ตอนที่ 9 เก็บยางไม้มาทำขนม
ตอนที่ 9 เก็บยางไม้มาทำขนม
เหมยเหม่ยเดินตามหลังท่านแม่มาตามทางเรื่อย ๆ ผ่านกลางหมู่บ้าน จนข้ามผ่านลำธารที่มีสะพานไม้ไผ่มา ก่อนจะถึงสวนต้นท้อที่ยังไม่ออกดอกของท่านปู่ ถือว่าอยู่ไกลจากบ้านเธอมากพอสมควร
"เหมยเหม่ยดูสิลูกเถาเจียวออกเต็มไปหมดเลย"
เหมยเหม่ยมองท่านแม่เก็บยางไม้สีน้ำตาลทองที่งอกออกมาจากต้นไม้ใส่ตะกร้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
‘นั่นมันยางไม้นี่นามันกินได้จริงเรอะ! ท่านแม่’ สุดท้ายเหมยเหม่ยก็เก็บความสงสัยไว้ไม่ได้อีกต่อไป
"เอ่อ..ท่านแม่อันนี้มันคือยางไม้มิใช่หรือเจ้าคะ พวกเราจะกินมันจริงๆรึ?"
ฮุ่ยหลินถึงกับชะงักเมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว นางมองเหมยเหม่ยด้วยความประหลาดใจ หลายวันมานี้นิสัยของลูกสาวนางเปลี่ยนไปมากราวกับเป็นคนละคน
“เหมยเหม่ย เจ้าจำของที่เจ้าชอบกินไม่ได้รึ?”
“เอ่อ…คือว่าข้า...”
ฮุ่ยหลินเห็นใบหน้าซีดเซียวของบุตรสาวก็รีบเดินมาแตะที่หน้าผากมน “เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
“คือว่า…ความจำบางส่วนของข้าหายไปเจ้าค่ะ” เหมยลี่ไม่กล้าบอกความจริงว่าเหมยเหม่ยตัวจริงตายไปแล้ว เธอกลัวว่าผู้หญิงตรงหน้าจะทำใจยอมรับไม่ได้
“โธ่! ทำไมเจ้าเพิ่งมาบอกแม่”
“ข้ากลัวว่าท่านแม่จะเป็นกังวลเจ้าค่ะเลยไม่กล้าบอก”
“งั้นพรุ่งนี้พวกเราเข้าเมืองเอาผ้าเช็ดหน้ากับปิ่นปักผมไปขายกัน แล้วแม่จะพาเจ้าแวะไปหาหมอด้วย”
เหมยเหม่ยได้แต่พยักหน้าให้มารดาเจ้าของร่างอย่างรู้สึกผิด “เจ้าค่ะ”
หลังจากได้เก็บเถาเจียวได้พอประมาณแล้วฮุ่ยหลินก็พาลูกสาวกลับบ้าน เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อนจึงมีชาวบ้านนำผักมาวางขายหน้าบ้านอยู่หลายหลัง ฮุ่ยหลินจึงแวะซื้อผักกาดขาวสิบหัว
“ท่านแม่ซื้อไปทำไมเยอะแยะเจ้าค่ะ”
“แม่จะเอาไปทำผักกาดดอง”
“อ้อ เจ้าค่ะ”
กลับมาถึงบ้านฮุ่ยหลินก็เข้าครัวลงมือทำอาหารมื้อกลางวัน นางแช่เถาเจียวในน้ำอุ่นเพื่อให้เถาเจียวนิ่มลง พรุ่งนี้ถึงจะนำมาต้มเคี่ยวใส่น้ำตาลได้
มื้อนี้ฮุ่ยหลินทำโจ๊กกินกับหัวผักกาดป่าที่ดองไว้ตั้งแต่หลายวันก่อน เหมยเหม่ยเดินเข้ามาในครัวทว่านางกลับถูกไล่ให้ไปนั่งรออยู่ด้านนอกซะงั้น
“เจ้าไม่สบายไปนั่งพักเถอะ เดี๋ยวแม่ทำเอง”
“เจ้าค่ะ” เหมยเหม่ยรับคำอย่างว่าง่าย
จากนั้นฮุ่ยหลินก็ง่วนอยู่ในครัว ไม่นานโจ๊กข้าวก็ต้มเสร็จเรียบร้อย นางหั่นผักดองใส่จาน
“เสร็จแล้วหรือเจ้าคะ” เหมยเหม่ยเดินเข้ามาแย่งยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วออกไปที่โต๊ะกินข้าวหน้าบ้าน แล้วเดินไปเรียกท่านพ่อที่โรงตีมีด
หลังจากทุกคนนั่งล้อมวง เฉียนกงขยับตะเกียบคีบหัวผักกาดดองใส่ถ้วยข้าวต้ม “ข้ากินล่ะนะ!”
