2
"ผู้ใดเป็นคนทำ" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำกว่าปกติ
จิ้งซินรีบก้มศีรษะตอบ
"เรียนท่านอ๋อง สวี่สิ่นเอ๋อร์พะยะค่ะ"
"สวี่สิ่นเอ๋อร์"
"นางคือหญิงจากหอจันทราที่พ่อครัวใหญ่เพิ่งซื้อตัวมา เป็นแม่ครัวคนใหม่พะยะค่ะ"
หลี่หยางเหอเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ คล้ายกำลังใช้ความคิด
หญิงจากหอคณิกา กลับทำซุปได้ประณีตถึงเพียงนี้ หรือเป็นเพียงการเล่นกลหลอกตาอีกครั้ง
"เรียกนางเข้ามา"
"รับบัญชาพะยะค่ะ"
ไม่นานนัก สวี่สิ่นเอ๋อร์ก็ถูกนำตัวเข้ามาภายในห้องทรงงาน
นางก้าวเข้ามาอย่างสำรวม ก่อนหยุดอยู่กลางห้องแล้วโค้งคำนับตามธรรมเนียม แม้ภายนอกจะก้มหน้าสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับอดแอบชำเลืองมองบุรุษตรงหน้าไม่ได้
โอ้โห... หล่อกว่าที่คิดอีก คิ้วคม จมูกโด่ง สันกรามได้รูป ผิวพรรณราวหยกขาว รูปร่างสูงสง่า สมกับเป็นชินอ๋องผู้เลื่องชื่อไปทั่วแผ่นดิน
แต่... หน้านิ่วคิ้วขมวดเสียจนเหมือนคนท้องผูกมาสามปีไม่มีผิด
สมแล้วที่คนทั้งวังลือกันว่าอารมณ์ร้าย
หล่อก็หล่ออยู่หรอก แต่ประสาทกินไม่เบาเลยนะพ่อคุณ
ขณะที่สิ่นเอ๋อร์กำลังลอบบ่นอยู่ในใจ หลี่หยางเหอก็กำลังพินิจนางไม่ต่างกัน
หญิงตรงหน้าผอมบางราวกับสายลมพัดก็ปลิวได้ ใบหน้าซีดเซียวราวคนป่วย เสื้อผ้าธรรมดาจนแทบไม่น่าสนใจ
หากไม่นับดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่สงบนิ่ง มั่นใจ และไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย แตกต่างจากแม่ครัวทั้งแปดคนก่อนโดยสิ้นเชิง
"เจ้าคือสวี่สิ่นเอ๋อร์" น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นอย่างเย็นชา
"เพคะ"
"น้ำซุปใสเหมือนน้ำล้างมือเช่นนี้" เขาใช้นิ้วเรียวยาวเคาะขอบชามเบา ๆ
"เจ้ากล้าเอามาถวายข้าหรือ"
เขาเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบราวกับจะมองทะลุถึงความคิดของนาง
"รู้หรือไม่ว่า ความผิดฐานลบหลู่ข้ามีโทษเช่นไร"
สิ่นเอ๋อร์ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบทะลุอก แต่นางก็ไม่ยอมหลบสายตา
เชฟมิชลินสามดาว ไม่เคยแพ้เพราะความกดดัน
"เรียนท่านอ๋อง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง
"บางครั้ง สิ่งที่ตามองเห็น ก็หาใช่ความจริงทั้งหมดไม่" ประโยคนั้นทำเอาจิ้งซินและบ่าวรับใช้พากันหน้าซีด
กล้าเถียงท่านอ๋องต่อหน้าต่อตา ช่างไม่รักชีวิตจริง ๆ แต่หลี่หยางเหอกลับยกมือขึ้นห้ามทุกคนไว้
"ปล่อยให้นางพูด" น้ำเสียงของเขายังคงเรียบนิ่ง ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเพียงเล็กน้อย ราวกับเริ่มสนใจหญิงตรงหน้ามากกว่าซุปในชามเสียแล้ว
สิ่นเอ๋อร์จึงกล่าวต่ออย่างไม่รีรอ
"ซุปถ้วยนี้ แม้จะใสจนมองเห็นก้นชาม แต่รสชาติของมันกลับเข้มข้นกว่าซุปที่เคี่ยวต่อเนื่องสามวันเสียอีกเจ้าค่ะ"
"อย่างนั้นหรือ" หลี่หยางเหอเลิกคิ้ว
"แล้วเหตุใดจึงใสเช่นนี้ หรือจะเป็นยาพิษ" น้ำเสียงประชดประชันทำเอาบ่าวหลายคนตัวสั่น แต่สิ่นเอ๋อร์กลับยิ้มบาง ๆ อย่างมั่นใจ
"หาใช่ยาพิษเจ้าค่ะ" นางก้าวเข้าไปอีกเพียงครึ่งก้าว ก่อนอธิบายอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"หม่อมฉันเพียงใช้ไข่ขาวช่วยดักจับคราบไขมัน สิ่งสกปรก และตะกอนทั้งหมดออกจากน้ำซุป จึงเหลือไว้เพียงแก่นแท้ของรสชาติเนื้อไก่และสมุนไพรที่บริสุทธิ์ที่สุด"
ทุกคนในห้องต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง
ใช้... ไข่ขาวล้างน้ำซุป พวกเขาไม่เคยได้ยินวิธีเช่นนี้มาก่อน
สิ่นเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"หากท่านอ๋องทรงเสวยแล้ว ยังทรงรู้สึกอยากอาเจียนเหมือนเดิม" นางคุกเข่าลงอย่างสงบ
"หม่อมฉันยินดีถวายศีรษะ เป็นแม่ครัวคนที่เก้าด้วยตนเองเจ้าค่ะ"
สิ้นคำ... ห้องทรงงานทั้งห้องก็เงียบงันราวกับเวลาหยุดเดิน แม้แต่พ่อครัวใหญ่ที่แอบชะโงกฟังอยู่ด้านนอก ยังรู้สึกว่าหัวเข่าทั้งสองข้างอ่อนยวบจนแทบทรุดลงกับพื้น
หญิงผู้นี้... เอาศีรษะของตัวเองมาเดิมพันจริง ๆ
บรรยากาศภายในห้องทรงงานเงียบงันราวกับเวลาได้หยุดเดิน สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังบุรุษผู้ประทับนั่งอยู่หลังโต๊ะอย่างไม่กะพริบ
หลี่หยางเหอมองสตรีร่างเล็กที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคู่นั้นไม่หลบเลี่ยง ไม่สั่นไหว แม้จะเพิ่งใช้ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพัน
น่าสนใจ...
หลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้ใดกล้าพูดกับเขาเช่นนี้
เขาค่อย ๆ เอื้อมมือหยิบช้อนเงินขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนตักน้ำซุปใสบริสุทธิ์ขึ้นมาพินิจ
ของเหลวสีอำพันอ่อนใสกระจ่างจนสะท้อนเงาของช้อนเงินได้อย่างชัดเจน ไม่มีคราบไขมันแม้เพียงหยดเดียว กลิ่นหอมละมุนของเนื้อไก่และสมุนไพรค่อย ๆ ลอยแตะปลายจมูก
แปลก... เพียงได้กลิ่น เขากลับไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนเหมือนทุกครั้ง
หลี่หยางเหอหยุดชั่วครู่ ก่อนค่อย ๆ ยกช้อนขึ้นแตะริมฝีปาก
สิ่นเอ๋อร์ลอบกลืนน้ำลาย หัวใจของนางเต้นรัวเสียยิ่งกว่าตอนรอฟังผลประกาศดาวมิชลินในชาติที่แล้วเสียอีก
เชฟทุกคนล้วนรู้ดี... ลูกค้าจะตัดสินอาหารตั้งแต่คำแรก
และลูกค้าตรงหน้าคนนี้ มีสิทธิ์ตัดสินชีวิตของนางด้วยเช่นกัน
น้ำซุปร้อนกำลังพอดีไหลผ่านริมฝีปากของชินอ๋อง ก่อนสัมผัสปลายลิ้นอย่างแผ่วเบา
ชั่ววินาทีแรก เขาเตรียมรับความรู้สึกขม เฝื่อน หรือกลิ่นคาวที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่ได้รับกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ความสะอาด โปร่งเบา ไร้กลิ่นคาวและไร้ความเลี่ยนที่เคยทำให้เขารังเกียจ
จากนั้น ความหวานตามธรรมชาติของเนื้อไก่ที่ผ่านการเคี่ยวอย่างพิถีพิถันก็ค่อย ๆ แผ่กระจายอยู่บนปลายลิ้น ผสานกับกลิ่นหอมของสมุนไพรที่ไม่กลบรสหลัก แต่ช่วยขับให้รสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้น
ความอบอุ่นจากน้ำซุปไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่ามานานหลายปี
ไม่มีอาการคลื่นไส้ ไม่มีรสขม ไม่มีความรู้สึกอยากอาเจียนแม้แต่น้อย ดวงตาคมของหลี่หยางเหอไหววูบเป็นครั้งแรก
นี่คือรสชาติของอาหารอย่างนั้นหรือ รสชาติที่เขาเกือบลืมไปแล้วว่ามันเป็นเช่นไร
เขาหลุบตามองน้ำซุปในชามอีกครั้ง ก่อนตักขึ้นเสวยคำที่สอง แล้วคำที่สาม
ทุกคนในห้องต่างเบิกตากว้าง จิ้งซินถึงกับเผลออ้าปากค้าง หลายปีมานี้ ท่านอ๋องไม่เคยเสวยอาหารคำที่สอง แต่วันนี้กลับเสวยต่อเนื่องถึงสามคำ
สิ่นเอ๋อร์เองก็แทบไม่เชื่อสายตา
สำเร็จ... เทคนิคการเคลียร์ซุปใช้ได้ผลจริง การดักจับไขมันและสิ่งเจือปนทั้งหมดออกจากน้ำซุป ทำให้เหลือเพียงรสชาติบริสุทธิ์ที่สุด ดูเหมือนลิ้นของท่านอ๋องจะยังตอบสนองต่อรสธรรมชาติที่สะอาดอยู่
ถ้าค่อย ๆ ปรับอาหารให้เหมาะกับอาการ บางทีนางอาจรักษาโรคประหลาดของเขาได้จริงก็เป็นได้
"ท่านอ๋อง" จิ้งซินเอ่ยเรียกเสียงเบา สีหน้าทั้งลุ้นทั้งกังวล "ทรงรู้สึกอย่างไรบ้างพะยะค่ะ"
มือของเขาแตะด้ามดาบโดยไม่รู้ตัว หากท่านอ๋องอาเจียนขึ้นมาเมื่อใด ศีรษะของแม่ครัวคนใหม่คงหลุดจากบ่าในทันที
หลี่หยางเหอไม่ได้ตอบในทันที เขาวางช้อนเงินลงบนขอบชาม
แกร๊ก...
เสียงโลหะกระทบเครื่องเคลือบดังขึ้นเพียงแผ่วเบา แต่กลับทำให้คนทั้งห้องสะดุ้งเฮือก
