บทที่ 3 สัมผัส(ไม่)ลับในมายบัค
การเดินทางออกจากโรงพยาบาลจิงไห่เมดิแคร์ไม่เคยให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งรถไปลานประหารมากเท่านี้มาก่อน
ภายในห้องโดยสารด้านหลังของรถยนต์มายบัคคันหรูที่กว้างขวางจนแทบจะเตะตะกร้อได้ กลับให้ความรู้สึกคับแคบลงถนัดตาเมื่อมีร่างสูงใหญ่ของฟู่จินเฉินนั่งแผ่รังสีคุกคามอยู่ข้างๆ
เซี่ยหนิงซีพยายามหดตัวลีบติดชิดประตูรถฝั่งซ้ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มือเล็กทั้งสองข้างประสานกันแน่นวางไว้บนตัก ดวงตากลมโตแสร้งทอดมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาเหม่อลอยอมทุกข์ ราวกับนางเอกมิวสิกวิดีโอที่กำลังอกหักช้ำรัก
ทว่าภายในหัวของเธอ... กำลังด่าทอฟ้าดินอย่างออกรส
‘สวรรค์! นี่มันเกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิคอะไรในสคริปต์ของฉันกันแน่! เงินสิบล้านนั่นยังพอกล้อมแกล้มว่าเป็นค่าปิดปาก แต่ไอ้สายตาของสิงโตที่จ้องจะขย้ำคอฉันนี่มันหมายความว่ายังไง แล้วทำไมฉันต้องนั่งรถกลับบ้านพร้อมเขาด้วยล่ะ ปกติเขาต้องสะบัดก้นขึ้นรถอีกคันแล้วทิ้งให้ฉันนั่งแท็กซี่กลับเองไม่ใช่หรือไง’
หญิงสาวลอบถอนหายใจยาว พยายามปรับสีหน้าให้ดูน่าสงสารที่สุดเมื่อเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนของสามีผ่านกระจกหน้าต่าง
ฟู่จินเฉินอยู่ในชุดสูทลำลองที่โจวอวี่นำมาเปลี่ยนให้ ศีรษะของเขายังคงมีพลาสเตอร์ปิดแผลขนาดเล็กติดอยู่ ทว่ามันไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาดุดันของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มนั่งไขว่ห้าง ท่วงท่าสง่างาม สายตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่หน้าจอไอแพดในมือ แต่เซี่ยหนิงซีรู้สึกได้ว่าเขากำลัง 'มอง' เธออยู่ตลอดเวลา
ความจริงแล้ว ฟู่จินเฉินไม่ได้สนใจเนื้อหาบนหน้าจอไอแพดเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มกำลังทดสอบบางอย่างเงียบๆ ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา เขาพยายามเพ่งสมาธิไปที่โจวอวี่ พยาบาล หรือแม้แต่ฮั่วเหลียนชิง ทว่ากลับไม่ได้ยินเสียงความคิดของใครเลย
แต่เพียงแค่นั่งอยู่ใกล้เซี่ยหนิงซีในระยะประชิด เสียงบ่นเจื้อยแจ้วในหัวของเธอกลับดังก้องกังวานชัดเจน
‘หรือว่าพลังประหลาดนี่... จะทำงานแค่กับเธอคนเดียว และต้องอยู่ใกล้กัน?’
มหาเศรษฐีหนุ่มตั้งข้อสังเกตในใจ พลันนึกไปถึงจุดเริ่มต้นชีวิตคู่ของพวกเขา
สัญญาหมั้นหมายที่ปู่ของเขาตั้งใจทำเพื่อตอบแทนบุญคุณปู่ของเซี่ยหนิงซีที่เคยช่วยชีวิตไว้สมัยยังเป็นทหาร สัญญาที่เขาถูกบังคับให้ยอมรับและเกลียดชังมันจนพาลเย็นชาใส่ภรรยามาตลอดสองปี... หรือว่าอุบัติเหตุเฉียดตายครั้งนี้ จะเป็นตัวดึงเอา 'สายใยโชคชะตา' ของคำสัญญานั้นให้ผูกมัดเขากับเธอเข้าด้วยกันจริงๆ?
