บทที่ 20 บังเอิญที่ข้ากับอู๋ทงเป็นสหายกัน
ความจริงเป็นเช่นนี้...
ถ้อยคำที่นางกล่าวเมื่อครู่ แท้จริงแล้วนางตั้งใจจะให้เขาได้ยิน ต้องการให้เขารู้ว่านางได้คลายข้อสงสัยที่เคยติดค้างในใจทั้งหมดแล้ว
'ความจริงแล้วท่านเพียงไม่อยากเข้าแทรกแซง ทำลายเส้นทางวาสนาของท่านแม่ข้า'
ที่เคยคิดว่าเขาเถรตรง ไร้ความลำเอียงที่สุด ตอนนี้นางตระหนักแล้วว่า ความจริงเขากลับลำเอียงต่อนางอย่างยิ่ง
ซือซิงตั้งใจจะก้าวไปทางเรือนรับรอง ทว่าเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นรั้งฝีเท้านางเสียก่อน
"ไม่ทราบเทพธิดาซือซิง ยังอยากรับประทานผลท้อร้อยปีอยู่หรือไม่?"
นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันขวับไปตามเสียงนั้น
"องค์ชายเจาเจิน!"
ซือซิงตะลึงงันอยู่ครู่ใหญ่ นึกไม่ถึงว่าพระองค์จะปรากฏกายอยู่ ณ บรรพตฉงเหว่ยแห่งนี้
"ไม่ทราบฝ่าบาท เสด็จมาถึงที่นี่ได้อย่างไรเพคะ?"
“ถวายบังคมองค์ชายเจาเจิน”
ท่านย่าและผู้เป็นมารดาของซือซิงรีบประสานมือคารวะต่อหน้าองค์ชายเผ่าสวรรค์อย่างนอบน้อม
ฝ่ายองค์ชายเจาเจินก็ประสานมือรับการคารวะจากเทพชั้นสูงทั้งสองอย่างสำรวม
"ทุกท่านตามสบายเถิด"
เขาเอ่ยพลางยกพัดจีบในมือขึ้นโบกเบาๆ คล้ายกำลังเรียบเรียงความคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนหันมาสบตาซือซิงด้วยแววตาเปี่ยมรอยยิ้ม
"บังเอิญที่ข้ากับอู๋ทงเป็นสหายกัน
บังเอิญว่าเขากำลังเดินทางมางานเทศกาลดวงดาวประทานพร
ข้าเห็นว่าน่าสนุกจึงติดตามมาด้วย และบังเอิญยิ่งนักที่ได้พบเจ้าที่นี่"
"หึๆๆ ล้วนแต่เป็นเรื่อง บังเอิญ ทั้งนั้น"
อู๋ทงหัวเราะแผ่วในลำคอ เสียงของเขาแฝงความหมาย เกินกว่าจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญธรรมดา
ซือซิงรับรู้โดยสัญชาตญาณ...
เซียนธรรมดาเช่นอู๋ทงที่ปกติอาศัยอยู่เพียงวิหารเทพ ขลุกอยู่กับสวนสมุนไพรไม่ก็ห้องหนังสือทุกวี่ทุกวัน จะเอาเวลาใดไปคบหากับองค์ชายเจาเจินผู้สูงศักดิ์เทียมฟ้า ทั้งหมดช่างผิดวิสัยอย่างยิ่ง กลิ่นพิรุธโชยแรงเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องสอบสวนเซียนสหายให้ทราบแน่!
"ขอประทานอภัยฝ่าบาท”
เทพีซูเหยายกชายกระโปรงคำนับอย่างงามสง่า ก่อนเอ่ยเชิญชวนองค์ชายสามด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม
“งานเทศกาลจะเริ่มขึ้นอีกสามวันข้างหน้าเพคะ เช่นนั้น…หม่อมฉันใคร่ขอเชิญองค์ชายเสด็จเที่ยวชมรอบบรรพตฉงเหว่ยก่อนดีหรือไม่ ทัศนียภาพอาจไม่งามตาเทียมพิภพสวรรค์ แต่เพราะใกล้วันเทศกาลจึงเริ่มคึกคักมากแล้ว ข้างทะเลสาบดาราหมื่นมาลี มีโรงงิ้วมาแสดงและมีเซียนจากยอดบรรพตต่าง ๆ มาตั้งร้านขายของไม่น้อย อาจพอแก้ขัดจนถึงวันงานได้เพคะ"
องค์ชายสามรับฟังจนจบ ก่อนที่รอยยิ้มประดับแววทอประกายของเขาจะหันกลับมาหาซือซิงโดยตรง
"เช่นนั้น...เทพธิดาซือซิง พาข้าเที่ยวชมได้หรือไม่?"
ซือซิงยกนิ้วขึ้นจิ้มที่แก้มตนเอง
"มะ...มะ หม่อมฉัน!"
เจาเจินไม่กล่าวคำใด เพียงยกยิ้มมุมปากพลางผงกศีรษะรับเบาๆ ราวกับคำตอบของนางนั้น ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องเป็น ‘ใช่’ เท่านั้น
แววตากรุ่มกริ่มขององค์ชายเจาเจินเป็นประกายทอดมองมาทางนาง ทำให้ซือซิงรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก แต่ด้วยมารยาทที่ต้องรักษา นางจึงฝืนฉีกยิ้มรับแบบแบ่งรับแบ่งสู้ พลางคิดหาทางบ่ายเบี่ยง
ทว่ายังไม่ทันคิดได้ เซียนสหายของนางก็ชิงเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงโปร่งโล่งราวปลดภาระทั้งมวลออกจากบ่า
"แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"
"อู๋ทง!"
ซือซิงเค้นเสียงลอดไรฟัน ปรายตามองเซียนสหายด้วยความเดือดดาลที่แทบลุกเป็นไฟ
ยังไม่ทันให้นางแก้สถานการณ์ ผู้เป็นมารดากลับเสริมอีกแรงอย่างเต็มใจ
"วางใจเถิด เรื่องดูแลจิ้นฝานซ่างจวิน แม่จะเป็นผู้จัดการแทนเจ้าเอง"
องค์ชายเจาเจินยิ้มกว้างด้วยสมหวัง โบกพัดจีบอ่อนช้อยก่อนก้าวนำออกไปอย่างผู้ได้รับชัยชนะ
ซือซิงใคร่ครวญอยู่เสี้ยวลมหายใจ อย่างใดก็ไม่อาจทำให้ท่านย่าขายหน้าได้ จำใจคงต้องไหลไปตามกระแสน้ำ นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนกลอกตาบนอีกหนึ่งที แล้วเดินปรี่เข้าหาอู๋ทงอย่างไม่เหลือคราบความนุ่มนวล
มือเล็กกระชากแขนเซียนสหายเต็มแรง ร่างบางคล้ายสตรีสะดุ้งจนเซถลาหน้าไปเล็กน้อย แต่ก็ยอมก้าวตามนางไปโดยมิกล้าปริปากอันใด
เมื่ออยู่พ้นสายตาผู้อื่น นางก็ก้มหน้าเอ่ยเสียงต่ำ
“หากเจ้าสารภาพข้าจะลดโทษให้กึ่งหนึ่ง หากข้าสืบจนรู้เองละก็...”
อู๋ทงเม้มปากก่อนตอบนิ่งๆ
“เจ้าคิดมากไปเอง”
ซือซิงเผยยิ้มเย็น
“หนอนพิษร้อยตัวของข้า พร้อมบุกถล่มสวนสมุนไพรเจ้าให้ราบเป็นหน้ากลอง ยังไม่พูดอีกหรือ!?”
เซียนแพทย์ถึงกับหน้าเผือดสี ลมหายใจสะดุด
เขากระซิบตอบนางด้วยความเจ็บใจลึก
"อิสตรีที่มีรูปโฉมงดงามแต่กลับมีจิตใจที่โหดเหี้ยมอำมหิต คิดการต่ำช้าได้เพียงนี้... คาดว่าองค์ชายสามคงยังไม่รู้ธาตุแท้เจ้า จึงยังลุ่มหลงถึงขั้นตามมาผูกไมตรีถึงยอดฉงเหว่ย ไม่คู่ควรเลยสักนิด"
ซือซิงยิ้มหวานแต่เคลือบไว้ด้วยพิษรุนแรง
"หากยังไม่รีบชี้แจงให้กระจ่าง ยังจะกล้าค่อนแคะอีก ระวังเตาหลอมยาของเจ้าจะเกิดปัญหาอย่างไม่ทราบสาเหตุ!"
ประโยคนั้นทำเอาอู๋ทงพูดไม่ออกไปชั่วครู่ ยืนนิ่งราวถูกตะปูตอกเข้าที่เท้า
ขณะในใจแอบบ่นเงียบๆ
'สหายผู้นี้ เลือดเย็นเกินกว่าจะคบหาต่อไปหรือไม่?'
