3
ทุกคนต่างกลั้นหายใจ แม้แต่พ่อครัวใหญ่ที่แอบยืนลุ้นอยู่หน้าประตูยังหลับตาปี๋ เตรียมทำใจรับชะตากรรม
หลี่หยางเหอเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสวี่สิ่นเอ๋อร์ตรง ๆ
"รสชาติ..." เขาเว้นจังหวะเสียจนหัวใจของทุกคนแทบหยุดเต้น ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการมองให้ทะลุถึงตัวตนที่แท้จริง
"พอกินได้" เพียงสี่คำสั้น ๆ กลับทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
ก่อนที่ทุกคนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
พอกินได้... คำธรรมดาที่ออกจากปากของชินอ๋องผู้ขึ้นชื่อว่าเรื่องมากที่สุดในแผ่นดิน ผู้ซึ่งเคยสั่งประหารแม่ครัวมาแล้วถึงแปดคน
นั่นหมายความว่า แม่ครัวคนใหม่รอดชีวิตแล้ว
พ่อครัวใหญ่ถึงกับทรุดนั่งลงกับพื้น ยกมือทาบอกด้วยความโล่งใจ
"สวรรค์คุ้มครอง ในที่สุดก็มีคนรอดเสียที"
จิ้งซินเองก็แอบถอนหายใจยาว ก่อนค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากด้ามดาบ
สิ่นเอ๋อร์ย่อกายคำนับอย่างนอบน้อม แม้ใบหน้าจะยังสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเป็นประกายด้วยความยินดี
"หม่อมฉันขอบพระทัยท่านอ๋องเพคะ" ทว่าสิ่งที่นางพูดออกมา กับสิ่งที่กำลังตะโกนอยู่ในใจ กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
รอดแล้วโว้ย! หัวฉันยังอยู่ มิชลินสามดาวไม่เคยทรยศกันจริง ๆ มุมปากของหลี่หยางเหอขยับขึ้นเพียงน้อยนิด แม้สีหน้าจะยังเรียบนิ่ง แต่แววตากลับฉายความสนใจที่ไม่เคยมีต่อผู้ใดมาก่อน
สตรีตรงหน้าผู้นี้ ไม่เพียงทำซุปที่เขาเสวยได้
นางยังทำให้เขารู้สึก อยากลิ้มลองอาหารจานต่อไป
"แต่..." เพียงคำเดียว รอยยิ้มของสิ่นเอ๋อร์ก็แข็งค้าง
หลี่หยางเหอเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างสง่างาม ใช้นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเบา ๆ
"แค่น้ำซุปเพียงถ้วยเดียว ยังพิสูจน์สิ่งใดไม่ได้"
เขามองนางด้วยสายตานิ่งลึก
"มื้อเย็นวันนี้" น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงอำนาจจนคนฟังเผลอกลั้นหายใจ
"หากอาหารของเจ้าด้อยกว่าซุปถ้วยนี้แม้เพียงนิด..."
เขาเหลือบมองจิ้งซินที่ยืนอยู่ด้านข้าง
"ดาบของจิ้งซิน ก็ยังคงรอคอของเจ้าอยู่เช่นเดิม"
จิ้งซินก้มหน้ารับคำอย่างเคร่งขรึม
"รับบัญชาพะยะค่ะ"
สิ่นเอ๋อร์ยิ้มค้างอยู่เช่นนั้น มุมปากกระตุกเล็กน้อย เมื่อครู่นางยังซาบซึ้งกับการรอดชีวิตอยู่แท้ ๆ
ไหงกลับกลายเป็นต้องสอบรอบสองเสียแล้ว
นางก้มหน้ารับคำอย่างนอบน้อม
"หม่อมฉันจะไม่ทำให้ท่านอ๋องผิดหวังเพคะ" แต่ทันทีที่ก้มหน้าลง รอยยิ้มหวานก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ในพริบตา
หน็อย... ไอ้อ๋องหน้าตาย ทำเป็นขรึม ทำเป็นเรื่องมาก คิดว่าข้าจะกลัวหรือ
ได้... ในเมื่ออยากทดสอบเชฟมิชลินนัก มื้อเย็นนี้ ข้าจะจัดเมนูที่ทำให้ทั้งวังต้องตะลึง
