บทที่ 11 เทพกาลเวลา
ซือซิงสะลึมสะลือค่อยๆ เผยอเปลือกตาขึ้นทีละน้อย ดวงตาที่ยังพร่ามัวมองเห็นเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างเตียง
“ฟื้นแล้วหรือ?”
น้ำเสียงทุ้มนิ่ง ฟังยังไงก็ไม่ใช่เสียงของบิดานางอย่างเด็ดขาด
เขาลุกขึ้นยืน เฝ้ามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประเมินบางสิ่งในเงียบงัน ก่อนเขาจะหมุนกายเดินจากไป เสียงฝีเท้าช้าและมั่นคงค่อยๆ ห่างออกไปจนกลายเป็นความเงียบ
ซือซิงลืมตาขึ้นเต็มที่ พบว่าตนกำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องเล็กสะอาดเรียบง่าย ครั้นพลิกกายตะแคงก็รู้สึกปวดระบมไปทั้งตัว เวียนศีรษะเล็กน้อย นางกัดฟันทน พลางย้อนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหมดสติ
นางถูกพลังมนุษย์หมาป่ากระแทกร่างจนกระเด็นลงธาราพรากวิญญาณ
และในเวลาต่อมาคาดว่าบุรุษผู้นี้คงเป็นคนช่วยนางขึ้นมาสินะ
แล้วม่านม่านเล่า?
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นอย่างร้อนรนในอก ซือซิงรีบยันกายลุกขึ้นอย่างลืมเจ็บที่แล่นไปทั่วร่าง
“ม่านม่าน!”
เซียนดาวน้อยขมวดคิ้วแน่น พยายามใช้มือยันตัวลุกขึ้นยืน แต่ขาทั้งสองกลับไร้เรี่ยวแรงจนเซถลาไปด้านหนึ่ง ขณะที่ร่างบางกำลังจะล้มลงนั้น...
บุรุษผู้นั้นเดินเลี้ยวผ่านปากประตูเข้ามาพอดี ราวกับลมเย็นกระทบผืนผ้า เขาใช้วิชาหายตัวเพียงพริบตาเดียวก็ปรากฏร่างตรงหน้าหญิงสาว นิ้วเรียวยาวรวบเอวบางไว้มั่น ดึงร่างนางขึ้นอย่างง่ายดาย ใบหน้าเล็กแนบชิดอกกว้างที่เต็มไปด้วยไอเยือนสงบ
ซือซิงเบิกตากว้าง ตัวแข็งทื่อ นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
นางกำลังตกอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันหนแรก เห็นได้ชัดว่ากำลังถูกเขาเอาเปรียบรู้สึกโกรธเคืองเป็นอย่างยิ่ง นางรีบเงยหน้าขึ้นตั้งใจจะต่อว่า ทว่าเมื่อสายตาปะทะเข้ากับดวงตาสีนิลลุ่มลึกเย็นเยียบของเขา ถ้อยคำทั้งหมดกลับชะงักหายไป
ทั้งแววตาคู่นั้นไร้อารมณ์ มีเพียงความสงบภายในที่เยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าเขาคิดสิ่งใด
ซือซิงชะงัก จนใจต้องกลืนถ้อยคำที่คิดจะเอ่ยก่อนนี้ลงคอสิ้น
‘เขาอาจไม่ได้คิดอะไรจริงๆ ก็ได้ สถานการณ์เช่นนี้...ไม่ควรบุ่มบ่ามอาจทำให้ตนเองขายหน้าเอาได้’
คิดจบ จึงเพียงกระแอมเบาๆ ใช้แขนดันอกเขาอย่างสุภาพเพื่อบอกให้ปล่อย ร่างสูงจึงคลายมือทันทีและถอยหลังออกไปสองก้าวราวกับเคารพระยะห่างที่นางขีดเอาไว้
ซือซิงสูดลมหายใจให้สงบ ก่อนค่อยๆ ทิ้งกายลงนั่งบนขอบเตียง
นางมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาเฝ้าระวัง
“ท่านเป็นใคร?”
“นักพรต” เขาตอบเสียงเรียบ
“โกหก!”
“...”
คิ้วเข้มของบุรุษผู้นั้นกระตุกขมวดเล็กน้อย เขาก้มลงมองอาภรณ์ตนเอง ก็ยังสวมชุดนักพรตของแดนมนุษย์อยู่มิใช่หรือ? พักนี้เขาคุ้นชินกับคำตอบว่าตนคือนักพรต เพราะหากผู้ใดถาม…ก็ตอบออกไปเช่นนี้ นับเป็นครั้งแรกที่มีผู้ไม่เชื่อถือในคำตอบนี้ของเขา
ซือซิงกอดอกมองไม่กะพริบ พลางกล่าวเสียงจริงจัง
“เมื่อครู่ท่านใช้วิชาหายตัว ข้าสัมผัสได้ นั่นคือพลังปราณของเทพชั้นสูง ท่านหาใช่เพียงเซียนนักพรตพิภพล่าง”
เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยสั้นๆ
“เทพกาลเวลา”
ดวงตาคู่งามของซือซิงเบิกกว้างจนสุด
นางร้องเสียงสูงด้วยความตะลึง
“เทพผู้ครองวังหยวนหนิง! จิ้นฝานซ่างจวิน!!”
“...”
เขาเพียงพยักหน้า สีหน้าเรียบเฉยเหมือนยอมรับข้อเท็จจริงธรรมดาเรื่องหนึ่งเท่านั้น
ซือซิงผงะไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวออกมาแทบเป็นเสียงกระซิบ
“เล่าลือกันว่าท่านกลับบ้านเก่าไปแล้วมิใช่หรือ!?”
คิ้วเข้มขยับเล็กน้อย
“เทพเซียนบนสวรรค์กล่าวถึงข้าเช่นนี้?”
“เปล่าๆ ข้าไม่ได้มีเจตนาพูดเช่นนั้น”
นางรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน แล้วเอ่ยแก้ตัว
“เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าจะพบท่าน... ในสภาพเช่นนี้ แล้วท่าน... ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าประสบเคราะห์อยู่ในถ้ำแห่งนั้น?”
เทพกาลเวลาทอดสายตามองนางเหมือนกำลังพิจารณาบางสิ่ง
ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบเรียบแต่กลับบ่มความหมายลึกซึ้งไว้ภายใน
“อาจเพราะ...ชะตาชักพา”
ซือซิงหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นถามด้วยสีหน้าร้อนรน
“แล้วม่านม่านอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่?”
“...”
เขาส่ายหน้าเพียงครั้งเดียว
หัวใจเซียนดาวน้อยกระตุกวูบ
“เหตุใดท่านไม่ช่วยนาง?”
“มีผู้อื่น ช่วยนางไปแล้ว”
นางชะงัก “ผู้ใด?”
“เทพสงคราม”
ซือซิงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ความแปลกใจฉายชัดบนใบหน้า
“ที่แท้ท่านทั้งสองก็เป็นสหายกัน… ดีเลย ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามท่านอยู่พอดี”
นางเว้นจังหวะกวาดมองเขาตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า ถึงจะแต่งกายเช่นเซียนนักพรตพิภพล่าง กระนั้นก็มิอาจบดบังรัศมีแห่งเทพผู้สูงส่งของเขาได้แม้เพียงเสี้ยวเดียว ซือซิงลอบพยักหน้ากับตนเอง
“กระบี่ที่เทพสงครามมอบให้แก่ข้า...”
นางเอ่ยอย่างช้าๆ
“เป็นของท่าน ใช่หรือไม่?”
เงียบไปอึดใจ เขามองนางนิ่ง ก่อนพยักหน้าแทนคำตอบ
ซือซิงยกมือประคองกระบี่ออกมาตรงหน้า
“คืนท่าน”
นางเม้มปากเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กระบี่นี้...คงไม่เหมาะกับข้า ข้าไม่อาจเข้าถึงจิตกระบี่ได้”
จิ้นฝานทอดมองกระบี่เล่มนั้นครู่หนึ่ง พลันความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในใจ นี่คือกระบี่ที่เขาหลอมขึ้นมาเพื่อนางโดยเฉพาะ เป็นของสำคัญที่นางไม่อาจปฏิเสธมันได้
“กระบี่เป็นของเจ้า อีกไม่นาน เจ้าก็จะเข้าถึงจิตกระบี่ได้เอง”
ซือซิงเลิกคิ้ว
“แล้วต้องทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงจิตกระบี่?”
“ข้าจะสอนเจ้าเอง”
คำตอบที่เอ่ยออกมาอย่างฉับไว ทำให้เซียนดาวน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าองค์เทพผู้สูงส่งจะตัดสินใจรับนางเป็นลูกศิษย์ง่ายๆ เดิมทีคิดว่ามีเทพสงครามเป็นอาจารย์นั้นก็ดีมากแล้ว ครั้งนี้เทพกาลเวลายังเอ่ยปากจะสอนวิชาเซียนให้นางอีก เสียงในอกพลันเต้นระริกอย่างร่าเริง นางช่างเป็นเซียนที่โชคดี...ถือเป็นมหาโชคในชีวิตโดยแท้
นางค่อยๆ เก็บกระบี่กลับเข้าแขนเสื้อ
“ขอบคุณซ่างจวินที่เมตตาเจ้าค่ะ”
ซือซิงยกมือประสานคารวะอย่างสำรวม
เรื่องน่ายินดีเพียงนี้ ที่ไม่แสดงอาการลิงโลดออกมาตรงๆ ตามนิสัยนาง ด้วยคำนึงว่าควรสงวนกิริยา เพราะไม่อยากให้เขามองว่าตนเป็นเซียนที่ดีใจง่ายราวเด็กน้อย
หากซ่างจวินเห็นว่านางเป็นเซียนที่มีบุคลิกภูมิฐานเป็นผู้ใหญ่ มีมาดของผู้ที่ควรค่าแก่การสั่งสอน นั่นแหละคือสิ่งที่นางหวัง
ทว่า...
ดวงตาสีนิลของเทพกาลเวลากลับมองทุกอารมณ์ของนางทะลุปรุโปร่ง ประกายเอ็นดูวูบหนึ่งฉายผ่านดวงตาที่ดูเย็นเยียบเสมอนั้น
‘ช่างเป็นเซียนที่น่าสั่งสอนยิ่งนัก’
“เจ้านอนหมดสติไปสามวันสามคืน รู้สึกหิวบ้างหรือไม่?”
สิ้นคำ เทพกาลเวลาหันหลังเดินออกไปอย่างสงบ ซือซิงกะพริบตาปริบๆ ก่อนลองยืนอีกครั้ง คราวนี้สองขามีกำลังมากขึ้นจนนางยืนได้มั่นคง จึงรีบก้าวตามหลังเขาออกไปยังห้องโถงด้านนอก
