บทที่ 13 เรื่องนี้ปกติธรรมดายิ่ง
‘ซวยแล้ว!’
หญิงสาวพยายามสะกดข่มสีเลือดที่ทำท่าจะแผ่ซ่านขึ้นสู่ใบหน้า มือไม้รีบลนลานคลายวงแขนที่เผลอโอบรัดคอเขาไว้อย่างแน่นหนาเมื่อครู่ แล้วไถลร่างตัวเองออกห่างด้วยความรวดเร็ว
เพียงสองช่วงแขนก็ถึงขอบฝั่ง ไหนเลยตะกี้จึงคลำไม่เจอกันเล่า!
‘เหตุใดกัน... เหตุใดจึงต้องเป็นข้า! ที่ต้องพบกับเรื่องทุกข์ยากซ้ำแล้วซ้ำเล่า...’
นางเม้มริมฝีปากแน่น กรีดร้องอยู่ภายในใจ ไม่กล้าโวยวายออกมาตรงๆ
พลางนั่งกอดเข่ารัดตัวเองจนกลายเป็นก้อนกลมอยู่ในน้ำ เหลือโผล่เพียงใบหน้าน้อย ๆ ขึ้นมาเท่านั้น นางไม่กล้ามองเขาตรง ๆ จึงเพียงค่อย ๆ เหลือบตาขึ้นมององค์เทพผู้สูงส่งด้วยความกระอักกระอ่วนเต็มประดา
ฝ่ายนั้นกลับนั่งนิ่ง สีหน้าของเขายังคงสุขุมเยือกเย็นไร้ความไหวติง แต่ดวงตาสีนิลคู่นั้นกลับจับจ้องใบหน้านางไม่ละไปไหนสักชั่วขณะ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ถูกเจ้าล่วงเกินเพียงนี้ ไม่ทราบจะรับผิดชอบอย่างไร?”
ซือซิงหลุดถามออกไปอย่างไม่เชื่อหูตนเอง
“เรื่องเช่นนี้ซ่างจวินถือสาด้วยหรือเจ้าคะ?”
ทว่าเขากลับตอบหน้านิ่ง
“ถือสาเป็นอย่างยิ่ง”
นางขมวดคิ้วมองเขาด้วยความฉงนปนไม่เข้าใจ อดที่จะสงสัยไม่ได้ เหตุใดองค์เทวะผู้ตัดอารมณ์ทั้งเจ็ด กิเลสทั้งหก ไม่ข้องแวะเรื่องทางโลกแล้ว ไยต้องหาความรับผิดชอบในสถานการณ์เช่นนี้อีก?
“ขออภัย ข้าคิดว่าเรื่องนี้ปกติธรรมดายิ่ง กาลก่อนท่านก็คงประสบเรื่องพรรค์นี้มาบ้าง ไยต้องมาถือสาหาความรับผิดชอบกับเซียนตัวเล็กๆ เช่นข้าด้วยเล่า”
มุมปากเขากระตุกเล็กน้อย
“คิดจะปัดความรับผิดชอบ?”
ซือซิงเริ่มมีโทสะปะทุขึ้นมาเพราะความอับอาย
“ใช่ว่าข้าได้พรากพรหมจรรย์ท่านจนท่านตั้งครรภ์ซะเมื่อไหร่กัน! จะให้ข้ารับผิดชอบตบแต่งท่านเป็นชายารับเข้าตำหนักเช่นนั้นเลยรึไม่? ซ่างจวินจึงจะพึงพอใจ!”
จิ้นฝานนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะกำลังคิดตามอย่างจริงจัง
“ไม่เลว”
คำตอบของเขาราบเรียบ ทว่าเมื่อกระทบหูซือซิงกลับทำให้นางตะลึงงัน อ้าปากค้าง พูดไม่ออกแม้เพียงครึ่งคำ
ในหัวมีเพียงเสียงกรีดร้องลั่น
‘บ้าแล้ว! ข้าแค่ประชด! ท่านฟังไม่เข้าใจรึไง?’
