บท
ตั้งค่า

บทที่ 14 ลิขิตสวรรค์มิอาจแพร่งพราย

นางค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจนผิวน้ำกระเพื่อมเป็นวง เสียงน้ำไหลรินจากเรือนกายลงสู่บ่อน้ำดังซ่าๆ ก่อนยกเท้าก้าวขึ้นเหยียบขอบบ่อแล้วดึงร่างขึ้นยืนอย่างสง่างาม

ครั้นยืนมั่นคงแล้ว นางสะบัดแขนเสื้อที่เปียกชุ่มน้ำดัง พรึบพรับ พยายามเรียกศักดิ์ศรีคืนมาทีละชั้น

พลางชำเลืองมองบุรุษผู้ยังหลับตานิ่งราวกับไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

นางสูดหายใจลึก

"หากซ่างจวินแช่ตัวเสร็จแล้ว เชิญไปพูดคุยกันยังศาลาด้านโน้นเถิดเจ้าค่ะ เห็นจะเหมาะกว่าที่นี่"

ทันทีที่กล่าวจบ จิ้นฝานเพียงยกมือขึ้นโบกเบาๆ

แสงเวทสีเงินไหลวาบผ่านกลางอากาศ อาภรณ์สีชาดของนางก็แห้งสนิท แม้แต่ผิวกายก็ถูกพลังปราณอุ่นแผ่วไล่ไอน้ำจนกลับสู่สภาพก่อนเกิดเหตุในพริบตาเดียว

ซือซิงชะงักฝีเท้าเพียงชั่วลมหายใจ นางหลุบตาลงมองอาภรณ์บนกายที่กลับมาแห้งสะอาด ราวกับไม่เคยพลัดตกลงบ่อน้ำมาก่อน ทว่าปลายลิ้นกลับหนักอึ้งเกินจะกล่าวคำใด แม้เพียงคำว่า

‘ขอบคุณ’

ก็ไม่อาจหลุดออกมาแม้ครึ่งคำ

นางสะบัดหน้าอย่างงอนๆ ก่อนก้าวออกไปจากตรงนั้น โดยไม่หันกลับมามองบุรุษผู้กำลังนั่งแช่ตัวอยู่ในบ่อน้ำพุร้อนอีกเลย

จิ้นฝานทอดสายตามองแผ่นหลังเล็กที่พยายามทำใจแข็งใส่เขา เรียวปากคลี่ยิ้มบาง แต่กลับเต็มไปด้วยความพอใจที่ยากจะปิดบัง

‘โกรธได้น่าเอ็นดูปานนี้ จะปล่อยให้เจ้าไปเผชิญชะตากรรมเพียงผู้เดียวได้อย่างไร’

ค่ำคืนในแดนตาลปัตรแตกต่างจากสวรรค์ชั้นฟ้า

ใต้ผืนพสุธาอันกว้างใหญ่ไพศาล คล้ายเงียบสงบ คล้ายเงียบเหงา ไร้ดวงจันทราส่องแสง ไม่มีแม้ดวงดาราให้เชยชม ความจริงไม่ว่าอยู่แห่งหนใดในเจ็ดดินแดนก็สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ยากเย็นนัก แต่ที่นี่ต่างออกไป มีเพียงแสงจากตะเกียงบนโต๊ะข้างมือนางที่ส่องสว่างอยู่

ซือซิงกุมถ้วยน้ำชานั่งทอดอารมณ์ เหม่อมองไปยังหินสีดำก้อนใหญ่ที่ลอยอยู่นอกศาลา... นั่นต้นพลับที่ปลูกบนก้อนหินใช่หรือไม่? หากเป็นยามปกตินางคงชวนม่านม่านขี่เมฆไปดูว่าผลบนต้นสุกพร้อมเก็บมารับประทานหรือยัง...

ขณะความคิดล่องลอย มือก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่ม พลันนั้น ได้ยินเสียงฝีเท้าดังสวบสาบของคนผู้หนึ่งกำลังก้าวขึ้นมายังศาลา ซือซิงสะดุ้ง น้ำชาคำใหญ่ที่อยู่ในกระพุงแก้มพรวดกลับลงในถ้วยจนหมด

ด้วยชุดที่เทพกาลเวลาสวมอยู่เป็นผ้าแพรเนื้อบางสีขาว เรือนผมดำขลับยาวสยายเต็มแผ่นหลัง มิได้ม้วนเกล้าปักปิ่นหยกเหมือนครั้งแรกที่พบกัน ทว่าสีหน้าของเขายังคงเคร่งขรึมและสำรวมไม่เปลี่ยน

‘จะดีชั่วอย่างไรก็ไม่ควรสวมชุดนอนมาพบผู้อื่นในยามวิกาลเช่นนี้ สมแล้วที่เป็นเทพพิสดาร มิกลัวเกรงข้อครหาใดๆ’

ซือซิงค่อนแคะเขาอยู่ในใจ

ครั้นสายตาปะทะกัน ทั้งสองสบตากันอยู่ชั่ววูบ อีกวูบถัดมา เซียนดาวน้อยรั้งสายตากลับมาจับจ้องที่ต้นพลับบนหินก้อนใหญ่อีกครั้ง แล้วเอ่ยว่า

“เนื้อหนังมังสาควรถนอมปิดให้มิดชิด ท่านสูงวัยแล้วควรสวมใส่ให้มากชิ้นหน่อย ข้าห่วงว่าท่านจะเสียสุขภาพ”

“ห่วงข้า?”

“ท่านมีเสื้อคลุมกันลมหรือไม่? ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปในเรือนนำมาให้ท่าน”

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวกำลังจะก้าวลุกออกไป เขาจึงกางแขนข้างหนึ่งขวางนางไว้ ระยะห่างเพียงหนึ่งฉื่อ ทำให้นางหยุดกึก เสียงลมหายใจของเขาชัดเจนในสองหู เลือดในกายฉีดขึ้นใบหน้า หัวใจเต้นถี่ขึ้นอย่างประหลาด กลัวว่าเขาจะรับรู้ความเปลี่ยนแปลง จึงถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วย่อกายลงนั่งบนเก้าอี้

ครั้นเห็นนางนั่งแล้ว เทพกาลเวลาก้าวลงนั่งฝั่งตรงข้าม กล่าวสุขุมเยือกเย็น

“ลมราตรีพัดเย็นสบายหรือเจ้าไม่คิดเช่นนั้น”

กล่าวจบ เขาหยิบถ้วยน้ำชาในถาด ยกกาน้ำชาเทลงในถ้วยแล้วดื่มหนึ่งคำ

“อืม ชงได้ไม่เลว”

ซือซิงรอจังหวะให้จิ้นฝานยกสายตาขึ้นมองนาง แต่เขาก็ยังจ้องอ่างดอกบัวน้อยบนโต๊ะ นางทนรอไม่ไหว จึงแสร้งกระแอมเสียงหนึ่งที ก่อนเอ่ยถึงเจตนาที่ต้องการพบเขาในยามวิกาล

“เทพสงครามได้บอกกล่าวท่านหรือไม่ ว่าเขาจะพาม่านม่านไปยังที่ใด?”

“บรรพตฉงเหว่ย เทวะตำหนักเทพีซูเหยา”

เขากล่าวตอบทันทีเมื่อเห็นนางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความฉงนสงสัย จากนั้นจึงเสริมว่า

“นางไม่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังฟื้นคืนสติแล้ว ไม่มีสิ่งใดน่าห่วง”

“ธาตุคุ้มครองกายยังอยู่กับม่านม่านหรือไม่?”

“สรรพสิ่งล้วนแปรผัน ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ยึดติด เผชิญความเปลี่ยนแปลงด้วยปัญญา”

ซือซิงนิ่งไปครู่ นางคล้ายจะเข้าใจและไม่เข้าใจในคำพูดนั้นของเขา สรุปเขาได้ตอบคำถามนางหรือไม่? เมื่อทบทวนถี่ถ้วนในใจแล้ว...นางก็ตอบตนเองว่าไม่

แต่เขากำลังบอกบางอย่างเป็นนัยกับนางต่างหาก จึงเสี่ยงถาม

“ท่านกล่าวคล้ายจะล่วงรู้ชะตาข้า... ข้าขอถามตรงๆ เถิด กาลข้างหน้าข้าจะมีชีวิตเช่นไร? ซ่างจวินจะสามารถแก้ไขพลังปราณในกายข้าให้กลับคืนเป็นปกติได้หรือไม่?”

เทพกาลเวลายกมือของเขาขึ้นข้างหนึ่ง เหมือนมือนั้นจะมุ่งหมายมาทางศีรษะของนาง แววยิ้มปรากฏในดวงตาเขาวูบหนึ่ง ทำให้ซือซิงถึงกับสะดุ้ง เอียงคอหลบทันที

ทว่ามือใหญ่มิลดละความพยายาม กลับเอื้อมจนสุด จึงสามารถวางลงกลางกระหม่อมนางได้สำเร็จ แล้วเอ่ยเบาๆ

“ลิขิตสวรรค์มิอาจแพร่งพราย ไม่ช้านานเจ้าก็จะได้รู้เอง”

เขายกถ้วยชาขึ้นดื่มอีกคำ แล้วหันมากล่าวกับนางอีกหนึ่งประโยค

“รุ่งเช้าชงให้ข้าอีกกา”

เรียวขาแกร่งก้าวลงจากศาลาอย่างมั่นคง นางมองตามแผ่นหลังกว้างของเขาไปจนกระทั่งเขาเลี้ยวลับเข้าไปในเรือน จึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ พลางคิดในใจ

‘เทพกาลเวลาผู้นี้ ช่างเก็บความลับของสามภพได้รอบคอบนัก ช่างเป็นผู้คุมกฎที่เถรตรงและไร้ความลำเอียงเสียจริง’

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel