บทที่ 7 กราบเทพผู้สูงส่งเป็นอาจารย์
บนยอดหลังคาตำหนักหนึ่งในวังหยวนหนิง ยังมีบุรุษอาภรณ์ขาวเกล้ามวยผมเรียบงาม ปักปิ่นหยกสีขาวส่องประกายเย็นตา ร่างสูงยืนอย่างสงบนิ่งราวรูปปั้นเทพ ลมวสันตฤดูพัดผ่านช้าๆ แนบริมผมเส้นละเอียดให้โอบคลอใบหน้าเรียวยาว ลากผ่านคิ้วกระบี่ ก่อนปลายลมนั้นจะพัดให้เส้นผมหนึ่งเส้นแผ่วพาดริมฝีปากบาง ครั้นสายลมนั้นสงบร่างผมที่พลิ้วไหลจึงตกลงแนบสันกรามคมเสน่ห์
ปลายสายตาเขาจับนิ่งอยู่ที่ศาลาไม้แปดเหลี่ยม ก่อนขยับปลายนิ้วร่ายคาถาทิพยโสต ลอบรับฟังสนทนาของผู้ที่อยู่บนศาลาอย่างลับๆ แม้น้ำเสียงทั้งหมดจะถูกได้ยินถ้วนทั่ว แต่ดวงตาเฉียงคมคู่นั้นกลับจดจ้องเพียงหญิงสาวร่างบางระหง
ผู้มีใบหน้าอ่อนงามหมดจด ท่วงท่าหยิ่งทะนงและถือดี ยิ่งแต่ละคำของนางช่างกล่าวได้คล่องแคล้วฉะฉานนัก แม้เบื้องหน้าคือเทพแห่งสงคราม ผู้ที่สามารถฆ่ามารปีศาจตายลงในดาบเดียว นางก็ยังสติมั่นคงมิคิดหลบเลี่ยง
แววยิ้มผุดขึ้นในดวงตาบุรุษอาภรณ์ขาว
‘นางน่าสนใจกว่าที่เคยคาด’
“หากสิ่งที่ข้าประสงค์คือ รับนางเป็นศิษย์ และสอนวิชากระบี่เซียนให้กับนาง ท่านเห็นเป็นเช่นไร?”
คำถามเสมือนการหยั่งเชิงของเทพสงคราม ทำเอาซือซิงเลิกคิ้วสูง ดวงตากลมลุกวาวด้วยความประหลาดใจ นางเอียงหน้าขึ้นสบตากับม่านม่านซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง แววตาของนางกำนัลสาวก็สะท้อนความตกตะลึงไม่ต่างจากนางเลย
เมื่อครู่นางยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่หมาดๆ ถูกไต่สวนจนคิดว่าคงมิพ้นโทษหนักในคุกหลวงสวรรค์เสียแล้ว เหตุไฉนเรื่องราวกลับพลิกตลบ เทพสงครามจึงเกิดความคิดอยากรับนางเป็นศิษย์ ซ้ำยังกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงใจอยู่หลายส่วน จนมิอาจมองว่าเป็นคำพูดล้อเล่น
ซือซิงหันไปมองบิดา สีหน้าท่านก็นิ่งอึ้งตกตะลึงไม่แพ้กัน ทว่าเพียงอึดใจก็เอ่ยขึ้นว่า
“แต่ไหนแต่ไร บุตรสาวของข้าสติปัญญาเชื่องช้า คงยากจะเข้าถึงมรรคากระบี่ มิคู่ควรเป็นศิษย์เทพสงครามผู้องอาจกล้าหาญสติปัญญาล้ำเลิศ เกรงว่าบุตรสาวข้าผู้นี้... อาจทำให้ท่านเสียเวลาเปล่า”
คำพูดนั้นเป็นการถ่อมตนอย่างที่สุด ซือซิงจ้องมองบิดาราวไม่อยากเชื่อหูตนเอง
พลางหันกลับไปทางเทพสงครามดู ว่าเขามีสีหน้าเช่นไรกับคำกล่าวปฏิเสธโดยอ้อมของบิดานาง เป็นดังคาดเขายังปั้นหน้านิ่งแววตาเรียบเฉยดังเดิม
“เมื่อครู่เพียงแลกคำไม่กี่ประโยค ข้ากลับเห็นว่านางเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบเหนือสามัญ ย่อมสามารถบรรลุมรรคากระบี่ได้รวดเร็วกว่าเซียนทั่วไป อีกทั้งกระบี่ได้เลือกนางแล้ว ถือเป็นลิขิตสวรรค์ ซ่างจวินแห่งดวงดาว โปรดอนุญาตด้วยเถิด”
ถ้อยคำนั้นเฉียบคมราวคมดาบ เทพสงครามหาได้ใช้พลังข่มเหง แต่กลับใช้วาจาชี้มุมจนบิดาของนางแทบไร้ทางถอย
ฮุ้ยจงซ่างจวินขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งขรึมปานถูกบีบคั้นจากความลังเลในอก ก่อนถอนหายใจหนักหนึ่งครั้งราวปล่อยภาระที่ทับถมมานาน ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“หากท่านยังดึงดันจะรับนางเป็นศิษย์... ข้าจำต้องบอกความจริงบางประการเกี่ยวกับตัวนางให้ท่านทราบ บุตรสาวของข้าผู้นี้ เมื่อครั้งถือกำเนิด มีปราณมารปะปนในปราณเทพ พลังทั้งสองสาย วนเวียนยุ่งเหยิงไร้สมดุล ข้าเกรงว่านางจะมิอาจทนทานได้ เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ จำต้องผนึกปราณในตัวนางไว้สิ้น นางจึงไม่ต่างไปจากมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง อาศัยปราณทิพย์แห่งสวรรค์หล่อเลี้ยงกายบำรุงวิญญาณ หากฝืนฝึกอาวุธทรงพลังปานนั้น เกรงว่าปราณวิญญาณของนางอาจแตกสลายจนดับสูญ ข้ามิอาจให้บุตรสาวต้องเสี่ยงตายเพียงเพื่อวาสนาลมลอย”
คำกล่าวของดาราเทพนั้นมีน้ำหนักสมเหตุสมผลยิ่ง เดาว่าฟังแล้วคงทำให้เทพสงครามจำต้องตัดใจล่าถอยทัพกลับไปได้
ทว่าพันคิดหมื่นคาด ท่านเทพผู้นี้กลับมิได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด ยังคงแสดงสีหน้าสุขุมเยือกเย็นเป็นปกติ
“ซ่างจวินโปรดวางใจ กระบี่นี้ ไม่ทำอันตรายนาง เด็ดขาด หากเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น ข้าย่อมเป็นผู้รับผิดชอบทุกประการ”
ซือซิงทราบดีว่าตัวนางคือเซียนที่ไร้วิชาเซียน ทว่านางก็ไม่เคยคิดโทษใครที่นางต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่จะดีเพียงใดหากนางได้เรียนวิชาเซียน ที่นางเคยคิดว่าชาตินี้คงหมดวาสนาไปแล้ว ซ้ำนางยังมีดารารัตนชาติคุ้มครองกาย และเทพสงครามก็ให้คำเป็นประกันจะเป็นผู้แบกรับความผิดพลาดทั้งปวงให้อีก เหตุใดจะต้องหวั่นเกรงยอมปล่อยโอกาสดีๆ หลุดลอยไปโดยง่ายกันเล่า
นางสูดลมหายใจเงียบๆ ก่อนแทรกขึ้นว่า
“ข้าเห็นว่าเทพสงครามมีเจตนาดี เหตุใดท่านพ่อจึงไม่ปล่อยข้าไปตามวาสนา อาจพลิกชะตาเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี ข้าเอง... ก็อยากลองดูสักครั้งเจ้าค่ะ”
ผู้เป็นบิดาหันขวับมามอง ดวงตากร้าวดุ เสียงที่เปล่งออกมาขรึมลึกแต่แฝงไปด้วยความห่วงใย
“เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะตัดสินใจตามอำเภอใจ! ข้ายังต้อง…”
“ข้าทราบท่านพ่อกังวลใจมาตลอด เรื่องที่ข้าไม่อาจฝึกตนบำเพ็ญเพียรเลื่อนขั้นเป็นเทพได้ เหตุใดไม่ใช้ประโยชน์ครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ข้าได้ก้าวหน้ามีหนทางเฉกเช่นผู้อื่น ท่านพ่อได้โปรดอนุญาตเถิดเจ้าค่ะ”
ผู้เป็นบิดาได้เพียงขมวดคิ้วแน่น พลางหมุนกายหันหลังทอดสายตาไปยังพุ่มดอกโบตั๋นที่เบ่งบานอยู่ข้างเสาศาลา ท่วงท่านั้นดูสงบ แต่เบื้องลึกหัวใจกลับรุ่มร้อนคล้ายไฟแผดเผา