ลมเย็นลูกหนึ่งพัดผ่านมาปะทะกับม่านไอขาว ทำให้ควันบางส่วนถูกหอบหายไปจนเห็นผิวน้ำชัดขึ้น ไออุ่นระลอกใหม่ลอยขึ้นเอื่อยๆ คงเพราะยังลอยอ้อยอิ่งบางเบา นางจึงสามารถมองเห็นอีกฝ่ายได้ถนัดตายิ่งกว่าเมื่อครู่
ยามนี้เขายังคงนั่งนิ่งราวกับรูปสลักเทพเจ้า ดวงตาคู่คมจ้องตรงมาที่นางอย่างเปิดเผย ปราศจากความเกรงใจโดยสิ้นเชิง จนหัวใจนางเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่ง
ซือซิงจึงเชิดตัวขึ้นเล็กน้อย มองตอบเขาอย่างไม่ยอมแพ้ ราวกับจะบอกว่า ข้าไม่กลัวท่านหรอกนะ
ทั้งสองสบตากันอยู่นาน นานจนซือซิงหลงลืมความอับอายเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น สายตาของนางค่อยๆ เลื่อนต่ำลงอย่างไม่ตั้งใจ มองหยดน้ำบนคางคมของเขาที่เกาะตัวเป็นเม็ดเล็กๆ ก่อนค่อยๆ กลิ้งรวมกันกลายเป็นหยดโตใต้ปลายคางเรียวนั้น ทันใดก็ร่วงกระทบกระดูกไหปลาร้า แล้วไหลลงบนแผ่นอกขาวสะท้อนแสงดุจหยก ผิวเขาดูเหมือนเปล่งรัศมีอุ่นล้อมรอบจางๆ
กล้ามท้องช่วงบนที่โผล่พ้นผิวน้ำเพียงครึ่งกลับคมชัดเสียจนหัวใจนางกระตุกเฮือก ความคิดล่องลอย
‘ทำไมถึง…น่ามองได้ถึงเพียงนี้นะ!’
ลมเย็นพัดอีกวูบ นางสะดุ้งดั่งถูกปลุกจากความฝัน ใบหน้าร้อนวาบจนแทบเดือด รีบหลับตาปี๋ เผลอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อตั้งสติ
'ซือซิง! เหตุใดเจ้าจึงเผลอไผลมองร่างกายผู้อื่นเช่นนั้นเล่า!’'
นางตำหนิตนเองในใจอย่างหนัก
ทั้งยังต้องบังคับลมหายใจให้สงบลงอย่างทุลักทุเล ราวกับบุรุษตรงหน้ามิใช่เทพกาลเวลา แต่เป็นเพลิงสุมที่พร้อมเผาจิตน้อยๆ ของนางให้ละลายได้ทุกเมื่อ
‘การอยู่ที่นี้ต่อไปไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง’
วูบถัดมา นางจึงรีบเบือนหน้าเฉไปอีกทาง หากไม่ทำเช่นนั้น นางคงต้องหลับตาพูดกับเขาเสียแล้ว เพื่อไม่ให้สายตาเจ้ากรรมของตนพาใจเตลิดไปมากกว่านี้
ซือซิงสูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวเสียงจริงจัง
“ข้ารู้สึกว่าการที่ตกลงมาในบ่อน้ำพุร้อนนี้ ช่างมีเงื่อนงำน่าสงสัยอยู่หลายประการ คล้ายจงใจ คล้ายเจตนา... ก็ยากจะวินิจฉัย อีกทั้งข้าเป็นอิสตรีที่เพิ่งผ่านเคราะห์กรรม ยังพักรักษาตัวอยู่ในเรือนของท่าน แต่ซ่างจวินกลับ...เปลื้องผ้าอาบน้ำเช่นนี้ ไร้ซึ่งเครื่องกำบังใดๆ”
นางเม้มปากแน่น หางตาเหลือบมองเขาอยู่เล็กน้อย
“ท่านไม่รู้สึกละอายใจต่อข้าบ้างหรือ?”
กล่าวจบ นางยกมือปาดหยดน้ำที่ไหลตามพวงแก้มออกพลางเอ่ยต่อ
“ความจริง ข้ามีเรื่องจะขอคำชี้แนะ ไม่พบท่านในเรือนจึงเดินตามมาถึงหลังเรือนนี่”
ดวงตาสีรัตติกาลของเขาเหลือบมองเพียงน้อย ก่อนตอบเรียบๆ
“เช่นเจ้า ยังต้องมีผู้ชี้แนะอันใดอีก”
เส้นสติขาดผึ่ง ซือซิงหันขวับ จ้องหน้าเทพกาลด้วยความโมโห
"เช่นข้า หากไม่ถึงทางตันหมดสิ้นหนทางแล้วไซร้ คงไม่อยู่รบกวนซ่างจวินนานปานนี้ดอกเจ้าค่ะ"
จิ้นฝานขยับลำตัวเอนหลังพิงหินใหญ่ใกล้กายอย่างผ่อนคลาย หลับตาลงราวกับกำลังฟังเสียงลมมากกว่านางเสียอีก ก่อนเอ่ยอย่างเกียจคร้านทว่าเชื้อเชิญชัดเจน
"มีเรื่องอันใด...ว่ามา"
ซือซิงกลอกตาขวาง ถอนหายใจเฮือกยาวในใจ ราวกับต้องต่อกรกับคนที่ ‘นิ่งแต่กวนที่สุดในสามภพ’
