บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 กราบเทพผู้สูงส่งเป็นอาจารย์(2)

เขามิอาจตำหนิบุตรสาวที่ปรารถนาเช่นนั้น นางเจ็บปวดและอดกลั้นมานานควรได้รับการเยียวยารักษา ที่ผ่านมาเพราะเขาปล่อยปะละเลยคิดว่านางไม่มีโอกาสก้าวหน้า จึงอยากให้นางใช้ชีวิตเรียบง่ายสงบสุขภายตำหนักไปชั่วชีวิต

เมื่อเทพสงครามยื่นมือมาเช่นนี้ หากวันหนึ่งนางบรรลุเป็นเทพได้จริง ย่อมขึ้นครองตำแหน่ง เทพีแห่งหมู่ดาวทักษิณทิศ อย่างสมบูรณ์ตามที่เขาเฝ้าหวังมาเนิ่นนาน

ครั้นไต่ตรองมองในมุมนี้แล้ว ก้อนปมบนคิ้วหนาค่อยคลายลง หัวใจพลันอ่อนยวบ เขาจึงค่อยหันกลับมากล่าวช้าๆ

“เรื่องถึงเพียงนี้แล้ว… คงไม่แคล้วเป็นลิขิตแห่งสวรรค์”

“อาซืออย่าก่อเรื่องให้มากนัก เรื่องที่เจ้าทะเลาะกับหรงหมิ่นยังต้องกลับไปชี้แจงให้ตระหนัก เข้าใจหรือไม่”

ซือซิงได้ฟังดังนั้นก็ลุกพรวด โผเข้าเกาะแขนบิดา นางยิ้มกว้างด้วยความปิติยินดี

“ขอบพระคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ!”

แล้ววิ่งไปกอดนางกำนัลสาวคู่ใจแน่น พลางชำเลืองมองเทพสงคราม เป็นครั้งแรกที่พบว่าเขามีสีหน้าผ่อนคลาย แววตาวาววับบ่งบอกว่าโล่งใจมากเพียงใด มุมปากยกยิ้มอย่างยากจะคาดเดา

เทพสงครามยกมือทั้งสองขึ้น เอ่ยเพียงสั้นๆ

“กระบี่”

ในชั่วพริบตา กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ก็ลอยมาประทับลงในฝ่ามือเขาอย่างว่าง่าย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"นับแต่บัดนี้ เจ้าคือศิษย์แห่งเทพสงคราม กระบี่เล่มนี่จะเป็นอาวุธคู่กายเจ้า มีไว้เพื่อปกป้องตนเองห้ามใช้รังแกผู้อื่น ซือซิงรับมอบกระบี่"

นางค่อย ๆ ก้าวออกจากอ้อมแขนม่านม่าน เยื้องย่างลงคุกเข่า ก้มหน้าผากแตะพื้นคารวะอาจารย์ ก่อนยื่นมือขึ้นรับกระบี่ด้วยความเคารพสูงสุด

ดาราเทพผู้เป็นบิดาลอบยิ้มอ่อนด้วยความปลื้มปิติ

ขณะม่านม่านน้ำตาคลอหยดใหญ่ ไหลลงอาบแก้มไม่ขาดสาย

เรื่องราวในโลกหล้านี้ยากจะคาดคำนวณ ปลายทางยังมิสิ้นสุดอย่าเพิ่งด่วนสรุปสวรรค์ การที่นางได้ครอบครองอาวุธวิเศษเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อแล้ว การได้กราบเทพสงครามเป็นอาจารย์ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายยิ่งกว่า

เมื่อบิดาและบุตรสาวพร้อมนางกำนัลลาจากไปแล้ว ผู้ที่ลอบสังเกตการณ์อยู่บนยอดหลังคาตำหนักเมื่อครู่ ก็ผ่อนลมหายใจลงจากเงามืดและปรากฏกายกลางศาลาแปดเหลี่ยม เขาสบตาเทพสงครามเพียงวูบหนึ่ง ก่อนทอดกายลงนั่งบนม้านั่งอย่างผ่อนคลาย แต่นัยน์ตายังคงวาวด้วยความหมายบางอย่าง ที่ยังไม่ถูกกล่าวออกมา

