บทที่๗ บังเอิญ
มันเป็นความบังเอิญหรือยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทุกวันนี้นะโมกลับได้เจอกับปลื้มบ่อยกว่าที่คิดไว้จนรู้สึกขัดใจ ทุกครั้งที่เธอออกจากบ้านทั้งไปเล่นกับครีมหรือไปทำธุระอะไรกับแม่ ก็มีเหตุให้ต้องเห็นกันตลอด
เหมือนกับวันนี้ที่เธอไม่อยากไปเลย
“โมไม่อยากไปอ่า” ท่าทางงอแงเหมือนเด็ก กระทืบเท้าเบา ๆ ดีดดิ้นประท้วงกับสิ่งที่แม่ใช้
“ไอ้ลูกคนนี้นี่! พ่อต้องคุมช่าง แม่ขับรถไม่เป็น เอ็งจะให้แม่เข็นรถไปเองไหม” แม่หทัยว่าให้ลูกที่งอแงหลายนาทีจนอยากหยิบไม้เรียวมาฟาด
“ก็ทำไมไม่ซื้อมาให้พอตั้งแต่แรกเล่า!” คนไม่พอใจยังยู่ปากเถียงหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่เลิก
“ก็ถ้ารู้ว่าไม่พอจะซื้อให้ขาดไหม โตแล้วก้านมะยมก็ไม่เลือกหรอกนะ” ขู่ขึ้นทั้งที่เลิกตีลูกไปหลายสิบปีแล้ว
“งั้นไม่ลงนะ” บอกด้วยท่าทางสะบัดสะบิ้ง เดินกระฟัดกระเฟียดไปหยิบกุญแจรถกระบะของบ้านเพื่อขับพาแม่ไปซื้อสังกะสีกับตะปูมาเพิ่มให้พ่อที่ทำคอกวัวใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม
“เอ็งไม่อยากเจอเขา แล้วเขาอยากเจอเอ็งหรือเปล่า” ขึ้นรถมาแล้วย้อนถามลูกสาวที่อาการออกจนน่าหมั่นไส้
ทำไมคนเป็นแม่จะไม่รู้ว่าลูกสาวเคยคบกับลูกชายเจ้าของร้านวัสดุก่อสสร้างมาตั้งแต่สมัยเรียน แล้วก็รู้ว่าเลิกกันไปหลายปีแล้ว แต่เพราะเป็นเรื่องของวัยรุ่นมีรัก ๆ เลิก ๆ เป็นปกติ เลยไม่ได้ถามหรือยุ่งอะไรให้จัดการชีวิตกันเอง
“ชิ๊!” เพราะเขาชอบมาวอแวกับลูกแม่นั่นแหละเลยทำให้แสดงอาการขนาดนี้
แต่ไม่อยากบอกหรอก เดี๋ยวจะหาว่าเธอหลงตัวเอง
นะโมขับรถกระบะมาถึงร้านวัสดุก่อสร้างในตัวอำเภอที่ห่างจากบ้านของเธอไม่ถึงห้ากิโล ขับไปจอดในลานหน้าร้านที่ตีเส้นแบ่งที่จอดให้เห็นเป็นระเบียบ นั่งรอบนรถให้แม่ลงไปซื้อของเองอย่างไม่คิดจะลง ไม่แม้แต่จะกวาดสายตามองอะไรเลยนอกจากก้มหน้าเล่นโทรศัพท์รอแม่
ก๊อก ๆ ๆ แต่นั่งเล่นไม่ถึงสองนาทีเสียงเคาะกระจกก็ดังขึ้นจนตกใจ ตอนแรกคิดว่าเป็นแม่แต่พอเงยหน้าไปเห็นคนข้างนอกก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย
กระจกถูกกดเลื่อนลงเล็กน้อยให้พอสนทนากันได้เผื่อเขาจะบอกว่าตรงนี้จอดไม่ได้หรือให้ขยับรถ
แต่ก็ไม่ใช่
“มาซื้ออะไร” เป็นคนงานที่แม่ของเธอเดินไปสั่งของ ทำให้เขาไม่ได้เดินเข้าไปถามและตรงมาที่รถแทนเพราะกระจกเป็นฟิล์มไม่เข้มมองเห็นคนข้างในง่าย ๆ
“สังกะสี ไม่ต้องขยับรถใช่ไหม” เป็นครั้งแรกที่เธอยอมเปิดปากพูดกับเขา ตอบเพื่อถามเพื่อความแน่ใจจะได้ไม่หน้าแตกก็เท่านั้น
