บทที่ 6 น้ำใจ
เด็กชายวัย 15 ต้องออกจากโรงเรียน ปากกัดตีนถีบทำทุกอย่างเพื่อหาเงินส่งน้องสองคนเรียน เขาทำอาหารเอง ปลูกผักที่สวนหลังบ้านไว้กินเองเหลือจึงนำไปขาย ทำบ่อเลี้ยงปลาเล็กๆ ปลูกต้นไม้ไว้กินผล แต่งนิยาย Online ทำขนมส่งร้านแถวบ้าน
เขาขายสมบัติเก่าของพ่อแม่จนหมด เพื่อเป็นค่าเรียนแพทย์ของน้องชาย จนเรียนจบทำงานในโรงพยาบาล และส่งน้องสาวเรียนจนจบ ช่วงที่เขาทำภารกิจสุดท้ายเป็นวันรับปริญญาของน้องสาวพอดี
น้องทั้งสองคนไม่รู้ว่าเขาเป็นสายลับของหน่วยงานรัฐในประเทศ รู้เพียงว่าเขาทำงานเป็นไกด์นำเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเท่านั้น
เขาไม่ใช่คนเรียนเก่งหรือสมองไว จนมีหน่วยงานลับของรัฐมองเห็น แต่เป็นเพราะเขาบังเอิญช่วยชีวิตคนสำคัญของประเทศให้รอดจากคนร้ายลอบสังหาร
วันนั้นเขาเห็นแสงสะท้อนจากกล้องติดอาวุธปืนจากตึกหนึ่งสะท้อนเข้าตา เพียงแวบเดียว ด้วยความคล่องแคล่วว่องไวของร่างกายที่ออกกำลังกายทุกวัน กระโดดถีบบอร์ดี้การ์ดท่านผู้นำให้ล้มไปกระแทกท่านผู้นำล้มลงก่อนที่กระสุนปืนจะเจาะกระโหลก
หลังจากวันนั้นท่านผู้นำสืบประวัติของเขา และเสนองานลับนี้ให้โดยใช้รหัสเขี้ยวพยัคฆ์ เขาต้องเรียนรู้และฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง อดทน ทนทานกว่าบุคคลธรรมดาหลายเท่า น่าเสียดายที่ตอนนี้ร่างกายนั้นได้ดับสลายมอดไหม้กลายเป็นผุยผงไปหมดแล้ว
ห่าวอู๋กับเจียงเฉิง สองพ่อลูกนั่งมองอาหารบนโต๊ะ โดยมีแม่นมเหยานำเสนอไม่ขาดปาก ว่าเป็นฝีมือของคุณหนูชิงเยียนที่นางเลี้ยงมากับมืออย่างภาคภูมิใจ
หมูตุ๋นยาจีน ผัดคะน้าน้ำมันหอย ปลากะพงนึ่งซีอิ้ว ปอเปี๊ยะผักกาดสด กุ้งต้มเม็ดมะม่วงคั่ว หอมใหญ่ชุปแป้งทอด อื้อออ น่ากินทั้งนั้น สองพ่อลูกสูดกลิ่นอาหารเข้าจมูกจนน้ำลายสอ
เด็กหญิงวัย 13 ปี สูงไม่เกิน 165 เซนติเมตร รูปร่างอวบอ้วนเดินทีพุงกระเพื่อมไขมันส่วนเกินสั่นสะเทือนไปทั้งตัว ทำให้ดูเตี้ยกลมแทบจะกลิ้งแทนเดิน ใบหน้าอวบอูมเหมือนซาลาเปาหรือขนมถ้วยฟูที่ผิวขนมด้านบนแตกแยะ จมูกเล็กโดง ริมฝีปากเล็กบางผลุบหาย เพราะโดนแก้มยุ้ยที่เต็มไปด้วยไขมันบดบังจนแทบมองไม่เห็น แม้แต่ดวงตากลมโตก็ยังโดนแก้มเบียดบังแทบมองไม่เห็นเช่นกัน มองยังไงจางชิงเยียน ก็ไม่มีความน่ารักงดงามแม้แต่น้อย แถมยังดูน่าเกลียดอ้วนกลมเหมือนก้อนไขมันเคลื่อนที่เสียด้วยซ้ำ
