บทที่ 15 เจ้าขึ้นไปทำอะไรบนหลังคา?
‘ได้มาย่อมต้องมีวันสูญเสียไป ใช่ว่าทุกสิ่งจะเป็นดั่งใจหวัง’
ซือซิงเริ่มปลงตกกับเรื่องธาตุคุ้มครองกาย พบว่าเรื่องที่กลัดกลุ้มกังวลอยู่นี้ ก็มิถึงขั้นทำให้ถึงแก่ความตาย ไยต้องตระหนกลนลานให้วุ่นวายใจ หากชีวิตนี้ต้องพังทลายก็ล้วนแต่เป็นลิขิตสวรรค์
วาสนาของนางอาจไม่ดีเท่าหรงหมิ่น น้องสาวต่างมารดาที่เกิดมาพรั่งพร้อมไปเสียทุกด้าน มีผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำชู คอยประเคนถวายให้โดยไม่เคยเผชิญกับความยากลำบาก
บางครั้งนางก็อดน้อยใจในวาสนาของตนเองไม่ได้ เหตุใดจึงเกิดมาเคราะห์ร้ายนัก ไม่ว่าเรื่องอันใดก็ต้องใช้ความมานะอุสาหะแห่งตนจึงจะได้มา ชีวิตผ่านความทุกข์ยากมานับครั้งไม่ถ้วน ลึกๆ ความปรารถนาในใจนางหวังว่าตนสามารถบรรลุมรรคาเทพได้
กาลก่อน อู๋ทงเคยกล่าวกับนางว่า
“เจ้าคือผู้กล้าแห่งยุค ไม่ว่าเรื่องอันใดก็กล้ากระทำทั้งสิ้น ย่อมประสบผลสำเร็จในเร็ววัน”
ฟังคราแรกคล้ายถากถางอยู่นิดๆ หากไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง ถือเป็นกำลังใจจากสหายชั้นดีอย่างแท้จริง
ไม่ว่าอย่างไร นางก็ต้องช่วงชิงตำแหน่งเทพีดาวใต้ให้กลับคืนมา ที่เดิมทีท่านแม่ของนางเป็นผู้ปกครอง แม้ท่านพ่อจะกล่าวเป็นนัยว่าผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งนี้ได้ จำต้องบรรลุมรรคาเทพแล้วเท่านั้น ขณะนั้นมีเพียงหรงหมิ่นผู้เดียวที่ถูกวางตัว ด้วยฐานะสูงศักดิ์ทางฝ่ายมารดาเป็นถึงองค์หญิงเผ่าสัตว์เทพ เหล่าญาติผู้ใหญ่บางส่วนจึงลงความเห็นว่าฝ่ายน้องสาวเหมาะสมที่สุด
ส่วนพี่สาวเช่นนาง ที่ไม่เป็นที่รักใคร่เอ็นดู นิสัยยังดื้อด้านมุทะลุ จึงถูกเครือญาติระอา ยิ่งบางท่านเรียกขานนางว่า ‘ดาวมาร’ เสียด้วยซ้ำ
ณ แดนตาลปัตรในวันถัดมา...
“เจ้าขึ้นไปทำอะไรบนหลังคา?”
เสียงราบเรียบของเทพกาลเวลาแว่วเข้ามาในโสตของเซียนดาวน้อย ผู้ซึ่งกำลังนั่งกอดอกห้อยขาอยู่บนยอดหลังคาเรือน
“กำลังดูว่าท่านปลูกอะไรไว้ตั้งมากมายบนหินเหล่านั้น มีผลไม้ทิพย์บ้างหรือไม่? เผื่อจะมีลูกไหนเปล่งรัศมีเป็นผลไม้วิเศษ กินเข้าไปแล้วเพิ่มพูนพลังปราณข้าได้บ้าง”
นางตะโกนเสียงกึกก้องไปทั่วท้องพสุธา เสียงสะท้อนกลับมาราวตะโกนในโพรงถ้ำ นางรู้สึกว่าเป็นเรื่องสนุกจึงยิ้มออกมาอย่างร่าเริง
“ทุกต้นในแดนตาลปัตร ล้วนเติบโตด้วยปราณทิพย์ที่เกิดจากฤทธิ์ของข้า ย่อมคือทิพย์ทั้งสิ้น”
ดวงตากลมลุกวาวเป็นประกาย นางเพียงพูดไปเรื่อยเปื่อยแต่กลับเป็นเรื่องจริง พลันตื่นเต้นยินดี
“ซ่างจวินพอจะมีเมตตาให้ข้า นำกลับออกไปสักสองสามตะกร้าได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ย่อมได้”
เขาตอบน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม
เซียนดาวน้อยยิ้มกว้างสุดปิติ ดีใจเป็นล้นพ้น ยกสองมือป้องปากตะโกนกู่ก้องสุดเสียงทีละคำ
“ขอบ คุณ ซ่าง จวิน เจ้า ค่า”
จิ้นฝานเงยหน้ามองหญิงสาวที่เติบโตแล้วแต่ยังแสดงท่าทีไร้เดียงสาเหมือนเด็กของนาง ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยจนถึงระดับเพิกเฉย ผู้ไม่เคยแยแสต่อความเคลื่อนไหวใดๆ บัดนี้อดที่จะคลี่ยิ้มออกมาเสียไม่ได้ พาให้ดวงตาสีนิลเย็นเยียบคู่นั้นเปล่งประกายสุขไสขึ้นอย่างประหลาด
“แล้วข้าจะเก็บผลไม้ทิพย์เหล่านั้นได้อย่างไรเล่า ไม่มีไฉ่หงพาไป จะมีใครพาข้าไปกัน?”
นางแสร้งบ่นงึมงำให้เขาได้ยิน พลางชำเลืองตาลงมามองผู้ยืนสงบนิ่งด้านล่าง มีปฏิกิริยาจะคล้อยตามนางบ้างหรือไม่
“ใช้ความสามารถเจ้าเองเถิด”
“ข้าไร้วิชาอาคมปานนี้ จะใช้ความสามารถใดกัน?”
“วิชากระบี่”
“ท่านจะสอนวิชากระบี่ให้ข้า?”
เขาพยักหน้าตอบ
“ถ้าเช่นนั้นเริ่มกันเลยดีหรือไม่!”
กล่าวจบ นางลุกขึ้นเตรียมปีนลงจากหลังคาเรือน
จิ้นฝานยืนมองนางปีนลงอย่างแคล่วคล่องว่องไวโดยปราศจากวิชาฤทธิ์ ดูท่ากาลก่อนนางคงซุกซนไม่น้อย ไร้ผู้กำราบ เติบโตเพียงนี้ยังไม่ทิ้งคราบ ช่างไม่สมกับการเป็นอิสตรีผู้สูงศักดิ์โดยแท้
จากนั้นเทพกาลเวลาก็ก้าวนำหน้านางเข้ามายังโถงกว้างในเรือน เขาปรายตามองนางเล็กน้อย ก่อนเอ่ยสั้นๆ
“นั่ง”
ซือซิงย่อตัวลงนั่งบนเบาะผืนสีขาวสะอาดผืนเดิม
วันนี้เทพผู้สูงส่งสวมชุดสีขาวตลอดร่าง เกล้ามวยผมปักปิ่นหยกขาวเช่นเมื่อวานที่พบกัน แต่ จู่ๆ ภาพร่างเปลือยเปล่ากำยำของเขาก็ปรากฏขึ้นในสมอง นางสะดุ้ง ขนหัวลุกเกรียวขึ้นมา ไม่คิดว่าจะกลายเป็นภาพติดตาเช่นนี้ จึงสั่นสะบัดศีรษะไล่ความทรงจำ
'เขาแต่งกายเช่นนี้ก็ดีแล้ว'
จิ้นฝานยืนจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถาม
“เจ้าร่ำเรียนวิชากระบี่จากผู้ใด?”
คำถามทำเอามือซือซิงที่วางอยู่หน้าขากระตุกด้วยความตื่นตระหนก นางเคยกล่าวลวงเทพสงครามว่าไม่เคยเรียนวิชากระบี่ ถ้อยคำลวงนั้นกลับมาผูกรัดคอจนนางมิอาจเปล่งเป็นคำออกมา ไม่ทราบว่าเขาล่วงรู้ความลับที่นางไม่เคยเปิดเผยได้อย่างไร!? หากถูกจับโกหกได้ย่อมไม่เป็นผลดี
หลังครุ่นคิดชั่วครู่ นางจึงกล่าว
“เซียนแพทย์ อู๋ทงเซียนจวิน”
หลุดตามองพื้นแล้วเอ่ยต่อ
“เพียงเล็กน้อยเรียนไปเพื่อใช้ป้องกันตัว”
