บทที่ 19 ความจริงเรื่องท่านแม่
ถ้อยคำของท่านย่าทำเอาหัวใจของนางสั่นไหวไม่หยุด ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางทำได้เพียงคาดเดาว่าดวงจิตของท่านแม่สถิตอยู่ ณ ที่ใด จะมีวันได้หวนกลับมาหานางอีกครั้งหรือไม่ เคยกระทั่งคิดจะลองออกตามหาดูสักครา แต่ด้วยเกินกำลังของผู้ไร้พลังตบะ ทำให้ความคิดนั้นเป็นได้แค่เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ
‘เสียงของท่านย่าดังแว่วจากด้านหลัง เช่นนั้นคนที่ท่านย่ากำลังเจรจาด้วย ย่อมต้องยืนอยู่ตรงนั้น’
นางสูดลมหายใจเข้าเบาๆ ก่อนค่อยๆ เอี้ยวตัวหันกลับไปอย่างระทึกในอก
ทุกเสี้ยวลมหายใจในตอนนั้นมีเพียงคำอธิษฐานเดียว
ขอให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป็นท่านแม่ของนางจริงๆ
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบด้าน นางก็พบเพียงผู้คนคุ้นหน้าคุ้นตาแทบทั้งสิ้น ไม่มีเค้าลางสตรีปริศนาผู้เป็นที่คาดหวังเลยสักนิด ทว่าผู้ที่ท่านย่าเบือนพักตร์ไปเอ่ยสนทนาด้วยกลับเป็นม่านม่าน นางกำนัลประจำตัวของนางเองมิใช่หรือ?
ทันใดนั้น เทพีซูเหยาก็หันกลับมาสบสายตากับหลานสาวพอดี ใบหน้าของนางแต่งด้วยรอยยิ้มอ่อนอยู่ชั่วครู่ ทว่าอีกวูบหนึ่งรอยยิ้มนั้นก็เลือนหายไป เหลือเพียงความลังเลที่แผ่ววูบในดวงตา ก่อนเบนสายตากลับไปทางม่านม่านครุ่นคิดอยู่อีกหนึ่งลมหายใจ แล้วจึงหันกลับมาสบดวงตากลมคู่งามของหลานสาวอีกครั้ง เอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ
“อาซือ...ความจริงแล้ว นางกำนัลผู้นี้ ก็คือ... มารดาของเจ้า”
สองมือที่นางใช้ประคองแขนเทพกาลเวลาตลอดทางพลันอ่อนแรงจนตกห้อยแนบลำตัว ซือซิงยืนนิ่งงัน ตัวแข็งราวถูกสาป ไม่รู้แม้กระทั่งว่าควรขยับลมหายใจอย่างไรดี
กาลก่อนนางเคยวาดฝันถึงเหตุการณ์เช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เฝ้าหวังว่าสักวันหนึ่งท่านแม่จะหวนกลับมายืนตรงหน้า เอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงละมุนว่า อาซือ...แม่กลับมาหาเจ้าแล้ว
ในจินตนาการของนาง ท่านแม่ต้องเป็นสตรีเลอโฉมล่มฟ้า เฉลียวฉลาดเก่งกาจเหนือผู้ใด และยามนางมีภัย ท่านแม่จะเป็นผู้คอยปกป้อง นางเศร้าเสียใจเมื่อใด ท่านแม่จะเป็นคนเช็ดน้ำตาให้ไม่ห่าง รักใคร่เอ็นดูนางดั่งแก้วตาดวงใจ
ความคิดถึงโหยหาอาทรเป็นเรื่องซับซ้อน หลายครั้งที่นางถวิลหาอย่างรุนแรงต้องการอยากจะพบผู้เป็นมารดา แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมากลับมีเพียงม่านม่านเท่านั้น ที่ปฏิบัติต่อนางด้วยความอาทรเช่นมารดาผู้หนึ่งมาโดยตลอด
‘ลิขิตสวรรค์เป็นเช่นนี้!’
คิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ซือซิงยังไม่แน่ใจนัก หรือทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงความฝัน?
‘กำลังฝันอยู่ใช่หรือไม่?’
เทพกาลเวลาเหลือบมองร่างบางที่กำลังเหม่อลอย เขาเลิกคิ้วนิดๆ ก่อนยื่นมือออกไปหยิกต้นแขนนางอย่างไม่ให้ตั้งตัว
“โอ๊ะโอ๊ย! ท่านหยิกข้าไปทำไมเล่า?”
