ตอนที่ 10 ช่วยคนบาดเจ็บ
ตอนที่ 10 ช่วยคนบาดเจ็บ
หลายวันผ่านไป
วันนี้ครบรอบที่ฮุ่ยหลินจะพาลูกสาวนำของเข้าไปขายในตำบลแล้ว รอบนี้เฉียนกงเข้าเมืองไปกับภรรยาด้วย เพราะวัวที่เพิ่งซื้อมามันยังไม่เชื่อง ไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไหร่ เขาจึงเป็นห่วงภรรยากับลูกสาว
เมื่อมาถึงในเมืองพวกเขาก็ปูผ้าวางขายสินค้ากับพื้นเหมือนเดิม แต่รอบนี้พวกเขานำผักในสวนมาขายด้วย วันนี้ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะขายของหมด
หลังจากขายของหมดแล้วฮุ่ยหลินก็พาครอบครัวเดินเลือกซื้อของที่อยากได้ จนตะวันคล้อยบ่ายพวกเขาจึงกลับบ้าน รอบนี้ไม่ต้องเร่งรีบเพราะมีรถวัวลากเกวียนเป็นของตัวเอง
เหมยเหม่ยมองบรรยากาศสองข้างทาง เมื่อมาถึงเส้นทางเล็ก ๆ ข้างแม่น้ำเหลียงเหอ บางคนก็เดินทางด้วยแพไม้ไผ่ แต่แม่น้ำสายนี้ค่อนข้างใหญ่เลยไม่ค่อยมีคนเดินทางด้วยแพมากนักหากไม่จำเป็นจริง ๆ นานเหมยเหม่ยถึงจะเห็นคนพายแพไม้ไผ่ผ่านมา ลมฤดูร้อนพัดผ่านปะทะใบหน้านวลเป็นระยะ ๆ
“ท่านพี่ดูนั่นสิ!” อยู่ ๆ ฮุ่ยหลินที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น เฉียนกงขมวดคิ้ว มองไปที่ข้างแม่น้ำก่อนจะชะลอเกวียนให้วิ่งช้าลงและหยุดนิ่งในที่สุด ครั้นเห็นมีคนร่างสูงใหญ่นอนหงายอยู่ข้างแม่น้ำ เหมยเหม่ยเองก็ตกใจไม่แพ้กัน
‘คนจมน้ำเธอต้องรีบไปช่วย’
"ข้าจะลงไปดูเองห้าม...” ทว่าเฉียนกงยังพูดไม่ทันจบประโยค ผู้เป็นลูกสาวกลับกระโดดลงจากเกวียนวิ่งลงไปที่แม่น้ำอย่างไว
“เดี๋ยวก่อนสิเหมยเหม่ย! อย่าเพิ่งเข้าไปใกล้เขาอาจจะตายแล้วก็ได้ลูก...” เฉียนกงร้องห้ามปรามลูกสาว
แต่เหมยเหม่ยกลับไม่ได้สนใจเพราะหากชักช้าอาจจะช่วยคนจมน้ำไม่ทัน ถ้าโชคดีเขาก็อาจจะรอดชีวิต
ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าทั้งฮุ่ยหลินและเฉียนกงวิ่งตามลูกสาวลงมาที่ลำธารด้วยความร้อนใจ
ร่างเล็กเดินลงไปลากร่างของชายหนุ่มขึ้นมาจากแม่น้ำอย่างทุลักทุเล เฉียนกงเข้ามาช่วยลูกสาวอีกแรง พวกเขาวางร่างไม่ได้สติที่ข้างฝั่ง
เหมยเหม่ยใช้มืออังใต้จมูกของชายหนุ่ม ครั้นเห็นว่าเขาไม่หายใจแล้ว เธอจึงปั๊บหัวใจช่วยชีวิตของเขา ใบหน้าคมคายมีรอยขีดข่วนและมีรอยเขียวช้ำขนาดใหญ่ที่หน้าผากกว้าง ทั่วทั้งตัวเขามีแต่รอยบาดแผลจากการถูกของมีคม