“หลี่เฉียง ลำบากเจ้าแล้ว”

เขากล่าวเสียงราบ ก่อนหยิบห่อกระดาษบางออกจากแขนเสื้อวางลงบนโต๊ะ

“ใบชานี้ ข้าปลูกเพาะบนยอดเขาซางเถียนซาน กลิ่นละมุน รสกลมกล่อม ถือเป็นของกำนัลตอบแทนน้ำใจเจ้า”

เทพสงครามมองห่อกระดาษนั้นด้วยสีหน้าขัดเคือง คิ้วเข้มขมวดแน่น

“ข้าปั้นหน้าเสียจนแทบจะเป็นตะคริว ค่าตอบแทนมีเพียงใบชาหนึ่งห่อรึ? ฮึ…แต่เอาเถิด มิได้พบกันเสียนาน วันนี้เจ้าต้องอยู่ร่ำสุราเป็นเพื่อนข้า อย่าหวังเลี่ยง”

“เห็นสมควร”

เขาตอบรับทันทีพลางสะบัดปลายนิ้ว เสกกาสุราและจอกสองใบปรากฏขึ้นบนโต๊ะ ก่อนรินสุราลงจอกทั้งสอง หลี่เฉียงก้าวลงนั่งแล้วหยิบจอกขึ้นแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด สายตาเหลือบมองบุรุษซึ่งนั่งตรงข้าม ผู้ที่สง่างามดุจหยกสวรรค์ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับทอดลอยออกนอกศาลา มือหนึ่งหมุนคลึงจอกสุราอย่างไม่คิดจริงจัง ยากจะหยั่งว่าภายในใจเขาครุ่นคิดสิ่งใดกันแน่

ห่างหายไปนานมิได้พบปะ ไม่ทราบประสงค์สิ่งใดในการกลับสวรรค์ครั้งนี้ บอกกล่าวเพียงให้เขาแสร้งเล่นละครรับบุตรสาวดาราเทพเป็นศิษย์และมอบกระบี่ให้กับนาง เขารู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อยแต่เพราะเป็นเทพแห่งกาลเวลา ผู้หยั่งรู้ชะตาล่วงหน้าย่อมไม่มีสิ่งใดให้รู้สึกประหลาดอีก แต่การกระทำครั้งนี้ออกจะป่าเถื่อนไร้มโนธรรมอยู่บ้าง คล้ายเป็นการปั่นศีรษะผู้อื่นเล่นเสียมากกว่า ควรจะออกปากกล่าวตักเตือนเขาให้รู้สึกสำนึกเสียบ้าง

"จิ้นฝาน ข้าจะไม่ถามว่าเหตุใดเจ้ามอบกระบี่ให้นาง เจ้าย่อมมีเหตุผลของตน แต่เหตุใดต้องให้นำเหล่าขุนพลสวรรค์ไปข่มขวัญนางให้อกสั่นขวัญหนี? มิสู้ให้ข้านำออกมามอบให้นาง แล้วบอกกล่าวอย่างเปิดเผย มาทำลับๆ ล่อๆ ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ มีเรื่องบังเอิญที่ไหนกันเล่า"

คำพูดที่เหมือนจะเป็นคำเทศนาจากสหายเก่าแก่ มิได้ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปแต่อย่างใด จิ้นฝานเพียงยกจอกขึ้นจิบเบาๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

"ข้าเพียงอยากทดสอบปัญญานาง วันหน้ายังมีเรื่องเหนือจินตนาการนางอีกมาก ย่อมเทียบไม่ได้กับเรื่องเล็กน้อยในวันนี้"

เทพสงครามถอนหายใจยาวกล่าวอย่างรู้ทัน

"ข้าว่าเจ้าเสแสร้ง อยากดูเรื่องสนุกเสียมากกว่า ไยไม่รับนางเป็นศิษย์เองเล่า ต้องลากข้ามาให้ลำบากทำไม?"

จิ้นฝานตอบเรียบๆ พลางมองจอกสุราในมือ

“เมื่อครู่เจ้าก็พูดเอง ข้าย่อมมีเหตุผลรองรับ”

“…”

เทพสงครามได้แต่ส่ายศีรษะไปมา อย่างไม่รู้จะกล่าวคำใดได้อีก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel