บทที่ 6 อาวุธวิเศษ(2)
นางหันกลับไปมอง แล้วลมหายใจก็สะดุด
บุรุษผู้มาใหม่สวมเกราะศึกสีเงิน เผยร่างสูงใหญ่สง่างามราวเทพนักรบ ใบหน้าคมคายแม้ดูดุดันแต่ก็จัดว่ารูปงามไร้จุดบกพร่อง ปราณเทพแผ่พุ่งแรงจนบรรยากาศโดยรอบสั่นไหว เป็นบุรุษที่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเทพชั้นสูงอย่างไม่ต้องสงสัย
ฉับพลันเหงื่อซึมขึ้นเต็มแผ่นหลัง ซือซิงรู้สึกขาอ่อนวูบ นี่มันจู่โจมจับหัวขโมยชัดๆ!
หลักฐานคามือถึงเพียงนี้ หากพูดว่านางไม่ได้คิดขโมยแต่กระบี่เป็นฝ่ายบินมาหาเอง ท่านเทพรูปงามผู้นี้จะฟังหรือไม่? คงไม่ถึงขั้นจับนางเข้าคุกหลวงสวรรค์กระมัง!
นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า มือของตนยังจับด้ามอาวุธวิเศษอยู่แน่น รีบสะบัดปล่อยแทบไม่ทัน แล้วลดมือประสานไว้ด้านหน้า ทำทีสำรวมสุดชีวิต ก้มหน้านิ่งรอท่านเทพเปิดวาจาก่อนแล้วค่อยคิดหาทางรอด ทนรออยู่หนึ่งอึดใจ ก่อนน้ำเสียงทุ้มเย็นของเขาก็เปล่งขึ้น
“เจ้าคือผู้ใด? เข้ามาภายในวังแห่งนี้ คิดกระทำการใด?”
เสียงนั้นทรงพลังจนซือซิงแทบลืมวิธีหายใจ ความตื่นกลัวแล่นริ้วไปทั้งสรรพางค์ แต่นางกัดฟันข่มใจ กลั้นอาการสั่นสะท้านไว้ แล้วเงยหน้าขึ้นเอ่ยด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม
“ซือซิงเจ้าค่ะ บุตรสาวฮุ้ยจงซ่างจวิน ดาราเทพแห่งวังดาราภิรมย์ เพียงพลั้งพลาดหลงทางเข้ามาโดยมิได้เจตนาล่วงเกิน ด้วยสัตย์คำ มิได้คิดกระทำสิ่งอัปยศอันใดทั้งสิ้นเจ้าค่ะ”
นางเลือกเอ่ยนามบิดาอย่างจำยอม หวังเพียงให้ความยำเกรงช่วยเปิดเส้นทางรอด แต่ใบหน้าของเทพชุดเกราะยังคงเรียบนิ่งไร้อารมณ์ เขาเพียงตอบอย่างเยือกเย็น
“มีบางเรื่องอยากสอบถามเจ้าต่อ เชิญออกไปยังศาลาด้านนอก”
แม้คาดว่านี่คงเป็นเพียงการสอบสวนเพิ่มเติม ทว่าซือซิงยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ นางจึงรวบรวมสมาธิเดินตามร่างสูงออกไปทางประตูปีกซ้ายสุดทางเดิน ซึ่งทอดสู่ศาลากลางลมสงบเงียบ
ดูคล้ายว่าท่านเทพผู้นี้จะรู้จักมักคุ้นวังนี้เป็นอย่างดี มีความสัมพันธ์เช่นใดกับเทพผู้ครองวัง? หรืออาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน เพียงบังเอิญพบว่ามีศาลาอยู่ตรงนี้ เพียงบังเอิญพบว่านางอยู่ในนี้พอดี ทุกเรื่องอาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
ระหว่างที่ซือซิงยืนเหม่อจมในห้วงวิเคราะห์ ท่านเทพชุดเกราะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำตัดความคิด
“เชิญนั่ง”
นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนก้าวลงนั่งอย่างงามสำรวม ใต้ดวงตะวันและเสียงลมแผ่วเคล้า หลังถ้วยชาผ่านไปหนึ่งช่วงสั้น ๆ ทั้งสองยังคงนิ่งเงียบมิได้เอื้อนเอ่ย คล้ายต่างกำลังวัดจังหวะใจของกันและกัน
ท่วงท่าและสายตาเย็นเฉียบของเขาทำให้นางหวั่นไหว คิดไม่ออกว่าควรเริ่มคำพูดใด หากยังปล่อยให้ความเงียบดำเนินต่อไป คงไม่อาจกลับไปตามสัญญาที่ให้ไว้กับม่านม่านได้แน่
สุดท้าย ซือซิงจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน
“เชิญท่านเทพสอบถาม หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ซือซิงล่วงเกินจนทำให้ท่านไม่พอใจ โปรดชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ”
“เมื่อครู่... ตอนมองกระบี่เจ้าคิดเช่นไร? ปรารถนาจะครอบครองมันหรือไม่?”
“ซือซิงเพียงอยากลองสัมผัสเท่านั้น มิกล้าเอื้อมหวังเป็นเจ้าของอาวุธวิเศษ อีกทั้งซือซิงมิได้ร่ำเรียนวิชากระบี่ จะครอบครองไว้เพื่อประโยชน์อันใดกันเล่าเจ้าคะ”
“เห็นได้ชัดว่าอาวุธตอบรับเจ้า กระบี่มีจิตวิญญาณจึงเลือกนาย ไม่แน่... เจ้าอาจมีวาสนาต่อมัน”
ซือซิงนิ่งเงียบ ใจหนึ่งไตร่ตรอง อีกใจกลับสงสัย
หรือถ้อยคำเหล่านี้คือกลอุบายเพื่อให้นางเผยพิรุธ ว่าตั้งใจเข้ามาขโมยของวิเศษใช่หรือไม่? หากเป็นเช่นนั้ น ควรรีบกล่าวปิดประเด็นให้ท่านคลายความระแวงแล้วรีบเผ่นจะดีกว่า
“วาสนาที่เพียงแค่ได้สัมผัส มิใช่เหตุให้เป็นผู้ครอบครอง วันนี้ซือซิงบุ่มบ่ามล่วงล้ำเข้ามายังวังของผู้อื่น ถือเป็นความหยาบคายยิ่ง สำนึกผิดอยู่เต็มหัวใจ ขอท่านเทพโปรดให้อภัยด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
เป็นการพูดรวบรัดตัดจบได้ดียิ่ง ซือซิงนึกชื่นชมตนเองอยู่ในใจ
แต่แล้ว...
ท่านเทพชุดเกราะกลับเพียงมองนางนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“อยากเรียนวิชากระบี่หรือไม่?”
คำถามนั้นทำให้คิ้วงามขมวดแน่น ดวงตากลมโตหรี่ลงเสียกึ่งหนึ่ง
‘ท่านเทพผู้นี้ ความรู้สึกตื่นเขินยิ่งนัก!'
หากเป็นผู้อื่น คงปล่อยนางไปเนิ่นนานแล้ว เหตุใดยังต้องรั้งไว้ด้วยถ้อยคำมากมายเช่นนี้อีก? นางกล่าวอ้อมค้อมออกไปเช่นนั้นแล้ว ก็ควรทราบว่านางมิได้ต้องการสิ่งใดจากวังแห่งนี้ นางเพียงหลงเข้ามา และตอนนี้ต้องการเพียงกลับออกไป
หรือเขาจะเป็นเทพผู้เถรตรง คิดจะเอาผิดนางให้จงได้ใช่หรือไม่?'
ทว่ายังไม่ทันได้คิดหาคำตอบ
“ซือซิง! เจ้ามานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี่?”
เสียงดุดันเคร่งขรึมดังขึ้นจากบันไดศาลา นางจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของ ฮุ้ยจงซ่างจวิน บิดาของนาง
ดาราเทพผู้กำชะตาแห่งมนุษย์ และเป็นผู้กำชะตาชีวิตของนางไว้ด้วย ฝีเท้าบิดาก้าวฉับๆ ขึ้นมาบนศาลา โดยมีม่านม่านก้าวตามหลังมาด้วยสีหน้ากังวล
นางไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอันใด เพราะคาดว่าม่านม่านคงสังเกตเห็นความผิดปกติเมื่อขุนพลสวรรค์หลายสิบนายบุกเข้าไปในวังหยวนหนิง ซ้ำนางยังไม่ทันได้กลับออกไป คงกังวลว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดีจึงแล่นไปเชิญบิดามาช่วยเหลือนาง ถือว่าม่านม่านมีไหวพริบดียิ่ง
ท่านเทพชุดเกราะลุกขึ้นยืน ยกมือประสานคารวะบิดาของนางด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย บิดานางก็ประสานกลับอย่างให้เกียรติ
“บุตรสาวข้าทำเรื่องวุ่นวายขายหน้ายิ่งนัก เชิญเทพสงครามลงโทษตามที่เห็นเหมาะสม”
‘อ้อ...แท้จริงคือเทพสงคราม’
ซือซิงนึกในใจ แม้ก่อนหน้านี้จะคิดไว้แล้ว แต่ไม่เคยคิดถามออกมาตรงๆ
และในที่สุด…ปริศนานั้นก็ได้รับคำตอบ
