คนในความลับ ตอนที่ 2
สองชั่วโมงต่อมา
“โชคดีมากที่ไม่แท้ง...แต่ต่อไปนี้ต้องระวังตัวให้มากๆ นะครับ ครรภ์อ่อนๆ แบบนี้ต้องดูแลเป็นพิเศษ หมอคงต้องให้นอนพักจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่แท้งร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วค่อยให้กลับบ้านได้นะครับ”
“ขอบคุณ...ครับหมอ” ปฏิพัทธ์แลบลิ้นเลียริมฝีปากแล้วกล่าวกับแพทย์ผู้ทำการรักษา แล้วถอยมานั่งบนโซฟามองร่างที่ยังไม่ได้สติของอันดามันด้วยความว้าวุ่นใจ
เธอท้องได้สามเดือนแล้ว...เธอจะรู้หรือเปล่า และถ้ารู้ทำไมไม่บอกเขา
เธอปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อก็รู้ดีว่ายังไม่มีความพร้อมด้วยกันทั้งคู่
โดยเฉพาะเขา...เขาจะบอกกับลูกสาวว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ทำไมมาช้าจังคะคุณพ่อ” เนตรชนกหน้าง้ำหน้างอยืนกอดอกมองบิดาเดินลงจากรถเข้ามาหาเธอด้วยความเร่งรีบ บอกจะมารับตอนเย็นกลับจากโรงเรียนแล้ว นี่มันจะสามทุ่ม เธอแต่งตัวคอยตั้งนานโทร.ไปก็บอกว่ายุ่ง พ่อเธอไม่เคยเป็นแบบนี้เลย ไม่เคย...ผิดคำพูดสักครั้งถ้ารับปากแล้ว
“พ่อขอโทษครับน้ำฟ้า พ่อมีเรื่องให้เคลียร์มันเกิดขึ้นกะทันหันพ่อเลยตั้งตัวไม่ทัน”
“คุณแม่บอกว่าคุณพ่ออยู่กับเมียใหม่ คุณพ่อมีเมียใหม่แล้วเหรอคะ” ดวงตาแดงก่ำจ้องหน้าบิดาด้วยความคาดคั้น
“ใครสอนให้พูดแบบนี้เนี่ย...น้ำฟ้าอย่าพูดจาแบบนี้อีกนะครับ ไม่น่ารักเลย” ปฏิพัทธ์ถอนหายใจ คำว่า ‘เมีย’ จากปากเด็กอายุเจ็ดขวบสำหรับเขาไม่ใช่เรื่องปกติ แม้ยุคสมัยนี้เทคโนโลยีจะเข้าถึงง่ายแค่ไหนก็ตาม แต่หากเป็นเด็กที่ถูกอบรมเลี้ยงดูดีๆ ก็จะเข้าใจว่ามันไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับวัย
แล้วใครล่ะที่พูดให้ได้ยิน...ถ้าไม่ใช่แม่ของแก ก็เพราะพรนับพันมีวิธีการเลี้ยงลูกที่บิดเบี้ยวแบบนี้แหละ เขาถึงอยากได้สิทธิ์เลี้ยงเป็นผู้ปกครองแกแต่เพียงผู้เดียว เนตรชนกกำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ พื้นฐานการเลี้ยงดูเป็นสิ่งจำเป็นที่พ่อแม่ทุกคนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมันจะอาจกลายเป็นปมติดตัวเด็กตลอดไป
“แล้วมันจริงไหมคะ...”
“มีเจ้าหญิงของพ่ออยู่ทั้งคน จะต้องการใครอีกครับ หืม” ว่าพลางก็ย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าลูก แล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กทุย “มาให้พ่อกอดหน่อยครับ...เสาร์-อาทิตย์นี้สัญญาว่าจะอยู่กับลูกทั้งวันทั้งคืนไม่ไปไหนเลย”
“จริงๆ นะคะ” พอพ่อง้อเข้าหน่อยก็ใจอ่อนตลอดแหละ ก็รู้อยู่ว่าพ่อรักเธอที่สุด ตามใจที่สุด ไม่เคยดุไม่เคยหยาบคาย หากทำผิดอะไรเขาก็พาไปนั่งจับเข่าคุยและอธิบายกันเสียยืดยาว ซึ่งมันมักเกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะพ่อกับแม่เลี้ยงเธอไม่เหมือนกันเลย พอช่วงไหนต้องไปอยู่บ้านพ่อก็ต้องปรับตัว
“เคยไม่จริงหรือเปล่าล่ะ...” มือใหญ่รับร่างเล็กที่กระโดดเข้ามาให้เขากอดเต็มวงแขน แล้วหอมแก้มนุ่มฟอดใหญ่
“ก็วันนี้ไงคะ...คุณพ่อมาช้า” กอดพ่อไปพลางก็คอดค้อนไปพลาง
“แต่ก็มา”
“จะไม่เข้าบ้านหน่อยเหรอ...”
เสียงนั้นทำให้สองพ่อลูกผละออกจากกันแล้วหันไปมองด้านหลัง
พรนับพันนั่นเอง เธอยืนกอดอกมองทั้งคู่ ในแววตานั้นไม่มีความยินดียินร้ายใดๆ
“ไม่ล่ะ...เงินผมโอนให้แล้วนะ วันอาทิตย์จะพามาส่ง” เขาคุยกับอดีตภรรยาพลางอุ้มลูกที่ไม่แม้จะหันไปมองแม่ของแกแล้วยืนขึ้นเต็มความสูง
“ก็ตามใจ น้ำฟ้า...เที่ยวให้สนุกนะคะ” เธอกล่าวกับลูกพลางเผยรอยยิ้มเต็มแก้ม
“ค่ะคุณแม่...สวัสดีค่ะ” เนตรชนกหันไปยกมือไหว้มารดา แล้วรีบหลบกลับมากอดพ่อไว้เหมือนเดิม พ่อจึงพาเธอเดินไปขึ้นรถ แล้วขับออกจากบ้านหลังนั้นทันที
แม้อาการบาดเจ็บจะไม่ร้ายแรง แต่เธอก็มีบาดแผลที่ศีรษะจนต้องเย็บเก็บยี่สิบเข็ม แขนขาขัดยอกไปหมด ซ้ำยังเกือบ...
แท้ง...
“คุณน่าจะบอกผมเรื่องลูกในท้อง” นั่นเป็นคำแรกที่เธอได้ยินจากแฟนหนุ่มเมื่อได้สติและพบว่าเขานั่งหน้าเครียดอยู่ข้างๆ
“ฉัน...” ด้วยความมึนเบลอในตอนนั้น บวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังหลงเหลือทำให้ไม่สามารถเรียงลำดับได้ว่าต้องพูดอะไรบ้าง ทั้งเจ็บ...ทั้งร้าวระบมไปทั้งตัว ศีรษะมึนตึงปวดตุบๆ
“พักผ่อนเถอะ ผมต้องไปรับน้ำฟ้าแล้ว ออ...ผมคงไม่ได้มาบ่อย ค่อยเจอกันวันจันทร์นะ” แค่นั้น...แล้วเขาก็จากไป
ตื่นมาอีกทีอัญตาก็พบว่าเป็นอีกวันถัดมาเสียแล้ว แต่ก็ยังจำน้ำเสียงกับคำพูดของปฏิพัทธ์ได้ มันมีความขุ่นเคืองใจปะปนอยู่ในคำถามนั้นโดยไม่ได้สนใจไยดีอาการของเธอเลย ไม่แม้จะถามสักคำว่าเจ็บหรือเปล่า เป็นอย่างไรบ้าง
ไม่มีความห่วงอาอาทรใดๆ เหมือนคนที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน ขนาดพยาบาลก็ยังมีท่าทีห่วงใยเธอมากกว่าเขา...
