บทที่ 18 ทัณฑ์อัสนีเคราะห์(2)
ความลังเลยังตะปบใจ นางไม่อาจปล่อยให้เขารับเคราะห์นี้เพียงลำพังได้
“มาเถอะน่า!”
อู๋ทงออกแรงฉุดเต็มกำลัง ซือซิงฝืนไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกลากออกไปจนพ้นเขตอันตราย
“ไม่มีใครขวางแล้วนะ เช่นนั้น...ข้าก็จะได้เริ่มจริงๆ สักที”
เทพสายฟ้ายกมือเหนือศีรษะ ร่ายคาถาอัญเชิญอัสนีเคราะห์
ท้องฟ้าพลันมืดดำ เมฆหนาจัดบดบังแสงทั้งหมด ลมพายุหมุนกรูเข้าหากันจนเกิดเกลียวคลื่นคำราม กิ่งไม้ใบหญ้าถูกดูดขึ้นไปในลำลมรุนแรงราวจะฉีกฟ้าทั้งผืน
เหล่าเทพเซียนต่างถอยร่นออกไปยืนข้างลาน เหลือเพียงจิ้นฝานผู้ยืนกลางลานด้วยท่วงท่ามั่นคงไม่ไหวเอนแม้เพียงเล็กน้อย
ซือซิงกำมือแน่นก่อนตะโกนฝ่าคลื่นพายุที่โหมกระหน่ำ
“จิ้นฝานซ่างจวิน! หากผ่านอัสนีเคราะห์ครั้งนี้ไปได้ ไม่ว่าเรื่องใดข้าก็จะยกโทษให้ท่านหมด! ข้าจะเรียนวิชากระบี่กับท่าน จะไม่โต้แย้งยามท่านให้ชงน้ำชา จะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง ขอเพียงท่านปลอดภัย!”
ในสายตานาง เขายืนอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังกลางเคราะห์กรรมหนักหนานี้ นางรู้ดีว่าตนไม่อาจปกป้องเขาได้ แต่ถึงอย่างนั้น หากทำได้เพียงยืนเป็นกำลังใจ นางก็จะอยู่ตรงนี้ไม่ทอดทิ้งเขา จนกว่าเขาจะฝ่าเคราะห์อัสนีบาตรไปได้
ไม่ช้านาน อัสนีบาตรพิโรธก็ทุ่มโถมลงมา ลำแสงขาวฟาดฉับราวแส้ทมิฬ เสียงเปรี้ยงดังสะท้านพื้นฟ้าต่อเนื่องไม่ขาดสาย สายฟ้าทุกเส้นฟาดลงบนร่างแกร่งของจิ้นฝานระลอกแล้วระลอกเล่า จนเขาทานทนไม่ไหว ทรุดเข่าลงกระแทกพื้น เลือดแดงสดพุ่งทะลักออกมาจากริมฝีปาก
บรรดาเทพเซียนที่ยืนมุ่งอยู่รอบด้านพากันเบือนหน้าหนีไม่กล้ามองสภาพอันน่าสลดนั้น เดิมทีจิ้นฝานซ่างจวินเป็นเทพผู้เคร่งครัดกฎระเบียบที่สุดในสวรรค์ ไม่เคยมีผู้ใดจะคาดคิดมาก่อนว่าผู้เคยแต่ลงทัณฑ์ผู้อื่น วันนี้กลับได้เห็นเขาฝ่าฝืนกฎนั้นจนต้องโทษเสียเอง
คงมีเพียงซือซิงเท่านั้นที่เฝ้ามองเขาไม่กะพริบ
เมื่อเห็นเขาไม่อาจรับแรงฟ้าพิโรธได้อีก จนยามนี้บาดเจ็บภายในถึงขั้นกระอักเลือดออกมา ทรุดเข่าลงยันพื้นโดยไม่ได้ปริปากขอความเมตตาจากสวรรค์แม้คำเดียว นางรู้สึกหัวใจถูกบีบแน่นราวจะขาดออกเป็นเสี่ยงๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในที่สุด สี่สิบแปดสายแส้แห่งอัสนีเคราะห์ก็จบสิ้นลง
จิ้นฝานค่อย ๆ ยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ปลายคาง พยายามประคองร่างบอบช้ำให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ซือซิงรีบวิ่งเข้ามารับแขนอีกข้างของเขาไว้ทันที
เทพสงครามกำลังจะก้าวเข้ามาช่วยเช่นกัน ทว่าก็ได้ถูกสายตาเย็นคู่นั้นของสหาย สกัดกั้นกดดันให้เขาล่าถอยกลับไปเสีย เทพนักรบชะงักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอยกลับไปยืนยังตำแหน่งเดิม
“มารบกวนพวกท่านแต่เพียงเท่านี้ หานเซิงขออำลา”
เทพสายฟ้าค้อมกายให้ทุกผู้ ก่อนจะเหินร่างจากไปพร้อมเกลียวพายุ ทันใดนั้น ท้องฟ้าอันมืดมิดก็สว่างกลับคืน แสงแดนสวรรค์เปิดโล่ง ราวกับพายุนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
หากแต่ร่างของผู้หนึ่ง...ยังคงสั่นระริกอยู่ในอ้อมแขนของซือซิง
“ซ่างจวินได้รับบาดเจ็บ เชิญเข้าไปพักรักษาตัวในตำหนักก่อนเถิด”
เทพีซูเหยาเอ่ยเชิญอย่างสุภาพสำรวม
“อาจารย์โปรดไตร่ตรอง! ความแค้นระหว่างจิ้นฝานซ่างจวินกับบรรพตฉงเหว่ยยังไม่ทันชำระ เหล่าศิษย์ไม่อาจยอมให้เขาก้าวเท้าเข้าไปได้!"