"โจวอวี่" จู่ๆ เสียงทุ้มต่ำก็ทำลายความเงียบขึ้น
"ครับท่านประธาน" เลขาหนุ่มที่ทำหน้าที่เป็นสารถีขานรับทันที
"เลื่อนแผงกั้นกระจกขึ้น ฉันต้องการพักผ่อนแบบส่วนตัว"
คำสั่งนั้นทำเอาเซี่ยหนิงซีขนลุกซู่ตั้งแต่ต้นคอจรดปลายเท้า
คลิก วืดดด...
เสียงแผงกระจกทึบแสงเลื่อนขึ้นปิดกั้นระหว่างที่นั่งคนขับและห้องโดยสารด้านหลังอย่างสมบูรณ์แบบ ตัดขาดโลกภายนอกและเสียงรบกวนใดๆ ตอนนี้เบาะหลังของมายบัคกลายสภาพเป็นกรงขัง VIP ชั้นดีที่มีเพียงเธอกับเขาสองต่อสอง
‘เดี๋ยวนะ! เลื่อนกระจกทำไมคะคุณสามี รถมายบัคปิดกระจกทึบเนี่ย ปกติพระเอกเขาเอาไว้ใช้ตอนจะรังแกนางเอกไม่ใช่เหรอ ไม่นะ... เซี่ยหนิงซี เธอต้องตั้งสติ เขาอาจจะแค่รำคาญเสียงหายใจของเธอก็ได้’
เซี่ยหนิงซีสูดลมหายใจเข้าลึก หันขวับกลับมามองสามีด้วยดวงตาที่รีบเค้นน้ำตาให้เอ่อคลอขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
"จินเฉินคะ ถ้าคุณเหนื่อย คุณเอนหลังพักเถอะค่ะ ฉัน... ฉันจะไม่กวนคุณ" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยราวกับคนเจียมเนื้อเจียมตัวขั้นสุด
ฟู่จินเฉินละสายตาจากไอแพด เขาปรายตามองดวงตาแดงรื้นของภรรยาตัวน้อย มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเล็กน้อยอย่างคนเบื่อหน่ายที่จะดูละครฉากนี้เต็มทน
"ผมจะพักได้ยังไง" เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าจังหวะการลงน้ำหนักคำกลับทำให้คนฟังเสียวสันหลังวาบ
"ในเมื่อภรรยาของผมเอาแต่ทำหน้าเหมือนกำลังนั่งรถไปสุสานแบบนี้"
พูดจบ ร่างสูงใหญ่ที่เคยนั่งอยู่ฝั่งขวาก็ขยับพรวดเดียวเข้ามาประชิดตัวเธอ
"ว้าย!" เซี่ยหนิงซีอุทานเสียงหลง แผ่นหลังบางแนบชิดติดประตูรถจนไร้ทางหนี กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นมินต์จางๆ ประจำตัวเขาโชยมาเตะจมูก ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ใกล้เพียงแค่คืบ
ยังไม่ทันที่เธอจะตั้งตัว มือหนาของฟู่จินเฉินก็เอื้อมมาคว้าหมับเข้าที่มือเล็กของเธอที่ประสานกันอยู่บนตัก เขาสอดประสานเรียวนิ้วทั้งห้าเข้ากับมือของเธออย่างถือวิสาสะ ก่อนจะดึงมันไปวางแหมะไว้บนหน้าขาแกร่งของเขาหน้าตาเฉย
‘เฮ้ย! จับมือฉันทำไม? สัมผัสปลาหมึกนี่มันอะไรกันคะ คุณสามี ปล่อยนะ! ต้นขาคุณมันแข็งเป็นหินแถมยังร้อนฉ่าขนาดนี้ กะจะลวกมือฉันให้สุกเลยหรือไง’
เสียงโวยวายในหัวของเธอทำเอาฟู่จินเฉินแทบจะหลุดขำออกมา เขาต้องกัดฟันข่มมุมปากตัวเองเอาไว้ ก่อนจะแกล้งออกแรงบีบกระชับฝ่ามือนุ่มนิ่มนั้นให้แน่นขึ้นไปอีก นิ้วโป้งสากลากไล้ไปตามหลังมือของเธออย่างอ้อยอิ่ง
"จ...จินเฉินคะ..." เซี่ยหนิงซีพยายามขืนมือออก แต่เรี่ยวแรงของชายที่เพิ่งฟื้นจากอุบัติเหตุกลับมหาศาลจนน่าหงุดหงิด เธอจึงเปลี่ยนยุทธวิธีมาเป็นบีบน้ำตาหยดแหมะลงบนแก้ม
"คุณอย่าทำแบบนี้เลยค่ะ ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้เต็มใจจับมือฉัน คุณไม่ต้องฝืนทำเพื่อรักษาน้ำใจฉันหรอกค่ะ"
เธอสูดจมูกฟืดฟาด ก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยผมหน้าม้าลงมาปรกดวงตาเพื่อซ่อนสายตาหงุดหงิด "เมื่อกี้ที่โรงพยาบาล... คุณฮั่วเธอมองคุณด้วยสายตาเจ็บปวดมากนะคะ ถ้าเธอรู้ว่าคุณมาจับมือฉันแบบนี้... เธอคงเสียใจแย่"
‘เอาล่ะ งัดการ์ดแม่ดอกบัวขาวขึ้นมาใช้แล้วนะคุณสามี รีบรำคาญแล้วสะบัดมือฉันทิ้งสิคะ ไปเลย! ไปห่วงความรู้สึกแม่นั่นนู่น ฉันจะได้นั่งสบายๆ ไปจนถึงบ้านสักที’
ฟู่จินเฉินหรี่ตาลง มองการแสดงระดับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมตรงหน้า เขายอมรับเลยว่าถ้าเขาไม่ได้ยินความคิดของเธอ เขาคงรำคาญและผลักเธอออกไปให้พ้นทางแล้วจริงๆ
แต่ตอนนี้... ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว
"ภรรยาของผมอยู่ตรงนี้" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้าๆ ชัดๆ พร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่โน้มลงมาใกล้จนหน้าผากแทบจะชนกัน
"ทำไมผมต้องไปสนใจ 'คนนอก' ด้วยล่ะ?"
เซี่ยหนิงซีเบิกตากว้างจนลืมบีบน้ำตา ร่างทั้งร่างแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง
‘คะ? คนนอก? คุณฮั่วเหลียนชิง รักแรกผู้แสนบริสุทธิ์ของคุณกลายเป็นคนนอกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ผีตัวไหนมันเข้าสิงสามีฉันเนี่ย เมื่อก่อนแค่ฉันเรียกชื่อแม่นั่น คุณก็ตวัดสายตาตาขวางใส่ฉันแล้วไม่ใช่หรือไง’
ฟู่จินเฉินพอใจกับปฏิกิริยาตื่นตะลึงของคนใต้ร่าง เขาจงใจขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ลำคอระหงของเธออีกนิด ลมหายใจอุ่นร้อนจงใจเป่ารดผิวเนื้ออ่อนไหวจนเซี่ยหนิงซีสะดุ้งเฮือก
"อีกอย่าง" เขากระซิบชิดใบหู
"มือคุณเย็นมาก ผมก็แค่ช่วยให้ความอบอุ่น หรือว่า... คุณ 'กลัว' ที่จะต้องกลับไปอยู่สองต่อสองกับผมที่บ้าน?"
‘ใครกลัวคุณยะ! ฉันกลัวไม่ได้เปิดบาร์โฮสต์ต่างหาก แล้วที่มือฉันเย็นก็เพราะแอร์รถคุณมันปรับไว้ที่สิบแปดองศาไง เหงื่อฉันจะแตกเป็นน้ำตกใต้ร่มผ้าอยู่แล้วเนี่ย ขยับออกไปนะ’
เอี๊ยดดดด!
จังหวะที่เซี่ยหนิงซีกำลังด่าทอเขาในใจอย่างเมามัน จู่ๆ โจวอวี่ก็เหยียบเบรกกะทันหัน แรงเหวี่ยงของรถทำให้ร่างบอบบางที่นั่งหมิ่นเหม่พิงประตูอยู่แล้ว ถลาหน้าคะมำไปด้านหน้าอย่างไม่อาจควบคุมได้
"ว้าย!"
แทนที่หน้าผากจะกระแทกกับเบาะหน้า ท่อนแขนแกร่งของฟู่จินเฉินกลับตวัดรวบเอวบางของเธอไว้ได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะออกแรงดึงเพียงนิดเดียว ร่างของเซี่ยหนิงซีก็ลอยหวือขึ้นไปเกยอยู่บนตักแกร่งของสามีอย่างพอดิบพอดี
สองมือเล็กของเธอตะปบลงบนแผงอกกว้างเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว ใบหน้าหวานซบลงกับซอกคออุ่นจัดของชายหนุ่ม กลิ่นอายบุรุษเพศและจังหวะการเต้นของหัวใจเขาดังก้องอยู่ในโสตประสาท
‘สวรรค์! แต้มบุญความฟลุ๊คของฉันไปไหนหมด ทำไมฉันถึงมานั่งอยู่บนตักเขาได้ล่ะ โจวอวี่! นายขับรถประสาอะไรฮะ พรุ่งนี้ฉันจะสั่งตัดเงินเดือนนาย’
"ขออภัยครับท่านประธาน มีสุนัขวิ่งตัดหน้ากะทันหันครับ" เสียงโจวอวี่ดังลอดผ่านอินเตอร์คอมเข้ามาอย่างลนลาน
เซี่ยหนิงซีก่นด่าเลขาหน้าตายในใจ ขณะพยายามจะยันตัวลุกขึ้น ทว่าฝ่ามือนุ่มนิ่มที่วางแหมะอยู่บนแผงอกของชายหนุ่มกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
มัน... แข็งมาก!
หญิงสาวชะงักกึก ลืมเรื่องที่จะลุกขึ้นไปชั่วขณะ ปลายนิ้วเล็กเผลอกดน้ำหนักลงบนกล้ามเนื้อตึงแน่นที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตเนื้อดีอย่างลืมตัว ความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายของเขาแผ่ทะลุเนื้อผ้าเข้ามาจนผิวแก้มของเธอร้อนผ่าว
‘โอ้โห... นี่มันกล้ามคนหรือแผ่นเหล็กเนี่ย แน่นเปรี๊ยะทะลุเสื้อเชิ้ตเลยแฮะ ถือซะว่าเป็นกำไรเล็กๆ น้อยๆ ก่อนหย่าก็แล้วกัน’
ด้วยสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็น นิ้วเรียวของเซี่ยหนิงซีจึงเริ่มขยับยุกยิก ลูบไล้เบาๆ ไปตามแนวกล้ามเนื้อหน้าอกของเขาอย่างแนบเนียน ราวกับกำลังปัดฝุ่น
‘สวรรค์! ซิกซ์แพ็กใต้เสื้อนี่มันของจริงใช่มั้ย แน่นจนน่ากัด... เอ้ย ไม่ใช่! เซี่ยหนิงซี ดึงสติ! แต่ว่านะ... ฉู่เหยียน โฮสต์อันดับหนึ่งของไนต์คลับยัยเซี่ยวจะมีกล้ามแน่นน่าคลำแบบนี้มั้ยนะ
ถ้าเปิดบาร์โฮสต์เป็นของตัวเองเมื่อไหร่ ฉันต้องตั้งสเปกผู้ชายให้ได้หุ่นแน่นๆ แบบตาหน้าตายนี่เป็นมาตรฐานซะแล้ว ขอแม่คลำดูอีกนิดเป็นวิทยาทานหน่อยเถอะ’
ฟู่จินเฉินที่รวบเอวภรรยาไว้แน่น ลมหายใจแทบจะสะดุดกึกเมื่อได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วในหัวของเธอ
ชายหนุ่มก้มลงมองผู้หญิงที่กำลังนั่งคร่อมอยู่บนตักเขา ปากของเธอเม้มแน่น แสร้งทำหน้าตาตื่นตระหนกตกใจราวกับลูกกวางน้อย
ทว่าสองมือเล็กนั่นกลับกำลังลูบคลำหน้าอกเขาอย่างเมามัน แถมยังกล้าเอาเรือนร่างของเขาไปตั้งเป็น 'มาตรฐาน' เปรียบเทียบกับไอ้เด็กบาร์โฮสต์หน้าขาวพวกนั้นอีก
เส้นเลือดตรงขมับของฟู่จินเฉินเต้นตุบๆ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายถูกท้าทายอย่างรุนแรง
"ซีซี" น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังขึ้นเหนือศีรษะ ทำเอาเซี่ยหนิงซีสะดุ้งสุดตัว มือเล็กที่กำลังลูบคลำอย่างเพลิดเพลินชะงักกึก
"ว้าย! จ...จินเฉินคะ ฉันขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ รถมันเบรกกะทันหัน" เธอรีบบีบน้ำตา เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาแดงรื้น แสร้งทำเป็นจะลุกออกไป
แต่ฟู่จินเฉินไม่ปล่อยให้เธอหนี ท่อนแขนแกร่งรัดเอวคอดบางแน่นขึ้นจนหน้าอกอวบอิ่มของเธอเบียดชิดกับแผงอกของเขา มือหนาอีกข้างเอื้อมมาจับมือเล็กที่กำลังจะชักกลับไป วางทาบทับลงบนตำแหน่งหัวใจของเขาอย่างจงใจ
"ลูบจนพอใจหรือยังล่ะ?" เขาทอดเสียงต่ำ แววตาคมกริบวาบประกายอันตรายจนคนมองเสียวสันหลังวาบ
เซี่ยหนิงซีเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก
‘เฮ้ย! เขารู้ตัวได้ไงว่าฉันกินเต้าหู้เขา ฉันลูบเนียนมากเลยนะ หรือว่ากล้ามเนื้อเขามันมีเซนเซอร์จับสัมผัส ตายแน่เซี่ยหนิงซี เขาต้องด่าว่าเธอเป็นผู้หญิงร่านแน่ๆ’
ทว่าผิดคาด ฟู่จินเฉินไม่ได้ผลักเธอออก ตรงกันข้าม เขากลับโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดริมฝีปากที่กำลังสั่นระริกของเธอ
"ถ้าคุณ 'ติดใจ' รูปร่างของผมขนาดนั้น" ฟู่จินเฉินกระซิบชิดกลีบปากนุ่ม จงใจเน้นคำว่าติดใจอย่างมีความหมาย
"กลับไปถึงบ้าน ผมจะถอดให้คุณ 'ประเมิน' ทุกซอกทุกมุมเลยดีไหม คุณภรรยา?"
เซี่ยหนิงซีร่างกายชาวาบไปถึงปลายเท้า สมองที่เคยวางแผนเรื่องบาร์โฮสต์ขาวโพลนไปชั่วขณะ
‘ป...ประเมินทุกซอกทุกมุม? บ้าไปแล้ว คุณสามีผีเข้า สคริปต์มันต้องผลักฉันออกแล้วทำหน้ารังเกียจสิ ทำไมถึงมาอ่อยฉันด้วยหน้าตากับหุ่นแน่นๆ แบบนี้เล่า ปล่อยนะ! ฉันไม่อยากประเมินอะไรทั้งนั้น ฉันอยากได้ใบหย่า!!’
เสียงกรีดร้องวุ่นวายในหัวของเธอ ทำให้มุมปากที่มักจะเหยียดตรงของฟู่จินเฉินกระตุกยิ้มร้ายกาจ ชายหนุ่มรั้งท้ายทอยของภรรยาเข้ามากดจูบหนักๆ ลงบนหน้าผากมนหนึ่งที ก่อนจะรวบกอดร่างบอบบางที่กำลังแข็งทื่อเป็นหินไว้แนบอก ปล่อยให้เธอจมอยู่กับความตื่นตระหนกไปตลอดทางกลับคฤหาสน์
