4
เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศยังคงหนาวเย็นบาดกระดูก แต่เหลียนหวงและซานเหนียงกลับตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างประหลาด อาการปวดเมื่อยตามร่างกายหายเป็นปลิดทิ้ง แม้แต่รอยแผลแตกที่มือของซานเหนียงก็สมานตัวจนแทบไม่รู้สึกเจ็บ ทั้งสองคิดว่าเป็นเพราะได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม จึงรีบลุกขึ้นไปทำงานตามหน้าที่ของตนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
เหลียนเปาตื่นขึ้นมาในตอนสาย นางรู้สึกได้ว่าร่างกายเล็กๆ นี้มีเรี่ยวแรงมากขึ้นกว่าเมื่อวานมาก น้ำพุวิญญาณช่างเป็นของวิเศษที่ล้ำค่าจริงๆ นางลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่งแล้วเดินออกไปที่ลานบ้าน
วันนี้ย่าเจียวซื่อออกไปคุยโอ้อวดเรื่องหลานชายคนโตที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้าน ส่วนลุงใหญ่กับลุงรองก็ออกไปข้างนอกเช่นเคย ลานบ้านจึงค่อนข้างเงียบสงบ ซานเหนียงกำลังก้มหน้าก้มตาผ่าฟืนอยู่หลังบ้าน ส่วนเหลียนหวงขึ้นเขาไปล่าสัตว์ตั้งแต่เช้ามืด
เหลียนเปานั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่เก่าๆ หน้าห้องพักของตนเอง นางกำลังคิดหาวิธีดึงหัวหน้าหมู่บ้านเข้ามาเป็นพยานในการแยกบ้าน แต่จู่ๆ เงาร่างสองสายก็เดินเข้ามาบดบังแสงแดดอุ่นๆ ที่สาดส่องลงมา
"นังตัวซวย วันนี้เจ้าไม่ได้ไปซักผ้าหรือไง ถึงได้มานั่งทำตัวขี้เกียจอยู่ตรงนี้"
เสียงห้าวทุ้มที่ฟังสากหูเป็นของเหลียนจง ลูกพี่ลูกน้องวัยสิบสองปี ข้างกายเขามีเหลียนอ้ายยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่
"ท่านพี่จง ดูสิเจ้าคะ นังขอทานน้อยมันกล้าจ้องหน้าท่านด้วย มันคงอยากโดนตีอีกแน่ๆ" เหลียนอ้ายพูดจายุแยงพร้อมกับแสยะยิ้มร้ายกาจ
เหลียนเปามองทั้งสองคนด้วยสายตาเรียบเฉย นางไม่ได้พูดอะไรออกไป การนิ่งเงียบของนางกลับยิ่งทำให้เหลียนจงรู้สึกหงุดหงิด เขาเคยชินกับการเห็นเหลียนเปาร้องไห้หวาดกลัวและร้องขอความเมตตา
"จ้องหน้าข้าทำไม นังโง่" เหลียนจงก้าวเข้ามาหาพร้อมกับเงื้อมือขึ้นสูง หมายจะตบหน้าเด็กหญิงตัวเล็กให้ล้มคว่ำ
"อย่านะ"
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังขึ้น ซานเหนียงที่เพิ่งแบกฟืนเดินอ้อมมาจากหลังบ้านเห็นเหตุการณ์พอดี นางทิ้งฟืนในมือแล้วพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าบุตรสาว ฝ่ามือหนักๆ ของเหลียนจงจึงฟาดลงบนแก้มซูบผอมของซานเหนียงอย่างจัง
เพียะ!
เสียงตบดังสนั่น ซานเหนียงเซล้มลงไปกองกับพื้น ลำคอมีรอยแดงเถือกปรากฏขึ้นทันที เหลียนเปารีบถลันเข้าไปประคองมารดา ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด
"ท่านแม่ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ" เหลียนเปาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"แม่ไม่เป็นไรลูก" ซานเหนียงฝืนยิ้มทั้งน้ำตา นางหันไปมองเหลียนจงด้วยแววตาตัดพ้อ
"จงเอ๋อร์ เจ้าทำเกินไปแล้วนะ เปาเอ๋อร์เพิ่งจะฟื้นไข้ เจ้าจะมารังแกน้องทำไม"
เหลียนจงแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
"น้องอย่างนั้นหรือ บ้านข้าไม่มีน้องสาวตัวซวยแบบนี้หรอก ท่านย่าบอกว่าพวกเจ้ามันก็แค่ปลิงคอยดูดเลือดบ้านตระกูลเหลียน ข้าจะตีพวกเจ้าสั่งสอนเสียบ้างจะเป็นไรไป"
พูดจบเขาก็ยกเท้าขึ้นหมายจะเตะซานเหนียงซ้ำ เหลียนเปาเห็นดังนั้นจึงใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักร่างของมารดาให้พ้นทาง แล้วใช้แผ่นหลังของตนเองรับลูกเตะของเด็กหนุ่มวัยสิบสองปีแทน
พลั่ก!
ร่างเล็กๆ ของเหลียนเปากระเด็นไปกระแทกกับรั้วไม้ไผ่ ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลัง แต่นางกัดฟันแน่นไม่ยอมร้องออกมาสักแอะ
"เปาเอ๋อร์" ซานเหนียงกรีดร้องเสียงหลง นางคลานเข้าไปกอดบุตรสาวไว้แน่น น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวดใจที่ไม่อาจปกป้องลูกได้
"เกิดอะไรขึ้น"
เสียงตวาดดังลั่นมาจากหน้าประตูบ้าน เหลียนหวงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เขากลับมาจากภูเขาเร็วกว่าปกติเพราะวันนี้โชคดีดักกระต่ายป่าได้สองตัว เมื่อก้าวเข้ามาในลานบ้าน ภาพที่เห็นคือภรรยาและบุตรสาวกำลังกอดกันร้องไห้อยู่บนพื้น โดยมีเหลียนจงยืนทำหน้าตาขึงขังอยู่ใกล้ๆ
"ท่านพี่" ซานเหนียงเงยหน้าขึ้นมองสามี น้ำตานองหน้า
"จงเอ๋อร์รังแกเปาเอ๋อร์อีกแล้วเจ้าค่ะ พอข้าเข้ามาห้าม เขาก็ตบหน้าข้าแล้วยังเตะเปาเอ๋อร์จนกระเด็น"
เหลียนหวงมองรอยฝ่ามือบนหน้าภรรยาและสภาพสะบักสะบอมของบุตรสาว เส้นเลือดที่ขมับของเขาเต้นตุบๆ ความอดทนที่เคยมีมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตา เขาวางตะกร้าลงบนพื้นแล้วเดินตรงเข้าไปหาเหลียนจง กำปั้นใหญ่เงื้อขึ้นสูง
"เจ้ากล้าทำร้ายเมียกับลูกข้าหรือ"
เหลียนจงเห็นท่าทีเอาจริงของท่านอาสามก็เริ่มหน้าเสีย เขาถอยกรูดไปหลบหลังเหลียนอ้ายที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้าสามจะทำอะไรหลานชายข้า"
เสียงแหลมปรี๊ดของย่าเจียวซื่อดังขึ้น นางเพิ่งกลับมาจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้านพร้อมกับหัวหน้าหมู่บ้านหลี่ที่เดินตามหลังมาติดๆ ย่าเจียวซื่อรีบวิ่งเข้ามาขวางหน้าเหลียนจงไว้ทันที
เหลียนเปาลอบยิ้มในใจ ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางคาดการไว้ หัวหน้าหมู่บ้านมาถึงพอดีเป๊ะ
"ท่านแม่ ท่านดูสิขอรับ จงเอ๋อร์ทำร้ายซานเหนียงกับเปาเอ๋อร์ ข้าเป็นพ่อเป็นสามี จะยืนดูพวกเขารังแกครอบครัวข้าได้อย่างไร" เหลียนหวงพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ทำร้ายอะไรกัน จงเอ๋อร์เป็นเด็กดีจะตายไป คงเป็นนังตัวซวยสองคนนี่แหละที่หาเรื่องจงเอ๋อร์ก่อน เจ้าอย่ามาใส่ร้ายหลานชายสุดที่รักของข้านะ" ย่าเจียวซื่อตวาดกลับอย่างไม่ฟังเหตุผล นางหันไปมองหัวหน้าหมู่บ้านหลี่
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านดูเอาเถิด ลูกชายคนนี้ของข้ามันอกตัญญู หลงเมียหลงลูกจนจะมาทำร้ายสายเลือดคนสำคัญของตระกูลเหลียน"
หัวหน้าหมู่บ้านหลี่มองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาหนักใจ เขารู้ดีถึงความลำเอียงของย่าเจียวซื่อ แต่เรื่องในครอบครัวคนอื่นเขาก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งมากนัก
เหลียนเปารู้ว่านี่คือโอกาสทอง นางแกล้งทำเป็นสะอื้นไห้เสียงดัง
ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว นางกอดซานเหนียงแน่นแล้วพูดด้วยเสียงที่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน
"ท่านแม่ ข้าเจ็บ ข้ากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ ท่านย่าบอกว่าพวกเราเป็นตัวซวย เป็นปลิงดูดเลือด ท่านย่าเกลียดพวกเรา ท่านพี่จงก็เลยจะตีพวกเราให้ตาย ท่านแม่ เราออกจากบ้านนี้กันเถอะเจ้าค่ะ ข้ายอมไปขอทานกินดีกว่าต้องทนถูกทุบตีจนตายอยู่ที่นี่"
ชาวบ้านบ้านใกล้เรือนเคียงที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายเริ่มมายืนมุงดูอยู่ที่หน้าประตูรั้ว
ย่าเจียวซื่อหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธที่ถูกเด็กเมื่อวานซืนแฉความจริงต่อหน้าชาวบ้าน นางชี้หน้าด่าเหลียนเปาเสียงสั่น
"นังเด็กเนรคุณ กล้าพูดจาเลอะเทอะต่อหน้าผู้คน ดี ในเมื่อเจ้าอยากออกไปนัก ข้าก็จะสนองให้ พวกเจ้าสามคนพ่อแม่ลูกไสหัวออกไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้เลย ข้าขอตัดขาดพวกเจ้า ไม่ต้องมาใช้แซ่เหลียนอีก"
หัวหน้าหมู่บ้านหลี่ตกใจ รีบเอ่ยห้ามปราม "เจียวซื่อ ใจเย็นๆ ก่อน เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องถึงขั้นแยกบ้านตัดขาดกันเลย เด็กมันก็แค่พูดไปตามประสา"
"ไม่ ข้าตัดสินใจแล้ว" ย่าเจียวซื่อตวาดลั่น นางคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว บ้านสามกินจุแต่หาเงินได้น้อยนิด ปล่อยไปก็ดี จะได้ประหยัดข้าวสาร แถมยังไม่ต้องมานั่งรำคาญใจกับพวกตัวซวยนี่อีก
"พวกเจ้าออกไปแต่ตัว ห้ามเอาข้าวของอะไรในบ้านไปแม้แต่ชิ้นเดียว ที่ดินท้ายหมู่บ้านผืนนั้นที่ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ข้ายกให้ ถือว่าตัดเวรตัดกรรมกันไป"
เหลียนหวงยืนนิ่งงัน เขามองหน้ามารดาบังเกิดเกล้าด้วยสายตาว่างเปล่า ความรักความผูกพันที่เคยมีบัดนี้แหลกสลายไม่มีชิ้นดี เขาหันไปมองภรรยาและบุตรสาวที่กอดกันร้องไห้ ก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับมารดาอีกครั้ง
"ตกลงขอรับ ในเมื่อท่านแม่ต้องการเช่นนั้น ข้าก็จะขอแยกบ้าน" เสียงของเหลียนหวงหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านหลี่ รบกวนท่านช่วยเป็นพยานและเขียนหนังสือแยกบ้านให้พวกเราด้วยขอรับ ข้าเหลียนหวง ขอแยกตัวออกจากบ้านตระกูลเหลียนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"
ไม่มีใครคาดคิดว่าบุตรชายที่หัวอ่อนและยอมคนมาตลอดอย่างเขาจะกล้าตัดสินใจเด็ดขาดเช่นนี้
เหลียนเปาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แผนการขั้นแรกสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