ฮุ่ยหลินมองลูกสาวที่กำลังกดหน้าอกของชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ ดูจากการแต่งตัวของชายผู้นี้แล้วก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา เขาใส่ชุดผ้าไหมยอมครามปักลายดิ้นทอง “เหมยเหม่ยลูกกำลังทำอะไร”
“ข้ากำลังจะช่วยชีวิตเขาเจ้าค่ะท่านแม่”
“งั้นพ่อทำเอง” เฉียนกงเอ่ยอาสา เขาไม่รู้หรอกว่าวิธีของลูกสาวจะช่วยชีวิตของชายคนนี้ได้หรือไม่
“ไม่ได้เจ้าค่ะ ถ้าทำแรงเกินไปซี่โครงของเขาจะหัก” เหมยเหม่ยกล่าวพลางปั๊บหัวใจของชายแปลกหน้าไม่หยุด ครั้นเห็นเขาไม่ฟื้นขึ้นมาสักที เธอจึงทำการผายปอดให้เขา
จังหวะนั้นเองทำให้เฉียนกงกับฮุ่ยหลินตกใจจนตาแทบถลน ก่อนจะหันไปมองรอบ ๆ ว่ามีใครผ่านทางมาแถวนี้หรือไม่
“เหมยเหม่ย!!...นั่นเจ้าทำอะไร!!” ฮุ่ยหลินตวาดลูกสาวเสียงดัง พร้อมกระชากลูกสาวออกห่างจากชายหนุ่ม
ทันใดนั้นดวงตาคู่คมก็ลืมขึ้น ก่อนที่เขาจะสำลักน้ำออกมา
เหมยเหม่ยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แล้วเงยหน้ามองท่านแม่ที่ถลึงตามองเธออย่างเอาเรื่อง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอเพิ่งจะเคยเห็นท่านแม่โกรธจริง ๆ ก็คราวนี้แหละ
“ท่านแม่มันคือวิธีช่วยชีวิตคนนะเจ้าคะ ท่านแม่ก็เห็นว่าเขาฟื้นแล้ว” เหมยเหม่ยรีบอธิบายให้ท่านแม่เข้าใจ
“คราวหลังอย่าทำเช่นนี้อีกนะเหมยเหม่ยไม่งั้นแม่จะตีเจ้าให้ขาลายเลย”
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าเป็นยังไงบ้างพ่อหนุ่ม ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ” เฉียนกงเอ่ยถามชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าเขามองไปที่ภรรยากับลูกสาวของตน
คนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมามองพวกเขาทั้งสามคนอย่างมึนงง “ที่นี่คือที่ไหน”
“ที่นี่คือตำบลมู่ชิน เจ้าเป็นคนมาจากต่างถิ่นงั้นรึ? แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะถูกทำร้ายมานะ” ฮุ่ยหลินเอ่ยตอบคำถามแทนสามี
รออยู่นานชายหนุ่มก็ไม่ตอบกลับมาเลยสักประโยค
ฮุ่ยหลินประเมินอยู่ชั่วครู่แล้วกล่าวออกมา “เช่นนั้นข้ากับครอบครัวขอตัวก่อน ท่านพี่พวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ” พูดจบฮุ่ยหลินก็จูงมือลูกสาวเดินกลับมาที่เกวียน
“เดี๋ยวก่อนขอรับ” ร่างสูงพยุงกายลุกขึ้นก่อนจะล้มลง
เฉียนกงจึงเข้าไปช่วยพยุงเขาไว้ “มีอะไรงั้นหรือ”
“ท่านลุงคือว่าข้าจำอะไรไม่ได้เลยขอรับ ได้โปรดพาข้าไปด้วยได้หรือไม่”
เฉียนกงเห็นแววตาหวาดกลัวของชายหนุ่มก็ใจอ่อนทันที หากทอดทิ้งชายหนุ่มไว้ที่นี่คนเดียวก็ดูจะใจร้ายเกินไป แม้ฐานะทางบ้านของเขาไม่ได้ร่ำรวยอะไรแต่พวกเขาก็ได้กินอิ่มทุกมื้อ เห็นคนเดือดร้อนแล้วไม่ช่วยก็ดูจะเป็นคนไร้คุณธรรม
“ท่านพี่...” เฉียนกงรู้ว่าภรรยาจะพูดอะไร เขารู้ว่าถ้าพาชายแปลกหน้าเข้าบ้าน ลูกสาวของพวกเขาคงถูกคนในหมู่บ้านมองไม่ดี
“พาเขากลับบ้านก่อนแล้วค่อยว่ากัน นี่ก็ใกล้จะมืดแล้ว”
“ใช่เจ้าค่ะ ท่านแม่ช่วยเขาเถอะนะเจ้าคะ” เหมยเหม่ยที่ยืนมองอยู่นานจึงช่วยท่านพ่อพูดให้ท่านแม่ใจอ่อน
“ก็ได้”
ครั้นได้รับคำอนุญาตจากภรรยาแล้วเฉียนกงก็ประคองชายหนุ่มไปขึ้นเกวียน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เฉียนกงก็รีบประคองคนเจ็บเข้าไปในบ้าน ฮุ่ยหลินเดินตามเข้ามาด้วยความหนักใจ ก่อนจะไปหายามาใส่บาดแผลให้กับชายหนุ่มแม้จะไม่พอใจแต่นางก็อดสงสารไม่ได้ นางจึงลุกขึ้นไปหยิบชุดของสามีในห้องนอนมาวางไว้ให้ชายหนุ่มเปลี่ยน แล้วเดินไปหาลูกสาวในครัวที่กำลังจะทำอาหารมื้อค่ำ
ครั้นเห็นว่าใกล้มืดแล้วฮุ่ยหลินจึงม้วนแขนเสื้อขึ้นลงมือทำกับข้าวช่วยลูกสาว กับข้าวมื้อนี้ยังคงเป็นเมนูแบบง่าย ๆ เช่นเคย มียำแตงกวา ผัดหน่อไม้และซุปเต้าหู้ผักกาดดอง ตั้งแต่ลูกสาวของนางไม่กินเนื้อหมูฮุ่ยหลินก็ไม่ซื้อเนื้อแห้งมาตุนไว้ในครัวอีกเลย รอจนกระทะร้อนเหมยเหม่ยก็ใส่น้ำมันลงไป พอน้ำมันร้อนแล้วก็เทพริกที่หั่นเสร็จแล้วลงไปผัดในกระทะ เพียงไม่นานกลิ่นฉุนและกลิ่นหอมก็ส่งกลิ่นฟุ้งกระจาย เธอเทหน่อไม้ที่หั่นไว้ลงไปผัดต่อ
ผ่านไปราว ๆ สองเค่อจานอาหารถูกลำเลียงออกมาวางไว้ที่โต๊ะกลางห้องโถง คนร่างสูงที่นั่งอยู่มองอาหารหน้าตาธรรมดากับน้ำแกงหนึ่งถ้วยบนโต๊ะ ครอบครัวนี้คงยากจนมากจริง ๆ ถึงไม่มีเมนูเนื้ออยู่เลยสักจาน
เหมยเหม่ยหยิบถ้วยออกมา ตักข้าวสวยใส่ถ้วยพูน ๆ ให้ทุกคน
“อ้าว...กินสิพ่อหนุ่มไม่ต้องเกรงใจ ถึงอาหารที่บ้านข้าจะเป็นอาหารบ้าน ๆ แต่ก็อร่อยนะจะบอกให้ เจ้ากินแล้วจะติดใจ”
ชายหนุ่มมองดูทุกคนเริ่มลงมือกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย จึงคีบหน่อไม้ผัดพริกเข้าปากบ้าง หน่อไม้กรอบอร่อยไม่เลี่ยนน้ำมันหอมกลิ่นเครื่องเทศ จากนั้นเขาก็คีบยำแตงกวาที่หั่นเป็นเส้น ๆ เข้าปาก นั่นทำให้เขาหยุดตะเกียบไม่ได้คำแล้วคำเล่า เฉินซื่อหยางคิดในใจเขาคงหิวมานานเกินไปถึงได้เป็นเช่นนี้ บางครั้งตะเกียบก็ปะทะกันกับชายวัยกลางคนที่เป็นเจ้าของบ้าน
เฉียนกงหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ “อร่อยใช่ไหมล่ะ ข้าบอกแล้ว”
“ขอรับ”
ฮุ่ยหลินเห็นชายหนุ่มไม่กล้าตักซดซุปเต้าหู้ นางจึงตักแบ่งใส่ถ้วยเล็กส่งไปให้เขา
“ขอบคุณขอรับท่านน้า”
ฮุ่ยหลินทำเพียงพยักหน้าให้ชายหนุ่มไม่พูดอะไร
“อืม...จริงสิ! เจ้าจำชื่อแซ่ของตัวเองได้ไหมเผื่อข้าจะรู้จักพาเจ้าไปส่งที่บ้านถูก” เฉียนกงเอ่ยถามชายหนุ่มครั้นนึกขึ้นได้
“เอ่อ..คือข้าจำอะไรไม่ได้เลยขอรับ”
“ไม่เป็นไร ๆ งั้นเจ้าก็อยู่ที่นี่จนกว่าความทรงจำของเจ้าจะกลับมาแล้วกัน”
“ท่านพี่!!..”
“เอาเถอะน่าฮุ่ยหลิน ไม่แน่อาจจะมีคนออกมาตามหาเขาก่อนที่ความทรงจำเขาจะกลับมาก็ได้ เจ้าก็อย่าใจแคบนักเลย” เฉียนกงเอ่ยกับภรรยาก่อนจะหันมามองหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง
“งั้นระหว่างที่เจ้ายังจำอะไรไม่ได้ ข้าเรียกเจ้าว่าหย่งอี้แล้วกัน”
“หย่งอี้” ชายหนุ่มพึมพำชื่อใหม่ของตัวเองเบา ๆ ก่อนจะยิ้มกว้างออกมา
“ใช่หย่งอี้ เจ้าชอบชื่อนี้หรือไม่” เฉียนกงยิ้มให้สมาชิกใหม่อย่างอบอุ่น
“ชอบขอรับ ข้าจะทำงานตอบแทนพวกท่านทุกอย่างเลยขอรับ" เจ้าของนามหย่งอี้ก้มศีรษะคำนับผู้มีพระคุณ
"เรื่องนั้นเอาไว้เจ้าหายดีแล้วค่อยทำ"
ตอนแรกเฉินซื่อหยางคิดจะกลับไปที่เมืองหลวง แต่ดูท่าการพักผ่อนใช้ชีวิตแบบชาวบ้านอยู่ที่นี่ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกไม่เลว
หลังจากกินอาหารเรียบร้อย เฉียนกงก็พาชายหนุ่มมาทำความสะอาดห้องเก็บของที่ว่างอยู่หนึ่งห้อง บ้านหลังนี้มีทั้งหมดสามห้องนอน ตอนแรกห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นห้องของลูกคนเล็ก พอภรรยาเขาแท้งไปจึงเปลี่ยนเป็นห้องเก็บของแทน
เฉินซื่อหยางมองห้องแคบ ๆ ที่มีกลิ่นอับชื้น ซ้ำผนังยังเป็นดินดิบเหมือนกับตัวบ้านด้านนอก ถึงเขาจะเคยช่วยพี่ชายออกรบแต่ก็อาศัยอยู่ในกระโจมที่มีความสะดวกสบาย และมีทหารคอยรับใช้ตลอด คืนนี้เขามั่นใจว่าตัวเองต้องนอนไม่หลับแน่ ๆ เพราะเป็นคนรักความสะอาด
ทว่าผิดคาดหลังจากที่ล้มตัวนอนลงเขาก็นอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน ผ้าห่มกับหมอนที่เด็กสาวคนนั้นนำมาให้มีกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย
