บทที่ 9 ฟื้นที่ดิน
“พรุ่งนี้ท่านลุงช่วยหาคนงานมาหลายๆ คน ยิ่งมากยิ่งดี งานจะได้เสร็จไวๆ” ชิงเยียนกล่าวกับผู้เฒ่าดูแลที่ดิน
คืนนั้นชิงเยียนกับอาฮงนอนพักในกระท่อมเก่าโทรมหลังน้อยไม่รู้สร้างไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ภาวนาขออย่าให้ฝนตก เพราะหลังคาน่าจะกันน้ำอะไรไม่ได้เลย ผู้เฒ่าเอาเสื่อเก่าๆ กับผ้าห่มเน่าๆ มาให้ 2 ชุด
อาฮงเป็นห่วงคุณหนูชิงเยียน เขาคอยเฝ้ามองกลัวนางจะกินจะนอนไม่สบายตัวเหมือนอยู่ที่จวน แต่เจ้านายตัวอ้วนไม่มีทีท่าอะไรบ่งบอกว่าไม่สบายตัวหรือไม่สบอารมณ์ให้เห็นแม้แต่น้อย
ซีฮันได้รับการฝึกฝนให้อดทนกับทุกสถานการณ์ เรื่องกินเรื่องนอนแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา สบายมาก
ชิงเยียนตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นั่งรอคนงานที่แคร่เก่าหน้ากระท่อม จนคนงานมาครบ นางแบ่งคนงานออกเป็นกลุ่ม
กลุ่มที่ 1 ถางหญ้า ขุดดิน พรวนดิน ทำแปลงปลูกผัก
กลุ่มที่ 2 ขุดบ่อปลาท้ายไร่ ใกล้แม่น้ำสำหรับเลี้ยงปลาและทำธารน้ำเข้าไร่
กลุ่มที่ 3 ขุดหลุมสำหรับปลูกต้นไม้ยืน
และไม่ลืมให้คนงานช่วยซ่อมกระท่อมหลังน้อยให้กันแดดกันฝนได้ด้วย
หลังจากมอบหมายงานแล้วชิงเยี่ยนกับอาฮงออกไปเดินซื้อของที่ตลาดเพื่อนำมาทำอาหารเลี้ยงคนงานมื้อกลางวัน ในตลาดมีพ่อค้าแม่ค้ามากมาย ผู้คนเดินดูของ ซื้อของกันคึกคัก
“ว้าย” เสียงกรีดร้องตกใจ กลุ่มคนแตกกระจายเป็นวงกว้าง ชิงเยียนเดินเข้าไปช้าๆ มองเห็นผู้ชาย 3 คนถือกระบองทุกคน มีหญิงชายคู่หนึ่งนั่งอยู่บนพื้น ผู้ชายมีบาดแผลที่หน้า มีเลือดที่ศีรษะไหลหยดอาบแก้ม
“อย่าทำพวกเราเลย พวกเราไม่มีจริงๆ” ผู้หญิงประสานมือกล่าวทั้งน้ำตา
“ไม่มีก็ต้องโดนแบบนี้ หรืออยากจะโดนอีก” ชายท่าทางเป็นหัวหน้ากล่าวเหี้ยม
“บอกให้เอามาไง ถ้าไม่มีเงินจะซื้อของมาขายได้ยังไง” ชายอีกคนตวาดเสียงดัง
ชิงเยียนยืนดูเหตุการณ์ ชาย 3 คน ต้องการเงินจากสองผัวเมียที่นั่งกองกับพื้น ดูถ้าไม่มีเงินให้ต้องโดนอีกแน่
“ว่าไงจะให้ดีๆ หรือต้องให้ลงมืออีก” ชายถือกระบอกอีกคนตะคอกเสียงเหี้ยม
“ได้โปรดเถอะ อย่าทำเราเลย เราไม่มีจริงๆ” ผู้หญิงอ้อนวอนน้ำตาไหลพราก
“พูดไม่รู้เรื่อง” ชายถือกระบอกคนเดิมหมดความอดทน ยกกระบองในมือขึ้นฟาดลงไปที่ศีรษะของผู้หญิง
“โอ้ย” ร่างของชายคนนั้นกระเด็นลงไปนอนกับพื้น เพราะเด็กสาวอวบอ้วนกระโดดถีบก่อนที่กระบอกจะโดนศีรษะใคร
“แกเป็นใครนังอ้วน อยากโดนใช่ไหม” ชายอีกคนตะคอกพร้อมกับฟาดกระบองใส่เด็กสาว
“โอ๊ะ” เสียงร้องเจ็บปวดเมื่ออาฮงเตะเข้าที่ยอดอกกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้น
ก่อนที่อาฮงจะทันระวังตัว ชายถือกระบองอีกคนฟาดกระบองใส่เขาทางด้านหลัง
“โอ้ย” ร้องเจ็บปวด ทุกคนที่มุงดูเห็นเด็กสาวตัวอ้วนถีบสีข้างของชายคนนั้นเต็มตีน กระเด็นลงไปนอนกับพื้น กองรวมกับเพื่อนมัน
“ขอบคุณขอรับคุณหนู” อาฮงกล่าว เขาเคยเห็นคุณหนูใช้ฝ่ามือสับคอคนขายหมูมาแล้ว แต่ครั้งนี้คุณหนูทั้งเตะทั้งถีบท่าทางทะมัดทะแมง เยี่ยงบุรุษที่ผ่านการฝึกฝน
“ไปให้พ้นก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน” ชิงเยียนกล่าวเสียงเข้ม ขยับร่างอวบอ้วนไปยืนตรงหน้าทั้ง 3 คน อย่างไม่เกรงกลัว
“อยากแก้แค้นไปหาข้าได้ที่จวนตระกูลจาง ข้าชื่อจางชิงเยียน” นางประกาศเพื่อไม่ให้คนพวกนี้แก้แค้นกับสองผัวเมียคู่นี้ คิดจะแก้แค้นต้องแก้แค้นให้ถูกคน
“เจ้า...ฝากไว้ก่อนเถอะ” ชายคนหนึ่งกล่าว ทั้งสามคนขยับลุกขึ้นหยิบกระบอกคู่กายเดินฝ่าฝูงชนออกไป
“ขอบคุณท่านทั้งสอง ขอบคุณมาก” ชายหญิงต่างประสานมือก้มหัวปลกๆ
ทุกคนที่มุงดูต่างปรบมือให้เด็กสาวตัวอ้วน ถึงนางจะมีรูปร่างหน้าตาไม่สวยงามแต่ฝีมือและจิตใจดีงามยิ่งนัก ชิงเยียนมิได้ถ่อมตัว นางก้มหัวยอมรับเสียงปรบมือด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม
หลังจากซื้อของที่ต้องการครบแล้วสองคนช่วยกันหิ้วกลับกระท่อม ชิงเยียนหิ้วของเต็มมือ ด้วยรูปร่างที่อวบอ้วนมากเกินไป ทำให้รู้สึกเหนื่อยเร็วกว่าปกติ เหงื่อออกง่ายไหลย้อยสองแก้ม
“คุณหนู” อาฮงหยิบผ้าสะอาดในอกเสื้อตัวเองเช็ดเหงื่อให้เจ้านายตัวอ้วน
“ขอบคุณ” ชิงเยียนกล่าวยิ้มบาง “นางสะสมไว้เยอะ นี่ข้าพยายามลดแล้วนะ แทบไม่ยุบเลย” กล่าวติดตลกยิ้มแป้น แต่อาฮงได้ยินแล้วไม่ตลกด้วย แถมยังรู้สึกงุนงง แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงรับฟังเงียบๆ
“คุณหนู คุณหนูขอรับ” คนงานวิ่งกระหืดกระหอบ “มีคนเป็นหมดสติ ไม่รู้เป็นอะไร”
“รีบพาข้าไป” ชิงเยียนวางทุกสิ่งวิ่งตามคนงานไปทันที องฮงมองตามร่างอวบอ้วนวิ่งตามคนงานอย่างเอ็นดู ก่อนก้มเก็บของตรงหน้า