หญิงสาวยกมือขึ้นลูบหน้าท้องน้อยที่บัดนี้กำลังฟูมฟักเลือดเนื้อเชื้อไขตัวน้อยที่ถือกำเนิดมาด้วยความไม่ตั้งใจ ไม่ต้องการ ไม่มีความยินดีจากบิดาแม้สักเล็กน้อยว่าแกกำลังมีตัวตน เป็นความเจ็บปวดที่คนเป็นแม่อย่างเธอรู้สึกจุกจนน้ำตาไหลเอ่อล้นออกมาโดยอัตโนมัติ ก่อนจะยกสองมือที่ถูกเจาะเข็มให้ยาให้น้ำเกลือโยงระยางเต็มไปหมดขึ้นมาปาดเช็ดความเอน็ดอนาถใจที่รินรดอาบขมับ
“เขาไม่รักก็ไม่เป็นไร...เราอยู่กันสองคนก็ได้เนอะลูกเนอะ” หญิงสาวยิ้มให้กับชีวิตน้อยๆ ในตัวเธอ ไม่อยากให้ลูกรู้สึกว่าแม้แต่แม่ก็ยังลำบากใจกับการเกิดมาของแก อัญตารู้สึกว่ามันคงถึงคราวที่เธอต้องเลือกแล้ว ระหว่างต้องอยู่เป็นเงามืดในชีวิตเขาตลอดไป หรือจะลุกขึ้นมามีชีวิตเป็นของตัวเอง
หากไม่มีลูกคงไม่เป็นไร...เพราะเธอก็ไม่ได้เป็นคนชอบสังคม ต้องคบหากันออกหน้าออกตาก็ไม่ได้ต้องการ ทั้งยังรู้ถึงความจำเป็นของเขาตั้งแต่แรกที่คบหากันแล้ว ว่ามันมีผลต่อการฟ้องร้องเรื่องสิทธิ์ในการเลี้ยงลูกสาวคนโต ได้พูดคุยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ และเป็นเธอเองที่ยอมรับเงื่อนไขทุกอย่าง ดังนั้นที่ผ่านมาหญิงสาวจึงไม่เคยมีปากมีเสียง ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจกันเสมอ
แต่ไม่ใช่ตอนนี้...ตอนที่มีลูก ตอนที่เขารู้แล้วว่าเธอท้องและบาดเจ็บ ถึงขั้นยังอยู่ในภาวะแท้งคุกคามแต่ก็ยังจากไป
ชีวิตที่ผ่านมาไร้พ่อขาดแม่ไม่มีเพื่อนก็ว่าโดดเดี่ยวมากแล้ว ตอนนี้มันรู้สึกเหว่ว้ายิ่งกว่า เหมือนถูกทอดทิ้งให้เดียวดายอยู่กับลูกวัยสามเดือนในท้อง อันที่จริงต่อให้โลกไม่ต้องการ...เธอก็ไม่ได้สนใจ แต่มันเจ็บปวดที่สุดที่รู้ว่าคนคนเดียวที่ยอมให้เข้ามามีบทบาทร่วมกันยังเย็นชาใจดำได้ขนาดนี้
“เลิกคิดได้แล้วแอล แกเข้มแข็งเพื่อลูกนะ ถ้าอ่อนแอแบบนี้แล้วลูกจะพึ่งใครได้”
ตลอดสองวันหมอให้เธอนอนนิ่งๆ จะขยับพลิกตัวก็ต้องให้พยาบาลช่วย จะอาบน้ำหรือทำธุระส่วนตัวก็มีพยาบาลพิเศษจัดการให้ทุกอย่าง หญิงสาวรู้สึกอึดอัดเต็มที แต่ด้วยฤทธิ์ของยาคลายเครียดก็ช่วยให้หลับง่ายขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มรู้ว่าตัวเองเมาแล้วขับรถไปชนคนอื่น ทั้งอีกฝ่ายยังอยู่ในอาการโคม่าต้องผ่าตัดสมอง เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่กำลังไปรับลูกกลับบ้าน แต่เรื่องค่าใช้จ่ายทุกอย่างปฏิพัทธ์ได้รับผิดชอบทุกอย่าง รวมถึงค่าทำขวัญ ค่าชดเชยต่างๆ ด้วย