แม้มื้อนี้จะเป็นเพียงข้าวต้มกับหัวผักกาดป่าดองพริกแบบง่าย ๆ แต่กลับให้รสชาติอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ
เช้าตรู่วันต่อมา
ฮุ่ยหลินพาลูกสาวเดินทางเข้าเมืองตั้งแต่เช้า นางมายืมรถวัวลากเกวียนที่บ้านลุงใหญ่
เมื่อมาถึงในตำบล ฮุ่ยหลินพาเหมยเหม่ยแวะโรงหมอที่ขึ้นชื่อของตำบลมู่ชิน เพื่อให้ท่านหมอตรวจดูอาการของลูกสาวก่อน
“เอ่อ…ท่านแม่ข้าไม่อยากหาหมอแล้ว ข้าหายดีแล้วพวกเรารีบไปขายของกันเถอะเจ้าค่ะ” เหมยเหม่ยเอ่ยขึ้นเมื่อท่านแม่พาเธอมาหยุดที่โรงหมออาคารขนาดใหญ่ดูท่าค่ารักษาคงจะแพงมากแน่เลย
“ได้ยังไงกัน ที่แม่พาเจ้าเข้าเมืองมาวันนี้ก็เพราะจะพาเจ้ามาหาหมอนะ และให้เขาตรวจดูโรคเก่าของเจ้าด้วยว่ามันดีขึ้นหรือยัง”
สุดท้ายเหมยเหม่ยก็ต้องเดินตามท่านแม่เข้าไปในโรงหมอ ในร้านมีหมอผู้ชายวัยกลางคนนั่งอยู่ที่โต๊ะและมีผู้ช่วยอีกสองคน ที่นี่มีการรักษาแบบฝังเข็มและแบบกินยาสมุนไพร
เหมยเหม่ยนั่งลงตรงข้ามชายวัยกลางคนที่มีท่าทีสุขุม เธอยื่นแขนให้เขาตรวจชีพจร
“ท่านหมอลูกสาวของข้าเป็นยังไงบ้าง” ฮุ่ยหลินเอ่ยถามด้วยความร้อนใจเพราะท่านหมอจับชีพจรเหมยเหม่ยถึงสามรอบ
ท่านหมอคิ้วขมวดเป็นปมก่อนจะพยักหน้าครั้งหนึ่งแล้วกล่าวขึ้น “ชีพจรนางเต้นเร็วไปนิดก็จริง แต่ไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วงส่วนเรื่องโรคลมชักของนาง ถึงจะหายไปแล้วก็มีโอกาสจะกลับมาเป็นได้อีก วันนี้ข้าจะจ่ายยาบำรุงโลหิตให้เจ้าเอาไปต้มให้นางกินแล้วกัน ไม่ต้องฝังเข็ม”
จบประโยคของท่านหมอเหมยเหม่ยก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เพราะเธอกลัวว่าท่านหมอจะฝังเข็มให้ เธอเป็นคนกลัวเข็มมากถึงมากที่สุด
หลังจากจ่ายค่ายาถึงห้าตำลึงเงิน ฮุ่ยหลินก็พาลูกสาวเดินมาหาที่ว่างข้างถนนที่มีคนพลุกพล่านเดินผ่านไปมา นางนำผ้าป่านเนื้อหยาบออกมาปูบนพื้นก่อนจะนำปิ่นปักผมกับผ้าเช็ดหน้าออกมาวางขาย
สตรีที่เดินผ่านไปผ่านมาเริ่มหันมามองว่าสองแม่ลูกขายอะไร แต่พอพวกนางเห็นปิ่นปักผมเงินที่มีลวดลายดอกไม้และผีเสื้อ และยังมีสร้อยเส้นเล็ก ๆ ประดับรยางค์ยาวลงมาเพิ่มความงดงามเข้าไปอีกเท่าตัว ก็รีบเดินเข้ามาดูก่อนจะนั่งลงยอง ๆ เพื่อเลือกดูสินค้า จากคนหนึ่งก็เริ่มมีสองคน
คนเริ่มเข้ามามุงที่ร้านของสองแม่ลูกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“แม่นางน้อย ปิ่นปักผมนี้ขายยังไง”
“ปิ่นปักผมอันละ 1 ตำลึง ส่วนผ้าเช็ดหน้าผืนละ 40 อีแปะเจ้าค่ะ” เหมยเหม่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง เธอชอบการขายของมากที่สุด
“ลดราคาอีกหน่อยได้หรือไม่”
“ท่านน้าราคานี้ถูกมากแล้วเจ้าค่ะ กว่าท่านพ่อของข้าจะตีปิ่นปักผมได้แต่ละชิ้นต้องใช้เวลาหลายวันมากอีกอย่างวันนี้ข้านำมาขายเพียงแค่ 15 ชิ้นเท่านั้นเองถ้าหมดแล้วคือหมดเลยนะเจ้าคะ”
“ก็ได้ ๆ งั้นข้าเอาชิ้นนี้กับผ้าเช็ดหน้าอีกหนึ่งผืน” สตรีที่เอ่ยต่อราคายื่นปิ่นปักผมลายผีเสื้อให้เหมยเหม่ย แล้วเลือกลายผ้าเช็ดหน้าต่อ
ไม่นานปิ่นปักผมของท่านพ่อก็ขายหมดเหลือเพียงผ้าเช็ดหน้าไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ครั้นเห็นว่าเป็นเวลาสายมากแล้วฮุ่ยหลินจึงพาลูกสาวไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น ก่อนจะเดินทางกลับหมู่บ้าน
เวลาล่วงเลยผ่านมา 1 เดือน ครอบครัวของเหมยเหม่ยใช้ชีวิตกันได้อย่างมีความสุข ตอนนี้เธอมีรถวัวลากเกวียนเป็นของตัวเองแล้ว เงินที่เอาไปซื้อวัวส่วนใหญ่ได้มาจากการขายปิ่นปักผมของท่านพ่อ
ส่วนผักที่ปลูกไว้ก็เริ่มโตพอให้เก็บไปทำอาหารและพอไปขายได้บ้างแล้ว เหมยเหม่ยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างเรียบง่ายและมีความสุข เธอช่วยงานท่านแม่ทุกอย่างในบ้านและเริ่มทำกับข้าว ตอนแรกเหมยเหม่ยต้องแกล้งทำว่าตัวเองทำอาหารไม่เป็นแล้วให้ท่านแม่สอน พวกนางสองแม่ลูกมักจะเข้าครัวทำอาหารด้วยกันบ่อย ๆ ก่อนเธอจะเริ่มดัดแปลงทำเมนูแปลก ๆ ที่ไม่แปลกสำหรับเธอในโลกปัจจุบันให้ท่านแม่กับท่านพ่อได้ชิม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเมนูขนมไทยมากกว่าที่เธอถนัด อย่างเช่นขนมชั้น ขนมดอกบัว และขนมมันสำปะหลังที่ท่านพ่อดูท่าจะชอบเป็นพิเศษ
ผักในสวนของเธอทั้งหวานทั้งกรอบเอามาทำอาหารเมนูอะไรก็อร่อย เหมยเหม่ยแทบจะไม่ได้ขึ้นเขาไปเก็บผักป่าเลยช่วงนี้
ในห้องครัวฮุ่ยหลินช่วยขดเกล็ดปลาควักไส้ออกให้ลูกสาว เสร็จแล้วก็นำไปวางไว้บนโต๊ะให้นางจัดการ ก่อนจะเดินออกไปนั่งปักปลอกหมอนที่ด้านนอกรอ ยกหน้าที่แม่ครัวให้เหมยเหม่ยโดยปริยาย
มื้อนี้เหมยเหม่ยทำเมนูปลานึ่งมะนาว และกะหล่ำปลีผัดน้ำปลาแต่ที่นี่ไม่มีน้ำปลา เธอจึงใช้ซอสถั่วเหลืองผสมกับเกลือเล็กน้อย หลังจากทำปลานึ่งมะนาวเสร็จ เหมยเหม่ยก็นำกระทะขึ้นตั้งเตาต่อ เธอทุบกระเทียมใส่ลงไปในกระทะผัดให้กลิ่นหอมของกระเทียมออกมา แล้วใส่ผักกะหล่ำปลีที่หั่นไว้ลงไป ตามด้วยซอสถั่วเหลืองเสียงที่ดังฉ่า ๆ ดังออกมาจากในครัว ฮุ่ยหลินได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมาถึงหน้าบ้านก็ยิ้มออกมา
พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเหมยเหม่ยก็ยกกับข้าวแต่ละอย่างมาวางที่โต๊ะกลางห้องโถงที่มีพื้นที่ไม่กว้างมากนัก ในชนบทห้องโถงเป็นทั้งห้องรับแขกและห้องกินข้าว มีโต๊ะตัวเตี้ยหนึ่งตัวแล้วนั่งลงที่พื้น แต่ถ้าวันไหนอากาศร้อนอบอ้าวพวกเขาถึงจะออกไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะไม้ไผ่หน้าบ้าน ที่ท่านพ่อทำไว้ให้ท่านแม่นั่งทำงาน
ทุกคนเดินเข้ามานั่งล้อมวงกินข้าว เฉียนกงที่ได้กลิ่นหอมของผัดผักจนน้ำลายสอ เขานั่งลงข้าง ๆ ภรรยาตรงข้ามลูกสาว
เหมยเหม่ยตักข้าวให้ทุกคนแล้วเริ่มลงมือกินข้าว
“นับวันเหมยเหม่ยยิ่งทำกับข้าวอร่อยมากเลย ลูกสาวของพ่อเก่งจริงๆ” เฉียนกงเคี้ยวผัดผักตุ้ย ๆ พลางเอ่ยชมบุตรสาวไม่ขาดปาก
ฮุ่ยหลินยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ “ลูกสาวแม่โตขึ้นมากจริงๆ”
เหมยเหม่ยยิ้มกว้างจนตาหยีกับคำชมของท่านแม่
“แต่รสมือของข้ายังสู้ท่านแม่ไม่ได้อยู่ดีเจ้าค่ะ” อันนี้เธอพูดเรื่องจริงไม่ได้ยอท่านแม่แม้แต่นิดเดียว ท่านแม่ทำกับข้าวอะไรก็อร่อยแม้เมนูนั้นจะเป็นเมนูง่าย ๆ ก็ตาม นี้สินะที่เขาเรียกว่าผู้หญิงที่มีเสน่ห์ปลายจวัก ไม่นานอาหารที่บนโต๊ะก็ถูกกินจนเกลี้ยงจานไม่เหลือแม้แต่เศษผัก
