บทที่ 12 เทพกาลเวลา(2)
ห้องโถงกว้างโล่ง ตกแต่งเรียบง่าย ไม่มีสิ่งใดฟุ่มเฟือย เครื่องเรือนมีเพียงเท่าที่จำเป็น โต๊ะไม้เตี้ยตั้งอยู่ใจกลางห้อง บนโต๊ะมีชามน้ำแกงเม็ดบัวน้ำตาลกรวดส่งกลิ่นหอมอบอวลชวนให้หัวใจผ่อนคลายอย่างประหลาด
ซือซิงนั่งลงบนเบาะรองนั่งผืนสีขาวสะอาด ยื่นจมูกดมกลิ่นหวานอุ่นของน้ำแกงใกล้ๆ ก่อนค่อยๆ ยกชามขึ้นดื่ม ความหวานละมุนเย็นนุ่มไหลผ่านคอราวกับชำระล้างความเหนื่อยล้าในกาย
ดวงตากลมโตมองเลยจากห้องโถงออกไป เห็นระเบียงทางเดินทอดยาวเชื่อมกับศาลาไม้ทรงแปดเหลี่ยม คล้ายกับศาลาที่นางเคยเห็นในวังหยวนหนิงไม่มีผิด
นางดื่มจนหมดชามจึงวางลง ก่อนขยี้ตาอีกครั้งเพื่อเพ่งมองสิ่งที่อยู่ไกลออกไปที่ปลายระเบียง
“ทะเลสาบ?”
นางพึมพำแผ่วเบา แต่เมื่อเพ่งดูอีกที กลับไม่ใช่น้ำ หากเป็นอากาศว่างเปล่า ยืดขยายออกไปสุดสายตา
เหนือหลังคาเรือนก็เช่นกัน มิใช่ท้องฟ้าแต่คือผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่
ฟ้าต่ำแผ่นดินสูงเช่นนี้ นางก็เพิ่งจะเคยพบเห็นเป็นหนแรกในชีวิต
แล้วนั่น...
หินสีดำลอยคว้างอยู่ทุกทิศทุกทาง บางก้อนมีต้นไม้งอกขึ้นมาเขียวชอุ่มเหมือนกำลังเติบโตอยู่กลางอากาศ ราวแดนประหลาดที่ไม่ควรมีอยู่จริง
ซือซิงลุกขึ้น ก้าวไปยังชานไม้ที่ยื่นออกสู่ความว่างเปล่ากว้างใหญ่
และที่ปลายชานนั้นเอง เทพกาลเวลายืนสงบนิ่ง มือไพล่หลัง ชายอาภรณ์สีขาวปลิวแผ่วตามลมเย็น
นางหยุดยืนอยู่ด้านหลังเขา หัวใจเต้นแรงด้วยทั้งความประหลาดใจและความไม่เข้าใจ
“ข้ายังมีอีกข้อที่สงสัย ไยท่านจึงหันหลังให้การเสวยสุขบนสวรรค์ชั้นฟ้า มาอยู่เสียดินแดนพิลึกพิลั่นแห่งนี้”
จิ้นฝานเหลือบตามองนางเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเนิบช้า
“ที่แห่งนี้คือแดนตาลปัตร เป็นหนึ่งในดินแดนที่ข้าสร้างขึ้นด้วยตัวเอง”
ซือซิงเลิกคิ้วสูง
“หมายความว่า…ดินแดนนี้มิได้อยู่ในสามพิภพเจ็ดดินแดนหรือ?”
เขาพยักหน้าตอบเช่นเคย
‘ช่างเป็นเทพพิสดารมีความชมชอบที่แปลกประหลาดยิ่งนัก’
นางคิดในใจพลางกวาดตามองโดยรอบอย่างระแวดระวัง
ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใด ไร้แม้แต่เงาสัตว์เทพหนึ่งตน ความวังเวงผนวกกับการปราศจากดารารัตนชาติทำให้นางยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาจับใจ
เขาคงเห็นความคิดสะท้อนบนสีหน้าของนาง จึงกล่าวขึ้นโดยไม่หันมา
“นอกจากเจ้ากับข้าแล้ว ไม่มีผู้อื่น”
ซือซิงสะดุ้งเล็กน้อย
“เช่นนั้น…เหตุใดท่านกับข้าจึงต้องมาอยู่ที่นี่ และต้องอยู่นานเพียงใดกันเจ้าคะ?”
“แดนตาลปัตรมีปราณทิพย์ใกล้เคียงกับพิภพสวรรค์ อาการบาดเจ็บของเจ้าจะฟื้นเร็วกว่าอยู่ภายนอก อีกสองสามวัน เมื่อเจ้าหายดีกว่านี้ ข้าจะพาออกไป”
ซือซิงพยักหน้าเร็วราวกลัวเขาเปลี่ยนใจ
“ท่านพูดถูก ข้าได้รับบาดเจ็บจากมนุษย์หมาป่าตนนั้นจริง มันซัดพลังอัดร่างข้าเสียเต็มแรง จนข้ากระอักเลือด...ยังรู้สึกเจ็บอยู่เลย ปกติข้ามีดารารัตนชาติคุ้มกาย ไม่เคยต้องหลั่งเลือดแม้ครึ่งหยด แต่ตอนนี้ธาตุคุ้มครองกายอยู่ที่ม่านม่าน... แต่ประเดี๋ยวออกไปนางก็คืนข้าเอง”
จิ้นฝานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตวัดสายตามาจ้อง
“หากกาลข้างหน้า เจ้าไม่มีธาตุคุ้มครองกาย”
ซือซิงชะงักไปหนึ่งลมหายใจ ก่อนขึ้นเสียง
“ข้ารู้จักม่านม่านดี นางอาจเป็นเพียงบ่าวรับใช้ แต่ท่านอย่าได้ดูแคลนว่าคุณธรรมของนางต่ำต้อย นางย่อมคืนมันให้ข้า!”
น้ำเสียงแข็งกระด้างจนกระทั่งตัวนางเองยังรู้สึกได้ นางสะบัดหน้า หันหลังกลับอย่างหัวเสียทั้งที่ไม่รู้เพราะอะไร
“ซือซิงขอตัวกลับไปพักผ่อน ไม่อยู่รบกวนซ่างจวินแล้วเจ้าค่ะ”
นางเดินฉับกลับเข้าเรือน ปิดประตูดังปัง! แล้วทรุดลงบนเตียง ขลุกอยู่ในห้องนอนตลอดทั้งวัน จวบจนยามค่ำมาเยือน นางยังหลับไม่ลง ความคิดวนเวียนอย่างไร้ปลาย
สมองยังขบคิดเรื่องธาตุคุ้มครองกาย ความจริงแล้วลึกๆ ในใจนางกังวลอยู่ตลอด เหตุเพราะยึดติดกับสิ่งนี้มาสองหมื่นปียากจะปล่อยวางได้ หากสูญเสียดารารัตนชาติไปไม่ว่าทางใดก็ตาม นางจะถูกผู้อื่นรังแกจนถึงแก่ชีวิตหรือไม่?
'ปราศจากพลังปราณ ไร้วิชาเซียน ไม่มีธาตุคุ้มครองกายชีวิตอัปมงคลโดยแท้'
นางพลิกตัวไปมา ก่อนถอนหายใจหนักๆ
เมื่อกลางวันนางทำเสียมารยาทออกไปเช่นนั้น มาคิดๆดูนางช่างวู่วามนัก หากไม่บุ่มบ่ามจากมาก่อนฟังถ้อยคำท่านเทพผู้เฒ่ากล่าวให้กระจ่าง ป่านฉะนี้คงพบทางสว่างไม่ต้องกลัดกลุ้มใจจนนอนไม่หลับอยู่เช่นนี้
“ผู้ใหญ่ไม่ถือสาผู้น้อย ซ่างจวินเป็นผู้มีศีล ตัดอารมณ์ทั้งเจ็ดกิเลสทั้งหกแล้ว ย่อมไม่ถือโทษโกรธกันดอกกระมัง?”
นางกล่าวปลอบขวัญตนเองเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความกลัวที่เคยขวางอกก็คล้ายเบาบางลง ฮึกเหิมขึ้นมานิดๆ จนใจกล้าพอจะออกไปเผชิญหน้ากับเขาขึ้นมาบ้าง
ซือซิงเดินสำรวจไปยังห้องต่างๆ ภายในเรือน ช่างว่างเปล่าช่างเงียบเชียบ
กระทั่งเดินอ้อมมายังด้านหลังเรือน แล้วก็ชะงัก เห็นว่ามีบ่อน้ำพุร้อนอยู่ ท่ามกลางหมอกควันสีขาวขุ่นจนไม่อาจมองสิ่งใดได้ถนัดตา
ซือซิงสะดุดความคิดหนึ่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน
‘หรือว่า…ซ่างจวินท่านกำลังแช่น้ำอยู่?’
ใจนางตกวูบ
หากเป็นเช่นนั้น ไม่เท่ากับมารบกวนในเวลาส่วนตัวของท่านหรือ?
น่าอับอายนัก…
คิดได้ดังนั้นนางรีบหมุนตัวหันหลังกลับ แต่ควันขาวกลับลอยซัดสูงขึ้นบดบังทางเดินจนมองไม่เห็นหนทางที่เดินมาเมื่อครู่
ซือซิงจึงยกเท้าก้าวลงไปอย่างช้าๆ พยายามคลำทางกลับให้ถูก ก้าวที่หนึ่ง…ก้าวที่สอง…
ก้าวที่สาม...แผละ!
ไม่รู้ว่าฝ่าเท้าของนางเหยียบโดนสิ่งใด ลื่นปรื้ดจนเสียหลัก ก่อนที่นางจะตั้งตัวได้ ร่างทั้งร่างก็หงายหลังร่วงลงไปในบ่อน้ำพุร้อนเสียงดังตูม!
ความร้อนผ่าวแผดผ่านทั่วเรือนกาย นางพยายามดันตัวขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ใบหน้าเปียกโชกปรอยน้ำไปทั้งแถบ นางยกมือควานหาขอบบ่ออย่างลนลาน แต่กลับสะดุด!
ร่างของซือซิงทรุดฮวบลงไปข้างหน้า ทับลงบนบางสิ่ง…
ไม่ใช่ก้อนหิน ไม่ใช่ขอบไม้ แต่เป็น…
ร่างคนหนึ่ง
แถมยังเป็นร่างเปลือยเปล่ากำยำ ที่ผิวร้อนจัดจนทำให้ปลายนิ้วของนางสะดุ้งราวถูกไฟลวก!
มือเล็กคว้าไปข้างหน้าหาหลักยึดอย่างไร้สติ ผลคือไปเกี่ยวคล้องต้นคอของอีกฝ่ายไว้แน่น ใบหน้านุ่มเย็นเฉียบของนางซบชิดกับผิวแก้มอุ่นของเขาอย่างจัง จนลมหายใจของบุรุษคนนั้นทาบสัมผัสที่ปลายริมฝีปากนางพอดี
หัวใจซือซิงกระตุกวาบ
โลกแทบหยุดหมุน
ณ แดนตาลปัตรนี้…มีเพียงสองคนเท่านั้น
เช่นนั้นคนที่นางกำลังทับอยู่นี้
คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก…
จิ้นฝานซ่างจวิน!