แล้วท่านอ๋องจะได้รู้ว่า... คำว่า "พอกินได้" น่ะ ยังห่างไกลจากอาหารของข้าอีกมาก
หลังจากรอดตายจากมื้อเที่ยงมาได้อย่างฉิวเฉียด สวี่สิ่นเอ๋อร์ก็กลับมายังห้องครัวใหญ่ของวังอ๋องอีกครั้ง
ทว่าบรรยากาศภายในครัวตอนนี้กลับแตกต่างจากเมื่อเช้าราวกับเป็นคนละสถานที่
ก่อนหน้านี้ทุกคนยังมองนางด้วยสายตาเวทนาปนหวาดกลัว ราวกับกำลังมองคนตายที่ยังหายใจได้ แต่ยามนี้ไม่ว่าจะเป็นพ่อครัวใหญ่ ลูกมือ หรือบรรดาบ่าวรับใช้ ต่างพากันจ้องนางด้วยสายตาเลื่อมใสเสียจนสิ่นเอ๋อร์เริ่มทำตัวไม่ถูก
"แม่นางสวี่ ไม่สิ... ท่านอาจารย์สวี่" พ่อครัวใหญ่กุลีกุจอเข้ามาต้อนรับ ใบหน้าที่เคยดำคร่ำเครียดบัดนี้แย้มยิ้มจนตาหยี
"ท่านทำได้อย่างไร ท่านอ๋องเสวยซุปไปถึงสามคำ สามคำเชียวนะ นี่มันปาฏิหาริย์ชัด ๆ"
"แค่น้ำซุปถ้วยเดียวเองเจ้าค่ะ ท่านลุงอย่าเพิ่งยกข้าขึ้นหิ้งเลย" สิ่นเอ๋อร์ถอนหายใจพลางถกแขนเสื้อขึ้นอย่างคล่องแคล่ว เตรียมลงมือทำงานต่อ
"มื้อเย็นนี้ท่านอ๋องรับสั่งไว้แล้ว หากรสชาติด้อยกว่าซุปเมื่อเที่ยงแม้แต่น้อย คอของข้าก็ยังต้องหลุดจากบ่าอยู่ดี" พ่อครัวใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันหน้าซีด
"ถ้าเช่นนั้นมื้อเย็นนี้เราจะทำอะไรกันดี" เขารีบเดินไปเปิดตู้เก็บวัตถุดิบ
"ข้าเตรียมเป็ดอย่างดี หมูหัน แล้วก็กระเพาะปลาชั้นเลิศเอาไว้ให้เจ้าแล้ว ของพวกนี้ล้วนเป็นวัตถุดิบราคาแพงที่สุดในครัว"
สิ่นเอ๋อร์เดินตามไปมอง ก่อนส่ายหน้าช้า ๆ เป็ดเนื้อแน่น หมูหันติดมัน กระเพาะปลาชั้นดี
หากเป็นคนทั่วไป ของพวกนี้ย่อมเรียกได้ว่าเป็นอาหารเลิศรส แต่สำหรับชินอ๋องที่มีภาวะลิ้นรับรสผิดเพี้ยน อีกทั้งกระเพาะยังไวต่ออาหารมันและกลิ่นแรง วัตถุดิบเหล่านี้กลับไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเลยสักนิด
ขืนยกของมัน ๆ เลี่ยน ๆ ไปถวาย มีหวังยังไม่ทันเดินพ้นประตูตำหนัก นางคงต้องเตรียมหลุมฝังศพของตัวเองเอาไว้ล่วงหน้า
"เมนูเดิม ๆ คือเส้นทางสู่อเวจีเจ้าค่ะ" สิ่นเอ๋อร์เอ่ยเรียบ ๆ "ข้าไม่ใช้ของพวกนี้"
"หา!" พ่อครัวใหญ่เบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน
"วัตถุดิบชั้นเลิศถึงเพียงนี้เจ้าไม่ใช้ แล้วเจ้าจะเอาอะไรทำอาหารมื้อเย็นถวายท่านอ๋องกันเล่า"
"ของตรงนั้นไงเจ้าคะ" สิ่นเอ๋อร์ยกมือชี้ไปยังมุมหนึ่งของห้อง ตรงนั้นมีผักที่เริ่มเหี่ยว ขิงแก่ ต้นหอม และปลากะพงตัวไม่ใหญ่นักวางอยู่ในตะกร้า เป็นวัตถุดิบธรรมดาที่เตรียมไว้สำหรับทำอาหารให้ลูกมือในครัว
"นั่นมันของที่พวกลูกมือเอาไว้กินกันนะ" พ่อครัวใหญ่แทบยกมือทาบอก
"เจ้าจะเอาของแบบนั้นไปถวายชินอ๋องหรือ อยากถูกตัดหัวจริง ๆ หรืออย่างไร"
สิ่นเอ๋อร์กลับยกยิ้มบาง ดวงตาคู่สวยเป็นประกายมั่นใจ
"วัตถุดิบชั้นเลิศไม่ได้วัดกันที่ราคาหรอกเจ้าค่ะ แต่อยู่ที่ว่าเราจะดึงรสชาติของมันออกมาได้มากเพียงใด และมันเหมาะกับลิ้นของคนกินหรือไม่ต่างหาก"
"แต่..."
"ท่านลุงคอยดูเถอะเจ้าค่ะ" นางหันกลับไปมองปลากะพง
"บางครั้งเมนูธรรมดาที่ใช้วิธีไม่ธรรมดา นี่แหละที่จะสะกดลิ้นท่านอ๋องให้อยู่หมัด"
กล่าวจบ สิ่นเอ๋อร์ก็เริ่มลงมือทันที
นางหยิบปลากะพงขึ้นมาตรวจดู แม้ตัวจะไม่ใหญ่ แต่ตายังใส เหงือกแดง เนื้อแน่น แสดงว่ายังสดดี
มีดทำครัวถูกหยิบขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว
ฉับ! ฉับ!
เพียงไม่กี่ครั้ง เนื้อปลาก็ถูกแล่ออกจากก้างอย่างสวยงาม
พ่อครัวใหญ่กับลูกมือที่ยืนล้อมดูต่างพากันตาค้าง
"มือของนางเร็วเกินไปแล้ว"
"เนื้อปลาแทบไม่ติดก้างเลย"
สิ่นเอ๋อร์ไม่ได้สนใจเสียงพึมพำเหล่านั้น นางโรยเกลือเพียงเล็กน้อยบนเนื้อปลา เติมขิงและใบชาที่คั่วจนหอม ก่อนพักไว้ชั่วครู่
สิ่งที่นางกำลังจะทำคือการประยุกต์หลักการของการปรุงอาหารด้วยความร้อนต่ำและคงที่ เพื่อรักษาความชุ่มฉ่ำของวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด
แน่นอนว่าในยุคนี้ไม่มีถุงสุญญากาศ ไม่มีเครื่องควบคุมอุณหภูมิ และยิ่งไม่มีเครื่องมือดิจิทัลให้นางกดตั้งองศาได้ตามใจ แต่ไม่มีอุปกรณ์ ไม่ได้แปลว่าไม่มีวิธี
สิ่นเอ๋อร์นำเนื้อปลาห่อด้วยใบบัวสะอาดหลายชั้น มัดให้แน่นเพื่อป้องกันน้ำซึมเข้าไปโดยตรง จากนั้นวางห่อปลาลงในภาชนะดินเผาขนาดเล็ก ก่อนนำภาชนะนั้นไปวางในหม้อน้ำร้อนอีกชั้นหนึ่ง
"เติมถ่านก้อนเล็ก อย่าให้ไฟแรง" นางสั่งลูกมือ
"ขอเพียงให้น้ำร้อนคงที่ อย่าปล่อยให้เดือดพล่าน"
ลูกมือคนหนึ่งทำหน้างุนงง
"เหตุใดไม่เร่งไฟให้แรงเล่าขอรับ ปลาจะได้สุกเร็ว ๆ"
"เพราะข้าไม่ได้ต้องการแค่ให้มันสุก" สิ่นเอ๋อร์หันไปตอบ
"ข้าต้องการให้มันอร่อย"
"ต่างกันหรือขอรับ"
"ต่างกันมาก" นางยกยิ้ม ก่อนใช้นิ้วแตะข้างหม้อเพื่อตรวจระดับความร้อนอย่างระมัดระวัง
