บท
ตั้งค่า

บทที่ 17 ทัณฑ์อัสนีเคราะห์

‘นี่มันเรื่องอันใดกันแน่?’

หัวใจซือซิงกระตุกวูบ สังหรณ์ใจอย่างประหลาด คล้ายว่าถ้อยสนทนาระหว่างเทพกาลเวลากับผู้ที่ลอยอยู่เหนือเกลียวพายุนี้ ต้องมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับนางอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

“เซียนดาวน้อย!”

เสียงตะโกนขานนามเฉพาะของนางดังขึ้นจากด้านหลัง น้ำเสียงนั้นนุ่มทุ้ม ไม่ห้าวกังวานเหมือนบุรุษทั่วไป แต่เต็มไปด้วยความเร่งร้อนและความห่วงใย จะเป็นใครไปได้นอกจากอู๋ทงเซียนจวิน

“บาดเจ็บรึไม่?”

อู๋ทงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตระหนก เขายกมือจับหัวไหล่นางแน่นราวเกรงว่านางจะล้มลง ดวงตาเรียวหงส์กวาดสำรวจไปทั่วเรือนกายของนางอย่างร้อนรน คิ้วเข้มขมวดแน่นจนแทบเป็นเส้นเดียว

ซือซิงส่ายหน้าเพียงเล็กน้อยแทนคำตอบ พร้อมยกยิ้มบางเบาให้สหาย ความอบอุ่นในแววตานั้นช่วยคลายความกังวลของเขาไปได้ถึงครึ่ง เพราะเบื้องบนเหนือศีรษะยังมีเทพใหญ่ อาวุธในมือของเขาคือสายฟ้าที่กำลังบิดหมุนจนฟ้าดินหวาดสะท้าน

และอึดใจต่อมา ก็มีเสียงคนอีกผู้หนึ่งตะโกนก้องมาแต่ไกล

“ช้าก่อน พี่หาน!”

น้ำเสียงนั้นเข้มแข็งห้าวหาญดุจวีรบุรุษผู้ยืนหยัดท้าศึกมานับหมื่นปี

เมื่อซือซิงหันกลับไปก็พบว่าผู้มาใหม่นั่นคือเทพสงคราม ผู้ที่นางเพิ่งคารวะฝากตัวเป็นศิษย์ได้เพียงไม่กี่วันนี้เอง

“พี่หาน เรื่องนี้พอจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้หรือไม่?”

เทพสงครามเอ่ยอย่างสุภาพต่อผู้ลอยอยู่เหนือเกลียวพายุ แม้น้ำเสียงจะอ่อนลงแต่แววตากลับเฉียบคมไม่ต่างจากขุนพลยืนกลางสนามรบ

“จิ้นฝานทำไปเพราะช่วยเหลือศิษย์ของข้า หาได้เลื่อนลอยไร้เหตุผล”

หลี่เฉียงก้าวเท้าด้วยจังหวะหนักแน่น ฝ่าแรงพายุเข้ามายืนอยู่กลางวงสนทนา ความกดดันบนท้องฟ้าจึงยิ่งทวีขึ้นจนแม้ซือซิงยังรู้สึกหายใจติดขัด

“หากเป็นผู้อื่นกระทำผิดสรรค์คงไม่พิโรธปานนี้ จิ้นฝานซ่างจวินเป็นผู้ควบคุมมิติภพมาช้านาน แต่กลับเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์นั้นเสียเอง ยอมส่งผลให้สวรรค์พิโรธลงทัณฑ์เขาอย่างเลี่ยงไม่ได้”

สิ้นวาจา ผู้ที่เทพสงครามเรียกเขาว่าพี่หาน ก็สะบัดหอกอัสนีออกไป แสงสีขาวเงินแลบวาบขึ้นก่อน ฉีกอากาศเป็นเส้นยาว สายฟ้าฟาดกระแทกพื้นข้างเท้าซือซิง เศษหินกระเด็นแตกกระจาย ลมร้อนแรงตวัดผ่านแก้มไปเฉียดผิว นางสะดุ้งเฮือกรีบดีดตัวถอยหลัง

บุรุษทั้งสามต่างตกตะลึง ถลึงตาใส่ผู้ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าด้วยความไม่พอใจ

โดยเฉพาะเทพสงคราม รังสีโทสะพวยพุ่งจนคล้ายจะปลุกพายุขึ้นอีกลูก

“ท่านทำเกินไปหน่อยรึไม่? เทพสายฟ้า!”