ชิงเยียนเดินถือจานอาหารวางบนโต๊ะก่อนทรุดกายลงนั่ง ทุกคนมองอาหารในจานที่มีหลากสีสันอย่างสนใจ
“นี่อะไรรึ” ห่าวอู๋ผู้เป็นบิดาเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ผัดมังสวิรัติ ท่านพ่อลองชิมดู” ชิงเยี่ยนใช้ตะเกียบคีบเห็ดหอมชิ้นหนึ่งใส่ชามข้าวตรงหน้าบิดา
“อื้อ..อร่อย” ห่าวอู๋เอ่ยชมทันทีที่คีบใส่ปาก มันมีความหอมของเห็ดผสมผสานกับความนุ่มละมุน รสชาดของเครื่องปรุงซึมซับอยู่ในเนื้อเห็ดกลมกล่อม
“กิน กิน กินข้าวกันเถอะข้าหิวแล้ว” ห่าวอู๋อยากกินทุกอย่างบนโต๊ะ
ชิงเยียนมองเห็นแม่นมเหยายืนดูแลตนไม่ห่าง “แม่นมนั่งกินข้าวด้วยกันเถอะ” ชิงเยียนกล่าวขณะลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้
“ไม่ได้หรอกคุณหนู นมเป็นเพียงบ่าวจะนั่งร่วมโต๊ะกับพวกท่านได้ยังไง”
“นั่งลงเถอะ” ชิงเยียนประคองแม่นมเหยาวัยคุณยายให้นั่งลง “อาจูเพิ่มจานชามให้นมหน่อย”
“เจ้าค่ะ” อาจูรีบนำชามพร้อมตะเกียบวางไว้หน้าแม่นมเหยา
ชิงเยียนเดินไปยกโถข้าวในมือบ่าว ตักข้าวใส่ชามให้นมเหยาด้วยตัวเอง “กินเยอะๆ นะจ๊ะ” นางกล่าวเสียงนุ่มนวลก่อนวางโถข้าวและใช้ตะเกียบคีบอาหารใส่ชามให้นาง
แม่นมเหยาซาบซึ้งน้ำตาซึม นางเลี้ยงคุณหนูชิงเยียนตั้งแต่ฮูหยินจางให้กำเนิด ฮูหยินจางร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง นางจากไปตั้งแต่คุณหนูอายุยังไม่ถึงเดือน แม่นมเหยาให้ความรักเอาใจใส่เลี้ยงดูคุณหนูมาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่คุณหนูปฏิบัติดีกับนางแบบนี้
ซีฮันในร่างชิงเยียนรู้สึกดีกับทุกคนในจวนนี้ โดยเฉพาะแม่นมเหยา เขารู้ดีว่านางรักและเอาใจใส่เจ้าของร่างนี้มาก นางอายุมากแล้ว ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี นางไม่ควรต้องมาเฝ้าดูแลเจ้าของร่างนี้แล้ว เพราะเขาจะดูแลเอาใจใส่ร่างนี้เอง เพราะตอนนี้ก็เป็นร่างกายของเขาแล้วเต็มตัว
ทุกคนในบ้านรู้สึกดี ตั้งแต่เด็กสาวตัวอ้วนฟื้นจากความตาย ดูนางอารมณ์ดี เป็นกันเอง มีน้ำใจ ผิดกับอดีตที่เจ้าอารมณ์ หงุดหงิดง่าย คิดถึงแต่ตัวเอง เวลากินนางจะตั้งหน้าตั้งตากินไม่สนใจว่าใครจะกินหรือยัง กินเสร็จก็เข้าห้องส่วนตัว ไม่ออกไปพบหน้าผู้คน เป็นเพราะครอบครัวตามใจนางเกินไปหรือไม่นางถึงเป็นเช่นนั้น
“อาเฉินเหลืออีก 2 วัน ต้องไปชายแดนแล้ว คิดให้ดีนะลูกว่ายังขาดอะไรอีกหรือไม่” ห่าวอู๋เอ่ย
“ข้าคิดทบทวนหลายรอบแล้วท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วง” เจียงเฉินกล่าว
ชิงเยียนมองเจียงเฉินผู้เป็นพี่ชายอย่างพิจารณาอีกครั้ง ผิวขาวใบหน้าหล่อเหลารูปร่างสูงโปร่งสมส่วนสง่างาม ช่างเป็นบุรุษที่มีรูปลักษณ์ดูดีน่าอิฉจา แต่ถ้าเทียบกับเขาเมื่อชาติก่อน อย่าหาว่าคุยเขาดูดีกว่าเยอะ
“เฮ่อ” เผลอผ่อนลมหายใจออกมาสีหน้าเศร้าเมื่อนึกถึงร่างกายที่สูญสลายไปแล้ว ทุกคนเห็นชิงเยียนยิ้มเศร้า คิดว่านางคงเป็นห่วงพี่ชายที่จะต้องไปทำสงครามชายแดน
“ชายแดนคงหาของกินยาก ข้าจะทำอาหารแห้งให้พี่ติดไปกินที่โน่น” ชิงเยียนเอ่ยปาก ซีฮันรู้ดีว่าชายแดนที่เขาเคยไปประจำการนั้นหาของกินถูกปากได้ยากมาก บางแห่งแทบไม่มีของกินเลยด้วยซ้ำ นึกเห็นใจพี่ชายตรงหน้า เลยอาสาทำของแห้งให้ติดไป
“ขอบใจเจ้ามาก” เจียงเฉินกล่าวรู้สึกซาบซึ้งกับน้ำใจที่น้องสาวมีให้ นางช่างเป็นน้องสาวที่น่ารัก ถึงรูปลักษณ์ภายนอกจะมองไม่เห็นความน่ารักเลยก็ตาม
วันนั้นหลังกินข้าวเสร็จ จางชิงเยียนเจ้านายตัวอ้วน เกณฑ์บ่าวไพร่ให้มาช่วยหันหมู หันเนื้อเป็นแผ่นหลายสิบกิโลกรัม คลุกเคล้าเกลือกับเครื่องปรุง ทำเป็นหมูตากแห้งแดดเดียว เนื้อตากแห้งแดดเดียว
นำปลาตัวเล็กควักไส้ ตัดคีบคลุกเคล้าเกลือกับเครื่องปรุง ตากแห้ง
นำหมูหั่นเป็นชิ้นต้มให้สุก ทิ้งไว้ให้เย็น ให้บ่าวไพร่ช่วยกันฉีกเป็นฝอยชิ้นเล็กๆ ตั้งน้ำมันใส่น้ำตาลใส่หมูฉีกฝอย คลุกเคล้าในกระทะอยู่นาน กลายเป็นหมูฝอยหวานกรอบ ทอดหัวหอมซอยให้กรอบ
วันรุ่งขึ้น ห้องครัวตระกูลจางคึกคักตั้งแต่ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า
คุณหนูชิงเยียน ลงมือทำเอง เอาปลาตัวเล็กที่ตากแห้งทอดในกระทะไฟกลาง ทอดให้กรอบ หลายกระทะจนเสร็จ เทน้ำมันออก ตั้งน้ำมันใหม่ เอาหมูเนื้อที่ตากเมื่อวานหันเป็นชิ้นยาวลงทอด บางกระทะเป็นหมูเนื้อหันเป็นชิ้นยาว บางกระทะทอดทั้งแผ่น กว่าจะเสร็จตะวันคล้อยต่ำเกือบหมดวัน
