4 รอคนเดียวมันเหงา
ความเงียบภายในรถเริ่มหนักอึ้งพอๆ กับหยาดฝนภายนอก พิมพ์นารินกดโทรศัพท์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทว่าปลายสายกลับเงียบกริบ มีเพียงเสียงสัญญาณที่ดังลากยาวจนน่าหดหู่
“แม่ไม่รับโทรศัพท์เหรอ” ศุภกรณ์ถามย้ำ เสียงของเขาดูทุ้มต่ำและอยู่ใกล้กว่าเดิม
“ค่ะ... สงสัยแม่จะหลับลึกไปแล้ว” หญิงสาวตอบพึมพำ เริ่มรู้สึกถึงความชื้นแฉะและไอเย็นที่พยายามแทรกซึมผ่านกระจกรถเข้ามา
“อ้าว... แล้วพิมพ์จะเข้าบ้านได้ยังไงล่ะทีนี้”
“ก็อาจต้องปีนเข้าไปค่ะ... แต่ต้องรอให้ฝนซาก่อน พี่พอจะมีร่มบ้างมั้ยคะ”
ศุภกรณ์ขยับตัวช้าๆ สายตาคมปลาบจ้องมองรั้วบ้านที่มืดมิดสลับกับแผ่นหลังนวลเนียนที่สั่นระริกน้อยๆ ของคนข้างกาย
“พี่ว่ามันอันตรายนะ มืดขนาดนี้แถมฝนยังตกหนัก ถ้าปีนเข้าไปแล้วพลาดตกขึ้นมาจะทำยังไง นี่ก็เกือบตีสามแล้ว แม่พิมพ์คงไม่ตื่นมาเปิดประตูให้แน่ๆ”
ในขณะที่พิมพ์นารินกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก จู่ๆ เสียงกลไกเบาะที่นั่งฝั่งคนขับก็ดังขึ้น ครืด...
“อุ๊ย! พี่กรณ์... เอนเบาะลงมาทำไมคะ!” หญิงสาวอุทานด้วยความตกใจ เมื่อเบาะหนานุ่มฝั่งหน้าลดระดับลงจนอยู่ในระนาบเกือบขนานกับพื้นรถ ท่าทางของเขาดูคุกคามและเย้ายวนใจในเวลาเดียวกัน แม้จะเคยลึกซึ้งทางใจกันมาก่อน แต่นั่นมันคืออดีตที่ฝังรากลึกไปนานแล้ว
“ก็... จะนอนรอเป็นเพื่อนพิมพ์ไง พี่ขับรถมาทั้งวันแล้ว เพลียไปหมด ขอพี่พักสายตาหน่อยนะ” พูดจบเขาก็หลับตาลง ทว่ารอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากกลับดูเจ้าเล่ห์เกินกว่าจะเป็นคนง่วงนอนจริงๆ
บรรยากาศในรถเริ่มร้อนระอุขึ้นอย่างประหลาด พิมพ์นารินรู้สึกถึงสายตาของเขาที่แม้จะหลับอยู่แต่กลับกดดันเธออย่างบอกไม่ถูก เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นหวั่นไหวเป็นระยะ ศุภกรณ์ขยับกายตะแคงข้างมาทางเบาะหลัง ลำแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกำยำพาดผ่านพนักพิงเบาะเข้ามาใกล้เรียวขาขาวของเธอ
พิมพ์นารินต้องหดขาหนีด้วยความประหม่า ลำพังแค่มินิเดรสที่สั้นแค่คืบก็น่าหวาดเสียวพออยู่แล้ว ยิ่งเขาเข้ามาใกล้ขนาดนี้ เธอยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกไก่ในกำมือ
“ระหว่างรอ... ไปหาอะไรกินกันก่อนมั้ย ไปกินข้าวต้มกับพี่ก่อนมั้ยครับ ใช้เวลาไม่นานหรอก...” เขาปรือตาขึ้นมองเธอ สายตาคู่นั้นไม่ได้มีแค่ความหิวโหยทางกายภาพ แต่มันคือการเชื้อเชิญที่ลึกซึ้งกว่านั้น
“..........” พิมพ์นารินอึ้งไป หัวใจสาวเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก เธอรู้ความหมายของมันดี
“ไปทานข้าวต้มกับพี่เถอะ... เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง” เขาเน้นคำว่าเลี้ยงด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สายตาจับจ้องที่ริมฝีปากบางอย่างไม่ละสายตา หรือว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่เธอคิด
“ก็ได้ค่ะ...” หญิงสาวตัดสินใจรับคำไป อาจเพราะอารมณ์ชั่ววูบและความคุ้นเคยเก่าๆ ที่โหยหา ทว่าพอสิ้นคำพูด สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็ร้องเตือนขึ้นมาว่าเขาเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้วในห้าปีที่ผ่านมา เขาอาจจะเป็นเสือที่จ้องจะขย้ำเหยื่ออย่างเธอในคืนฝนตกนี้ก็ได้
“เอ่อ... ไม่ดีกว่าค่ะ พิมพ์เข้าบ้านเลยดีกว่า พิมพ์ไปก่อนนะคะ!”
พิมพ์นารินไม่รอให้เขาได้ทัดทาน เธอคว้ากระเป๋าแล้วเปิดประตูรถออกไปทันที พายุฝนกระหน่ำซัดเข้าหาตัวเธอจนชุดมินิเดรสแนบไปกับสัดส่วนโค้งเว้า ผิวขาวเนียนเปียกโชกไปด้วยหยาดน้ำเยือกเย็น
“พิมพ์! เดี๋ยวก่อน!” ศุภกรณ์ตะโกนก้องผ่านเสียงฝน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเสียดายและห่วงใยที่ผสมปนเปกัน
หญิงสาวไม่หันกลับไปมอง เธอรวบรวมพละกำลังปีนป่ายรั้วเหล็กที่เย็นเฉียบด้วยท่าทางทุลักทุเล ชายกระโปรงถกขึ้นจนเห็นขาอ่อนขาวผ่องท่ามกลางแสงฟ้าแลบที่แปลบปลาบ ก่อนจะกระโดดลงสู่พื้นหญ้าภายในบ้านอย่างปลอดภัย ทิ้งให้ชายหนุ่มนั่งมองภาพความเย้ายวนที่เพิ่งหลุดลอยไปพร้อมกับเสียงถอนหายใจยาวท่ามกลางไอหมอกของหยดน้ำในตัวรถ
“พี่ไม่ยอมแพ้หรอก พิมพ์!!!” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางจ้องมองเงาร่างของเธอที่วิ่งหายเข้าไปในความมืด