“อุ้มนางไปไว้ที่กระท่อมก่อน” ชิงเยียนใช้มือจับชีพจรที่ข้อมือผอมบาง
“แม่ข้าเป็นอะไรไหม” เสียงเล็กดังขึ้นด้านหลัง ชิงเยียนหันไปมอง เป็นเด็กชายตัวเล็ก นางยิ้มให้เขา
“ไม่เป็นอะไรมาก ให้นางนอนพักสักหน่อย ท่าทางอ่อนเพลีย น่าจะมีไข้ด้วยนะเนี่ย ตัวร้อนเชียว” ชิงเยียนกล่าวเสียงนุ่มนวล
“เจ้าเป็นลูกชายของนางรึ” เด็กชายพยักหน้าตอบ
“ถ้านางตื่นเอายานี้ให้นางกิน เจ้าทำได้ไหม” เด็กชายพยักหน้าตอบอีกครั้ง
“ข้าจะไปทำอาหาร พอเสร็จแล้วจะเอามาให้แม่เจ้ากับเจ้ากิน เจ้าอย่าลืมให้นางกินยาทันทีที่ตื่นรู้ไหม และช่วยไปตามข้าด้วยถ้านางตื่นแล้ว เจ้าทำได้ไหม” เด็กชายพยักหน้า สีหน้าจริงจัง
คนงานได้กลิ่นอาหารโชยเข้าจมูก ต่างสูดดมจนน้ำลายสอ ท้องร้องหิวขึ้นมาทันที
“พักกินข้าวได้แล้ว” เสียงอาฮงตะโกน
“มีข้าวให้พวกเรากินด้วยรึ” “เขาเลี้ยงข้าวด้วยรึ” “คุณหนูใจดีจัง” “นางเลี้ยงข้าวพวกเรา” ฯลฯ คนงานต่างกล่าวอย่างแปลกใจและดีใจ
คนงานต่างเข้าแถวมองเห็นข้าวสวยเต็มหม้อ มีไข่ดาววางเต็มถาด หมูสับผัดพริกใส่ใบกระเพรา ต้มจืดหัวไชเท้าใส่หมูชิ้นโตต้มจนนิ่ม พวกเขาไม่เคยเห็นอาหารแบบนี้ มันเป็นอาหารของเมืองไหนกัน
ซีฮันทำอาหารเอง เขาศึกษาอาหารของแต่ละประเทศแล้วลองทำให้น้องๆ กิน ทั้งสองคนชอบกินกระเพราหมูสับไข่ดาวของประเทศไทย มันเป็นอาหารที่ทำง่ายไม่ยุ่งยาก ในสถานะการณ์แบบนี้ทำเลี้ยงคนงานจำนวนมากเหมาะสมแล้ว
ชิงเยียนไม่ลืมทำอาหารให้คนป่วยที่นอนพักอยู่ในกระท่อมกับลูกชาย
“แม่ยังไม่ตื่น” เด็กชายรีบรายงานทันที ที่เขาเห็นเด็กสาวตัวอ้วน
“เจ้ากินก่อนก็ได้ ข้าจะดูแลนางเอง” ชิงเยียนยื่นข้าวไข่ดาว และด้วยต้มจืดให้เด็กชาย
เด็กชายนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย สายตามองแม่ที่นอนยังไม่ฟื้น สลับกับใบหน้าอวบอ้วนของเด็กสาว
ชิงเยียนดูแลแม่ของเด็กชายให้กินยาก่อนอาหาร ดื่มน้ำ ป้อนข้าวต้ม กินยาหลังอาหาร นอนพักอยู่ในกระท่อม จนกระทั่งเย็นคนงานเลิกงาน ชิงเยียนแบ่งข้าวสวย ไข่ดาว และต้มจืด ให้เอากลับไปกินที่บ้าน
“ถ้าพรุ่งนี้มาไม่ไหวก็ไม่ต้องมา ให้ลูกชายเจ้ามาเอาอาหารไปกินที่บ้านได้” ชิงเยียนกล่าว หยิบเงินยัดใส่มือนาง “เก็บไว้ค่าแรงของเจ้า”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หญิงสาวน้ำตาไหลซาบซึ้งในน้ำใจที่เจ้านายตัวอ้วนมีให้
