่องมากต่อหน้าพระพักตร์จริง ๆ

หลี่หยางเหอหรี่ตามองนาง สิ่นเอ๋อร์เพิ่งรู้ตัวว่าปากไวเกินไป จึงรีบก้มหน้า

"หม่อมฉันหมายถึง พระองค์มีพระชิวหาที่ละเอียดอ่อนกว่าคนทั่วไปเพคะ"

มุมปากของหลี่หยางเหอกระตุกเล็กน้อย

"ปากเก่ง"

"ขอบพระทัยเพคะ"

"ข้าไม่ได้ชม"

"เพคะ..." นางทำหน้าเหลอหลา

จิ้งซินรีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม

หลี่หยางเหอจึงเลิกสนใจนาง หยิบตะเกียบเงินขึ้นมา ก่อนคีบเนื้อปลาชิ้นพอดีคำ

เพียงตะเกียบสัมผัสเนื้อปลา เขาก็รู้สึกถึงความแตกต่าง เนื้อปลาไม่แห้ง ไม่ยุ่ย และไม่แข็งกระด้างเหมือนปลานึ่งที่เขาเคยเสวย

เมื่อส่งเข้าปาก ดวงตาคมพลันชะงัก เนื้อปลานุ่มฉ่ำ แยกตัวเป็นกลีบละเอียดเมื่อสัมผัสลิ้น แต่ยังคงความเด้งไว้เล็กน้อย ความหวานตามธรรมชาติของปลาแผ่ออกมาอย่างชัดเจน ก่อนตามด้วยความอุ่นซ่าของขิงและกลิ่นหอมสดชื่นจากต้นหอม

ไม่มีรสขม ไม่มีความเลี่ยน ที่สำคัญที่สุด ไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่น้อย

หลี่หยางเหอนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นตะเกียบในมือก็คีบปลาคำที่สอง คำที่สาม และคำที่สี่

จิ้งซินซึ่งยืนอยู่ด้านข้างค่อย ๆ เบิกตากว้างขึ้นเรื่อย ๆ

ท่านอ๋อง เสวยต่อเนื่องอีกแล้ว และคราวนี้ไม่ใช่เพียงสามคำ เนื้อปลาในจานลดลงเกินครึ่งโดยที่เจ้าตัวแทบไม่รู้สึกตัว

สิ่นเอ๋อร์ยืนมองอย่างพึงพอใจ เป็นไงล่ะ ไอ้ท่านอ๋องประสาทกิน เจอหลักการซูวีเข้าไป ลิ้นทองคำของท่านก็ต้องยอมสยบให้เชฟมิชลินอย่างข้าอยู่ดี

ไม่นาน เนื้อปลาในจานก็หมดเกลี้ยง หลี่หยางเหอชะงักเมื่อปลายตะเกียบแตะลงบนจานว่างเปล่า

เขาหลุบตามองอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายเพิ่งรู้ตัวว่าเสวยอาหารจนหมดจาน

จิ้งซินเองก็แทบไม่อยากเชื่อสายตา

หมด... ท่านอ๋องเสวยหมดทั้งจาน!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel