บทที่ 9 กลับไปล้างแค้นให้ม่านม่าน
“เซียนดาวน้อย โทษกักบริเวณของท่านคือสิบวัน แต่เพิ่งผ่านไปได้เพียงวันที่สองเท่านั้น อย่าเพิ่งเสี่ยงออกไปเลยนะเจ้าคะ”
“ท่านเห็นหรือไม่ ด้านนอกไม่มีแม้แต่นางกำนัลยืนเฝ้า นั่นเพราะมีผู้ประสงค์จะเพิ่มโทษให้ท่าน หากพวกเขาพบว่าท่านก้าวออกจากตำหนักแม้เพียงก้าวเดียว...”
นางกำนัลสาวเอ่ยพลางพยายามรวบรวมเหตุผลทุกอย่างมาฉุดรั้งผู้เป็นนายอย่างสุดกำลัง ทว่าผู้เป็นนายกลับมิได้ใส่ใจคำทัดทานนั้นแม้แต่น้อย
ซือซิงมิได้ตอบนางแม้ครึ่งคำ มือเรียวดึงสายคาดเอวเสื้อผ้าบุรุษสีแดงฉานให้แน่น ก่อนบิดมวยผมสูงแล้วปักด้วยปิ่นทอง เงาในกระจกทองแดงเปลี่ยนจากเซียนน้อยอ่อนโยนเป็นดุจเพลิงดาวที่พร้อมเผาผลาญ
“เจ้าจะไปกับข้าหรืออยู่รอที่นี่?”
“ไป...? ไปที่ใดหรือเจ้าคะ?”
ดวงตาเซียนดาวน้อยเปล่งแววเย็นราวผลึกดารา
“เผ่าสัตว์เทพ ข้าจะไปทวงเลือดจากสัตว์ร้ายที่เคยลากเจ้าไปต่อหน้าข้า”
เสียงในอดีตดังขึ้นมาอีกครั้ง...
เลือดบนหญ้า หอบลมหายใจอันรวยริน ความกลัวที่สั่นอยู่ทั้งกาย ข้อมือที่ถูกฝังเขี้ยวจนแทบขาด
และสายตานางเมื่อวันนั้น ที่ไม่มีแม้เงาความเกรงกลัว
เหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนแล่นคืนชัดขึ้นทีละภาพ
ซือซิงติดตามบิดาของนางไปงานราชวังของเผ่าสัตว์เทพ ซึ่งราชาเผ่าสัตว์เทพมีศักดิ์เป็นเชษฐาของชายาเย่วหลาง นางไม่ใคร่สนใจงานเลี้ยงนั้นสักปานใด เพียงอยากพบกับซูเป่าเปา หงส์เพลิงที่เคยเป็นสัตว์เทพคู่กายของมารดานางสักครั้งหนึ่ง
ได้ยินมาว่า หลังท่านแม่ของนางสิ้นชีวาลัย หงส์เพลิงก็กลับคืนสู่มาตุภูมิ นางจึงดั้นด้นไปถึงบรรพตจือเหลียง อาณาเขตของเผ่าหงส์ด้วยความคาดหวังเต็มหัวใจ ทว่าเมื่อไปถึงกลับไม่พบแม้เงาของซูเป่าเปา และไม่มีผู้ใดรู้ว่าหงส์เพลิงตนนั้นหายออกจากเผ่าไปตั้งแต่เมื่อใด
ความผิดหวังทำให้ซือซิงใจห่อเหี่ยว นางจึงชักชวนม่านม่านให้นั่งเมฆน้อยไฉ่หงเหาะชมทัศนียภาพของเผ่าสัตว์เทพทั่วสิบสองบรรพตแทน
ระหว่างที่เมฆน้อยลอยผ่านบรรพตแห่งหนึ่ง ซือซิงก้มลงมองด้านล่างและพบป่าไผ่สีแดงสดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นางจึงสั่งให้เมฆหยุดและลอยลดระดับลงสู่ป่าแห่งนั้น
ซือซิงยืนพินิจลำต้นไผ่สีแดงเลือดนก เนื้อไม้ขลับระเรื่อ แปลกตาแต่งดงามนัก นางพลันคิดว่าหากได้ไม้เช่นนี้ไปสร้างเรือนกลางสระบัวคงเหมาะเจาะยิ่ง ด้วยความพอใจจึงลงมือโค่นไผ่แดงหลายต้น วางกองซ้อนกันเป็นพะเนินสองสามกอง แล้วหันไปขอให้ม่านม่านช่วยร่ายคาถาเสกลำไผ่ให้หดเล็กเท่าเข็ม เพื่อจะได้สะดวกต่อการนำกลับขึ้นสวรรค์
ขณะซือซิงและนางกำนัลสาวลงนั่งย่อช่วยกันเก็บไม้ไผ่สีแดงที่หดเล็กเท่าเข็มลงถุงผ้า จู่ๆ ฝูงหมาป่าขนสีเงินก็พุ่งเข้ามาจู่โจมด้วยความดุร้าย แต่ด้วยดารารัตนชาติที่คุ้มครองกาย นางจึงปลอดภัยจากอันตรายเหล่านั้น
ทว่า ม่านม่านไม่ทันได้ระวังตัว ถูกหมาป่าขนสีเงินร่างกำยำตัวหนึ่งพุ่งเข้ากัดที่ข้อมือขวา ลากไถร่างไปกับพื้นด้วยความรุนแรง ดวงตาสะท้อนความตื่นตระหนก ซือซิงโมโหเดือดเลือดขึ้นหน้า นางกระโดดถีบขาคู่เข้าที่กลางลำตัวหมาป่าด้วยแรงสุดกำลัง ร่างของสัตว์ร้ายกระเด็นไปคนละทางกับตัวนาง
อาศัยจังหวะที่หมาป่าตัวอื่นๆ ยังตกตะลึงกับความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของตน ซือซิงรีบตะโกนเรียกเมฆไฉ่หงลงมารับ พลางยันกายลุกขึ้นไปอุ้มร่างของนางกำนัลสาวที่สลบอยู่ขึ้นบนพรมเมฆ แล้วสั่งให้มันเหาะออกจากป่าอย่างรวดเร็ว
เดินทางไกลกว่าสามพันลี้ จนถึงยอดบรรพตฉงเหว่ยเทวะ ตำหนักเทพีซูเหยา เทพีผู้ควบคุมดวงดาวอุดรทิศ และผู้มีศักดิ์เป็นท่านย่าของนาง
ในระหว่างทาง ซือซิงรีบพันแผลห้ามเลือดให้ม่านม่านไว้ ทว่ารอยกัดของหมาป่าลึกเกินคาด โลหิตจากปากแผลไหลซึมไม่หยุด ใบหน้านางกำนัลสาวซีดขาวราวกระดาษ ลมหายใจอ่อนลงทุกทีๆ
กระทั่งถึงเทวะตำหนัก ม่านม่านได้อยู่ในความดูแลของท่านย่า ผู้ใช้เวทอาคมช่วยรักษา แผลลึกจึงสงบลง โลหิตหยุดไหล ใบหน้าเริ่มมีสีเลือดอีกครั้ง นางจึงข้ามผ่านเส้นแห่งความตายมาได้อย่างปลอดภัย
แม้พ้นขีดอันตรายมาได้ หัวใจของซือซิงก็ยังคงเจ็บปวดทุกคราเมื่อย้อนคิดถึงเหตุการณ์วันนั้น
นางสาบานกับตนเอง
สักวันหนึ่ง...จะต้องกลับไปชำระแค้นให้ฝูงหมาป่าขนสีเงิน ณ เผ่าสัตว์เทพให้จงได้
และบัดนี้…
นางมีกระบี่วิเศษเปี่ยมฤทธานุภาพอยู่ในกำมือ
ถึงเวลาแล้ว!
เหล่าสัตว์เดรฉาน… วันนี้คือวันชะตาขาดของพวกเจ้า!
“กาลก่อนก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ครั้งนี้คงจะไม่...”
ม่านม่านเอ่ยเสียงแผ่ว แววตาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างที่สุด
ซือซิงหันกลับมาตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ
“เชื่อมือข้าเถิด แม้จะยังใช้กระบี่นี้ไม่ชำนาญ แต่เพลงกระบี่ที่ข้าลอบฝึกมานาน ก็หาได้ด้อยกว่าผู้อื่น”
นางชี้ลงไปเบื้องล่าง
“เจ้าดูนั่น! ป่าไผ่แดงใช่หรือไม่?”
แล้วตบพรมเมฆเบาๆ
“ไฉ่หงเร็วเข้า! ส่งข้ายังป่านั้นเดี๋ยวนี้!”
ความกระตือรือร้น อยากจะชำระความแค้นผุดขึ้นในแววตาของซือซิงอย่างเปี่ยมล้น
ม่านม่านทราบดีว่าหากเซียนดาวน้อยประสงค์จะทำสิ่งใด ย่อมต้องทำให้บรรลุต่อเป้าหมาย ไม่ยอมรามือจากไปโดยง่ายแน่
ครั้งนี้ แม้ตนเองจะไม่อยากย่างกรายกลับมาเหยียบที่นี่เท่าใดนัก แต่หากผู้เป็นนายแอบหนีมาเพียงผู้เดียวเล่า? นางคงร้อนใจ จนไม่อาจทนรอยังตำหนักอย่างสงบสุขได้
เทียบกันดังนั้นแล้ว ไม่สู้ติดตามออกมา คอยเฝ้าระวังมิให้ผู้เป็นนายตกอยู่ในสภาพอันตราย เพราะนางเองก็พอมีวิชาอาคมอยู่บ้างอาจพอจะช่วยเหลือกันได้
ซือซิงจัดให้ม่านม่านนั่งคอยอยู่บนเมฆพาหนะ เพราะนางมั่นใจว่าตนเองมีอาวุธวิเศษอยู่ในมือ เพียงลำพังก็สามารถรับมือสัตว์ร้ายนับร้อยตัวได้ไม่ยาก
ท่ามกลางสายลมจางพัดผ่านกิ่งไผ่ ซือซิงยืนสงบนิ่ง ก่อนยื่นมือออกเซ่นกระบี่ในท่ามาดมั่น แล้วกวัดแกว่งตามท่วงท่าของเพลงกระบี่ที่ฝึกฝนมานาน เส้นแสงสีขาววาบฟึบ! ต้นไผ่ล้มระเนระนาดลงรอบตัว
ไม่ทันไร หมาป่าขนสีเงินตัวหนึ่งก็พุ่งออกมาจากหลังแนวต้นไผ่ ก่อนแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่า ใบหน้าเหี้ยมเกรียม ดวงตาดุดัน แสยะยิ้มเผยเคี้ยวขาวอันแหลมคมให้กับนาง ราวกับเป็นการทักทายผู้บุกรุกถิ่นอาศัยของมัน
“นึกว่าผู้ใด ครั้งก่อนสหายเจ้าถูกข้ากัด คาดว่าอาการคงสาหัสไม่น้อย ยังกล้ากลับมาที่นี่อีก ช่างไม่รู้จักเจียมตัว”