“พิสูจน์ว่าเจ้าไม่ได้ฝัน”
เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคย จนคนถูกหยิกได้แต่ค้อนเขาหนึ่งที พลางลูบผิวเนื้อบริเวณที่โดนหยิกเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้น การกระทำของเทพกาลเวลาก็มีประโยชน์อยู่ไม่น้อย เพราะช่วยฉุดนางออกจากภวังค์ไม่เตลิดไปไกลกว่านี้
"อาซือ..."
เสียงเรียกของมารดาเบาหวานปนสั่นเทา คล้ายกระทบลึกไปถึงหัวใจนาง ผู้เป็นแม่จ้องใบหน้าบุตรสาวไม่กะพริบ ก่อนที่อารมณ์อันท่วมท้นจะเอ่อล้นจนขอบตาแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบแก้มเนียนด้วยความปวดร้าวผสมปิติ
ซือซิงพึมพำเสียงเบา
“ที่แท้ ท่านแม่ไม่เคยจากข้าไปที่ใดเลย”
เมื่อเอ่ยจบ ร่างบางก็พุ่งเข้าไปโผกอดผู้เป็นมารดาแน่น ราวกลัวว่าเพียงเผลอกะพริบตาอีกฝ่ายจะหายไป เพราะทั้งชีวิตที่ผ่านมาของนาง ไม่ว่าจะยามสุขยามทุกข์ ก็จะมีนางกำนัลผู้นี้เคียงข้างเสมอ
ความจริงในใจของซือซิง ได้วางฐานะม่านม่านไว้สูงกว่าบ่าวรับใช้ เหมือนญาติสนิทเป็นคนใกล้ชิดที่รู้ใจ ยิ่งได้รู้ความจริงว่าท่านแม่ที่นางคะนึงหาอยู่ทุกวัน จะใกล้เพียงเอื้อมมือถึง ความตื้นตันได้อ่อท้นจนดวงตาคู่งามหลั่งน้ำตาไม่หยุด
ทว่า...สามส่วนในใจยังสับสน งุนงงว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไร นางค่อยๆ ผละออกจากอ้อมกอด ยกชายแขนเสื้อซับน้ำตา แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นพร่า
“เหตุใดท่านแม่จึงมาสถิตในร่างม่านม่าน เกี่ยวข้องกับธาตุคุ้มครองกายหรือไม่?”
เทพีซูเหยาเห็นอี้อันยังสะอื้นหนักจนเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาเป็นคำไม่ได้ จึงยื่นมือมาจับมือของนางลูบปลอบให้เบาใจ ก่อนเบือนหน้ามาทางซือซิง เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนที่แฝงความลึกซึ้งอยู่ภายใน
“ด้วยวาสนาของแม่เจ้า จำต้องผ่านเคราะห์ใหญ่ ชะตาบีบบังคับให้เวียนว่ายตายเกิดในร่างใหม่อยู่หลายภพหลายชาติ ท้ายที่สุดจึงได้หวนคืนสู่มรรคาเซียน บำเพ็ญเพียรจนเลื่อนขั้นขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้า แม้ยศจะเป็นเพียงเซียนรับใช้ แต่ก็ถือว่าสวรรค์ยังมีเมตตามอบโอกาสให้นางได้อยู่เคียงข้างเจ้า
ตราบจนวันที่เจ้าปลดปล่อยปราณวิญญาณอีกเจ็ดส่วนที่ผนึกอยู่ในดารารัตนชาติคืนสู่ร่างนาง นั่นย่อมหมายถึงการสิ้นสุดแห่งเคราะห์กรรม และบัดนี้...มารดาเจ้าก็ได้บรรลุเป็นเทพชั้นสูงแล้ว เรื่องทั้งหมดของแม่เจ้าก็มีเพียงเท่านี้”
"ความจริง…เป็นเช่นนี้เอง"
ซือซิงพึมพำ พลางหันไปมองข้างกายหมายเอ่ยอะไรกับเทพกาลเวลา ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า ไม่รู้ว่าเขาเดินจากนางไปตั้งแต่เมื่อใด แม้แต่เทพสงครามก็ไม่รั้งอยู่ คงจะหายไปพร้อมๆ กัน คาดว่าทั้งคู่คงคร้านจะฟังเรื่องภายในครอบครัวผู้อื่น จึงเดินหลบไปพักยังเรือนรับรองเสียแล้วกระมัง