“ไม่”
พอได้ยินแบบนั้นก็ไม่คิดจะพูดอีก เลื่อนกระจกปิดแล้วเล่นโทรศัพท์อย่างไม่สนใจคนที่หางตายังเห็นว่าอยู่ที่เดิม
แต่การที่เธอปิดกั้นไปแล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องยอมเดินไปในโกดัง
“เห้อ!” เป็นอะไรนักหนา ก็เห็นอยู่ว่าไม่อยากมองหน้าหรือคุยด้วย แต่ทำไมพอมีโอกาสก็มักจะเข้ามาชวนคุยอยู่เรื่อย
เขาทำแบบนี้มันยิ่งทำให้เธออึดอัดและคิดว่าเขาไม่รู้สึกผิดต่อเธอที่ไปคบกับผู้หญิงคนนั้นเลยสักนิด
สองสาวโสดเพื่อนซี้อยู่กันที่ร้านเนื้อย่างหมูกระทะ เจอกันทีไรถ้าไม่กินก็พูดเรื่องผู้ชาย วัน ๆ ถ้าใครไม่รู้คงคิดว่าพวกเธอเป็นพวกไร้สาระไม่เอาการเอางานแน่ ๆ
แต่แล้วยังไง ใครสนกันล่ะ
“ตกลงกับพี่ปลื้มยังไง” ระหว่างรอเนื้อสุกคนชอบใส่ใจเรื่องเพื่อนก็ถามทันที
“ก็ไม่ไง”
“แน่ใจ?”
“มีอะไรให้ไม่แน่ใจ”
“เขาอยากรีเทิร์นหรือเปล่า เห็นเข้าหามึงเองด้วยนี่” พูดตามที่เห็น ไหนจะที่เพื่อนบ่นให้ฟังอีก
“ไม่รู้หรอกว่าคิดอะไร แต่ทางที่ดีกูอยากให้ต่างคนต่างอยู่” เธอเน้นย้ำออกมาอย่างที่คิด
“ถ้าเขาอยากรีเทิร์นจริงมึงจะว่าไง”
“มีอะไรให้ว่า มึงก็รู้ว่ากูกับเขาเลิกกันยังไง แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญคือเรื่องหลังจากเลิกต่างหาก”
“ก็จริง ถ้าเขามีแฟนใหม่เป็นคนอื่นยังพอทำใจกลับมาคบกันใหม่ได้ แต่พอเป็นอีนั่นที่ไม่ชอบหน้าและสงสัยมาตลอด ให้คิดยังไงก็ไม่บริสุทธิ์ใจกันตั้งแต่แรก” เป็นเธอก็คงไม่อยากกลับไปยุ่งเหมือนกัน
“แต่เขาคงไม่ได้คิดแหมือนกูกับมึง ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าไปคบ แล้วก็คงไม่กล้าคุยกับกูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ยิ่งพูดก็ยิ่งหงุดหงิด
ถ้ารู้ว่ากลับมาอยู่บ้านแล้วจะได้เจอและเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นคงไม่กลับมา หรือถ้าเจอก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่เข้าหาเธอแบบนี้
“ผู้ชายส่วนใหญ่ก็แบบนี้แหละ คิดอะไรง่าย ๆ ตื้น ๆ” ถึงจะไม่มีแฟนแต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยคบหาดูใจกับใคร อีกทั้งชอบมากฟังเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของชาวบ้าน
“อย่าพูดถึงเลย เดี๋ยวเนื้อไม่อร่อย” ไม่อยากพูดถึงแล้ว เพราะขนาดไม่พูดถึงยังมีเรื่องให้หงุดหงิดเพราะเขาอยู่ตลอด
แต่คนอยู่อำเภอเดียวกัน หมู่บ้านใกล้กัน มันแคบเกินกว่าจะหนีกันพ้นอย่างที่ใจคิด
รถกู้ภัยสามคันขับเข้ามาจอดในลานจอดรถของร้านเนื้อย่างชื่อดังของอำเภอ วันนี้นายยก อบต. ออกเงินเลี้ยงเหล่ากลุ่มอาสาประจำตำบลของตนเป็นเหมือนสินน้ำใจให้กับความเสียสละของทุกคน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ อยู่ที่ว่าครั้งนั้นคนส่วนใหญ่อยากกินอะไรกัน
แล้วครั้งนี้ก็แสนจะบังเอิญที่เสียงส่วนใหญ่เลือกมากินหมูกระทะกัน
“ตายยากฉิบ” ครีมที่นั่งหันหน้าไปทางถนนลาดยางมองเห็นรถคุ้นตาก็พูดออกมา
“...” นะโมเอี้ยวหน้ามองตามสายตาเพื่อนถึงกับถอนหายใจออกมาพร้อมกับความรู้สึกมากมายในอก
เธอยังคงนิ่งรักษาสีหน้าและอาการของตัวเองไว้อย่างดีที่สุด บอกตัวเองตลอดว่าไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่ารำคาญและไม่อยากยุ่งเกี่ยว
แต่ไม่รู้ทำไมทุกครั้งที่เจอเขาหรือตอนที่เขาเข้าหา หัวใจของเธอมักเต้นผิดจังหวะอยู่ตลอด
“บังเอิญโลกกลมหรือพรมลิขิตเนี่ย” เสียงแซวของ ไม้เอก รุ่นน้องปลื้มกับครามดังขึ้นเมื่อเจอใครอีกคน
นะโมกับครีมหันไปก้มหัวส่งยิ้มบาง ๆ เป็นการทักทายเพราะทุกคนรู้จักกันและเป็นรุ่นพี่พวกเธอกันหมด
“พวกพี่นั่งด้วยได้ไหม” ธวัฒน์ พี่ใหญ่ของกลุ่มรู้จักน้องสาวครามรวมถึงนะโมอย่างดี จึงเดินเข้าไปทักตามประสาคนรู้จัก
“ตามสบายเลยจ้ะ” ครีมหันไปมองนะโมเพื่อขอความเห็นเพราะตัวเธอไม่ได้มีปัญหาอะไร พอเห็นนะโมพยักหน้ารับก็หันไปพูดกับพี่ธวัฒน์
“เดี๋ยวต่อโต๊ะนี้นะ” ธวัฒน์หันไปพูดกับพนักงานของร้านที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ให้ทีมงานของตัวเองเดินไปยกโต๊ะอีกตัวมาต่อนั่งร่วมวงกับสาว ๆ ที่เหมือนพึ่งมาไม่นาน
แต่ที่นั่งโต๊ะเล็กหนึ่งโต๊ะมีสี่ที่ พอยกมาอีกสี่กับคนแปดคนที่มานั่งที่ว่างเดิมด้านข้างของนะโมกับครีมตั้งแต่แรก
แล้วทำไมล่ะ ทำไมต้องเป็นปลื้มที่เลือกนั่งข้างเธอให้อึดอัดใจกันเปล่า
“กินเยอะ ๆ นะสาว ๆ วันนี้พวกพี่จ่ายเอง” ภูริ เพื่อนรุ่นเดียวกับไม้เอกเอ่ยขึ้นเพื่อไม่ให้บรรยากาศดูเงียบเกินไป
“ถ้ารู้ว่าพี่จะพาเพื่อนรักมา” ครีมหันไปกัดฟันพูดกับพี่ชายตัวเอง
“สนใจทำไม” ครามไหวไหล่พูดกับน้องสาวอย่างไม่เห็นต้องคิดมากกับเรื่องนี้สักนิด ก็เห็นอยู่ว่าเจ้าตัวอย่างนะโมไม่ได้สนใจอะไรเพื่อนสนิทเขาเลย
แม้แต่ตอนนี้ที่มันเสนอหน้าคีบหมูสุกให้เขาเหมือนตอนสมัยคบกัน
“พี่กินไปเถอะ โมทำเองได้” นะโมปรับลมหายใจของตัวเองก่อนจะพูดกับคนข้าง ๆ โดยไม่ได้หันไปมองหน้าหรือคิดจะรับน้ำใจของเขา
แม้แต่หมูชิ้นที่เขาตักให้ เธอยังเลือกจะคีบไปวางไว้ในจานเปล่าข้าง ๆ แทน