ผู้ทักท้วงคือท่านอาหญิงลู่เจิน หนึ่งในศิษย์เอกทั้งห้าของบรรพตฉงเหว่ย นางก้าวออกมายืนขวางหน้าจิ้นฝานด้วยสีหน้าแข็งกร้าว ราวกับกลัวว่าเทวสถานจะถูกมลทินเพียงเขาย่างกายเข้าไป
"ท่านอย่านึกว่าบรรพตฉงเหว่ยจะลืมสิ่งที่ท่านทำกับศิษย์พี่หญิงลี่จือได้ จึงกล้ากลับมายืนในที่แห่งนี้อีกครั้ง!”
ครั้งนี้เป็นท่านอาหญิงหลินถิงที่ชี้ปลายกระบี่ใส่เขา ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะร้อนแรง
แต่เสียงเฉียบเย็นของผู้หนึ่งก็ดังขึ้นตัดอารมณ์ทั้งหมดราวคมดาบฟันลม
“เสียมารยาท! จิ้นฝานซ่างจวินหาได้ติดค้างสิ่งใดต่อบรรพตฉงเหว่ย และพวกเจ้าจงอย่าได้เอ่ยนาม ‘ศิษย์ชั่วผู้นั้น’ ต่อหน้าข้าอีก”
“อาจารย์!”
ศิษย์เอกทั้งห้าต่างอุทานพร้อมกันด้วยความตกใจ
“หากยังมีผู้ใดกล้าปากเสียอีก ข้าจะไม่นับพวกเจ้าเป็นศิษย์บรรพตฉงเหว่ยอีกต่อไป”
เพียงประโยคเดียวของท่านย่า ถือเป็นถ้อยสุดท้ายที่เปิดทางให้
จากนั้น ซือซิงประคองร่างจิ้นฝานก้าวผ่านกลุ่มศิษย์ที่กำลังหน้าเจื่อน พาเขามุ่งหน้าไปทางเรือนรับรอง แม้เท้าจะก้าวไปข้างหน้า แต่ในหัวยังคงสับสนไม่หยุด
เหตุใดเหล่าอาหญิงจึงไม่ยินยอมให้เขาเข้าเทวะตำหนัก?
มีความแค้นแบบใดต่อกัน? จึงเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่วางไม่ลงเช่นนี้
แล้ว…ลี่จือคือผู้ใด? เหตุใดทุกคนล้วนออกหน้าปกป้องนางเหมือนเป็นบุญคุณยิ่งใหญ่?
ซือซิงกดความสงสัยทั้งหมดไว้ในใจ แล้วแหงนมองบุรุษที่พยุงแขนอยู่ข้างกาย ยามนี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจนใบหน้าซีดราวกระดาษ แต่ยังคงสงบนิ่ง ไม่ทราบว่าผิวเนื้อนี้ยังมีความรู้สึกอยู่บ้างหรือไม่?
นางจึงแกล้งหยิกเข้าที่แขนของเขา
จิ้นฝานชะงัก หันมาถามเสียงต่ำ
“หยิกข้าทำไม?”
“ข้าอยากพิสูจน์ดูว่าท่านยังมีสีหน้าอื่นอีกหรือไม่? ท่านตัดอารมณ์ทั้งหกไปแล้วจริงๆ สีหน้าจึงไร้อารมณ์ปานนี้”
นางลืมตัวเผลอพูดหยอกล้อไป พอรู้สึกตัวก็รีบก้มหน้าลงอย่างสำนึก จิ้นฝานซ่างจวินหาใช่อู๋ทงที่นางหยอกได้ตามใจชอบ
ทว่าเสียงท่านย่าก็ดังขึ้นไม่ไกล
“อี้อัน เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด ทางนี้ข้าจะจัดการเอง”
อี้อัน...
ซือซิงชะงักงัน เพราะนั่นคือนามของมารดา
เหตุใดท่านย่าจึงเรียกใครอีกคนด้วยชื่อนี้?
มีผู้ใดใช้ชื่อนี้มาก่อนท่านแม่งั้นหรือ?
หรือว่ามีบางอย่างที่นางไม่เคยรู้มาก่อนเลย…