ผู้ถือสายฟ้ากลับตอบด้วยใบหน้าไร้อารมณ์

“น้องหลี่ ข้าก็เพียงแค่ตักเตือน เจ้าอย่าได้ก้าวก่ายเรื่องนี้เลย ข้ายังต้องนำเรื่องนี้ขึ้นทูลต่อเทียนจวินอีก”

แต่ไม่ทันที่เทพสงครามจะตอบ จิ้นฝานก็ขยับล่วงหน้า

เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีหมึก แววตาไม่ไหวเอนไปแม้เสี้ยวหนึ่ง

“เชิญท่านเรียกอัสนีเคราะห์ลงมาเถิด เรื่องนี้ ข้าขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว”

กล่าวจบ เขาหลับตาลงอย่างสงบ

ไม่ใช่ความยอมจำนน แต่เป็นความหนักแน่นของผู้ตัดสินใจรับผลลัพธ์ด้วยตนเอง

ซือซิงมองภาพนั้นแล้ว รู้สึกนับถือใจเขาเป็นอย่างยิ่ง แต่นางเห็นว่าต้นตอของเรื่องนี้เกิดจากความโง่เขลาของตนเอง นางเดาว่าขณะตกลงไปในธาราพรากวิญญาณ ความจริงนางอาจตายไปแล้ว อาจเป็นเขาที่ยื้อชีวิตนางกลับมาจึงต้องรับโทษเช่นนี้

เมื่อไตร่ตรองดีแล้ว ซือซิงก็ก้าวฉับออกไปยืนบังร่างเทพกาลเวลาเอาไว้

หญิงสาวร่างบางเมื่อเห็นว่ายังไม่อาจปิดบังร่างสูงกำยำของเขาได้มิด จึงกัดฟันกางแขนออกสุดกำลัง ราวโล่บางๆ ที่ตั้งใจจะยืนขวางพายุสายฟ้าทั้งหมดแทนเขาให้ได้

“รากมูลความผิดของจิ้นฝานซ่างจวินครั้งนี้ เกิดจากตัวข้าเอง”

นางเชิดหน้า น้ำเสียงหนักแน่นกว่าที่เคยเป็น

“ข้าจะเป็นผู้รับทัณฑ์นี้!”

“เจ้าบ้า! อยากตายรึไง!”

อู๋ทงร้องออกมาอย่างเดือดดาลจนเสียงสั่นสะท้าน

“ใช่ว่าผู้ใดก็สามารถรับอัสนีเคราะห์ได้! ถอยออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”

เขารีบกระโจนเข้ามาจับแขนสหายไว้แน่น พยายามดึงนางออกจากที่อันตรายร้ายแรง

แต่หญิงสาวกลับยืนแน่นิ่ง ราวกับหยั่งรากฝังตรึงอยู่กับพื้นไม่ยอมถอยแม้เพียงครึ่งก้าว

ความดื้อดึงแบบไม่แยกเหตุผลของนาง ทำให้สีหน้าอู๋ทงเคร่งเครียดจนเส้นเอ็นบนคอปูดขึ้นอย่างชัดเจน

พลันตะโกนลั่น

“อัสนีเคราะห์หนึ่งสายก็สามารถทำลายปราณวิญญาณเจ้าให้แตกสลายแล้ว จะดื้อดึงไปเพื่ออะไร!”

แต่ซือซิงยังคงไม่ไหวเอน ยิ่งถูกดึง นางยิ่งยืนขวางจิ้นฝานแน่นขึ้น การยื้อยุดกึ่งลากกึ่งฉุดดำเนินอยู่ครู่ใหญ่จนพื้นแทบจะสึก

จนกระทั่ง...

“ไปเถิด”

น้ำเสียงทุ้มต่ำแผ่วเบาดังขึ้นด้านหลัง ทำให้อู๋ทงหยุดมือโดยไม่รู้ตัว

จิ้นฝานลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า

ดวงตาสีนิลลึกดั่งเหวอันไร้ก้น ไม่ใช่นิ่งเฉยเย็นชาเหมือนเคย แต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ชวนให้หัวใจเต้นสะดุด

เขามองนางตรงๆ ราวโลกเงียบลงเหลือเพียงสองเรา

ริมฝีปากเขายกขึ้นเล็กน้อย เสี้ยวยิ้มที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนนับแต่รู้จักเขา

“เจ้าทำเช่นนี้ ข้าจะกล้าปล่อยให้เป็นอะไรไปได้อย่างไร”

เพียงประโยคสั้นนั้น กลับอัดแน่นไปด้วยความหมายที่เพียงนางและเขารับรู้ร่วมกัน

“อาซือ อย่าได้ดื้อรั้นอีกเลย”

ซือซิงหันมองตามเสียงเข้มกังวาน ท่านย่าก้าวเข้ามาอยู่ริมลานประลองตั้งแต่เมื่อใดนางก็ไม่ทันได้สังเกตเห็น ข้างกายมีม่านม่านยืนอยู่ด้วย ดูเหมือนนางกำนัลสาวจะสุขสบายดี นางมิได้บาดเจ็บอันใดตามคำบอกเล่าของเทพกาลเวลา

“ท่านย่า แต่...”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel