บทที่๖ เมิน
“ไปด้วยกันไหม” แล้วปลื้มก็หันไปถามคนขวามือของเขาตรง ๆ อย่างไม่ปิดบังว่ากำลังชวนเธอ
“...” นะโมที่ไม่ได้สนใจจะมองเขาเลยตั้งแต่รู้ว่าเขามา อดไม่ได้จะหันไปมองเมื่อหางตารับรู้ได้ว่าเขากำลั้งมองเธออยู่
การนั่งม้านั่งสี่เหลี่ยมขนาดเล็กในวงเดียวกันมันไม่ได้ไกลกันเลย ระยะเอื้อมมือถึง พอเธอหันไปถึงได้สบตากับเขาในระยะใกล้เป็นครั้งแรกในรอบสองปี
ทุกอย่างที่เคยคิดเคยปลอบตัวเองมาหลายวันนี้เหมือนพังครืนลงในอก เหมือนมีเสียงหนึ่งกำลังร้องตะโกนเยาะเย้ยเธอ
หลอกตัวเอง!
“ลืมให้ข้าวไอ้ขาวที่บ้านกลับก่อนนะ ไปนะพี่คราม” นะโมดึงสติตัวเองกลับมาก่อนจะหันไปพูดกับเพื่อนสนิท แล้วหันไปลาพี่ชายเพื่อนแล้วลุกออกจากวงไปอย่างไม่คิดตอบคนที่เอ่ยชวน
“ไอ้ขาวที่อดข้าวยังสำคัญกว่ามึงที่หิวข้าวว่ะ” ครามยกยิ้มเยาะกับการที่เพื่อนถูกเมินจากแฟนเก่า
“...” ปลื้มไม่ได้ตอบอะไร สายตาจับจ้องไปยังร่างบางที่เดินไปขึ้นฟีลาโน่สีขาวของตัวเองแล้วขี่ออกไปอย่างไม่แม้แต่จะมองเขาอีก
“ไม่มีใครเขานับแฟนเก่าที่เลิกกันไม่ดีเป็นคนรู้จักหรอกเนอะ” ครีมเองก็ไม่ต่างจากพี่ชาย ตอกย้ำเพื่อนสนิทพี่ออกมาอย่างระริกระรี้แล้วลุกเข้าไปนั่งโต๊ะขายของดูผู้ชายของตัวเองต่อ
“อยากรีเทิร์น?” เมื่ออยู่สองคนครามก็ถามด้วยความอยากรู้ เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่เพื่อนเขาได้เห็นแฟนเก่าตัวเอง สายตาก็จับจ้องอีกฝ่ายไม่ละไปไหน
อย่างวันนี้ที่เขาแค่ลองส่งข้อความไปเป็นนัย ๆ สุดท้ายมันยังรู้ดีและเสนอหน้ามาเลย
“ก็แค่อยากคุยกันดี ๆ”
“ในฐานะ?”
“...” จำเป็นต้องมีสถานะอะไรด้วยหรือไง คนเคยรู้จักกัน เคยคบกัน พอเจอกันก็พูดคุยกันได้ไม่ใช่เหรอ
“มึงเป็นคนบอกเลิกเขา แล้วก็เสือกไปคบกับคนที่เขาเคยสงสัย จะให้เขาเอาอะไรมาพูดดีกับมึง แค่ไม่ลุกหยิบขวดมาฟาดหัวมึงก็นับว่าบุญหัวแค่ไหนแล้ว”
“มึงก็รู้ว่ากูคบหลังเลิก ตอนคบกับโมกูไม่ได้มีใครหรือแอบคิดอะไรกับใคร” เขาไม่เคยแอบหวั่นไหวหรือรู้สึกอะไรกับใครเลยจริง ๆ
“แต่ก็ดันเป็นคนที่เขาสงสัยไง” นั่นแหละยิ่งทำให้ความสงสัยที่ไม่เคยเป็นจริง ดูเป็นจริงขึ้น
“เพราะแค่ใกล้มือสุด รู้จักกันก่อนอยู่แล้ว พอโสดก็ไม่ได้คิดหรอกว่าเคยเป็นคนที่แฟนเก่าเคยสงสัย” ก็แค่นั้นแหละ
“นั่นความคิดของมึง มันอาจจะดูไม่ได้มีส่วนไหนที่ผิด แต่ความคิดและความรู้สึกของโมที่รู้เห็น ก็ไม่ผิดถ้าจะเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น”
เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าจะเขาจะญาติดีด้วยได้
“แล้วมึงแน่ใจว่าแค่นั้นจริงนะ ไม่ใช่จริง ๆ แล้วมึงก็มีหวั่นไหวอยู่บ้างเลยกล้าบอกเลิกกับโมหรอกนะ”
อันนี้สงสัยจริง แต่เจ้าตัวมันทำนิ่งปฏิเสธ เดาไม่ออกว่าความรู้สึกตอนนั้นเป็นแบบไหนกันแน่
“...” ปลื้มไม่ได้ตอบ มองหน้าเพื่อนสนิทตัวเองนิ่งอย่างคาดเดาไม่ออก
นะโมได้แต่เย้ยหยันอยู่กับตัวเองตั้งแต่ออกจากบ้านของครีมจนถึงบ้านตัวเอง
เขากล้าดียังไงมาพูดกับเธอ ใจกล้าขนาดไหนถึงกล้าสู้หน้าเธอเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วชวนไปกินข้าวด้วยกัน
ไม่ละอายแก่ใจหรือรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำเลยจริง ๆ สินะ ถึงจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่หากไม่รู้สึกอะไรก็ควรต่างคนต่างอยู่ไปเลย หรือถ้ารู้สึกผิดสักนิดก็ควรมีคำพูดที่มันดีกว่านี้ไม่ใช่ทำเหมือนไม่เคยมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นต่อกัน
“ผู้หญิงที่เข้ามาคุยกับพี่มีแฟนหรือยัง” นั่นคือครั้งแรกที่เขาพาเธอไปมูลนิธิและเจอกับเพื่อนร่วมงานที่เข้าเวรนั่งเล่นนั่งคุยกันอยู่
และตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ ก็เป็นครั้งแรกที่เธอสงสัยพฤติกรรมผู้หญิงคนนั้นตามสัญชาตญาณ
“เห็นว่าเลิกกันสักพักแล้วนะ ทำไมเหรอ”
“แปลว่าโสด”
“อืม แต่ก็เห็นว่ามีคนคุย ๆ อยู่บ้างแหละ” พูดตามที่คนอื่นหยอกแซวกันมา เขาไม่รู้อะไรมากเพราะไม่เคยถามหรืออยากรู้เรื่องส่วนตัวใครคนอื่นขนาดนั้น
“งั้นพี่ก็รักษาระยะห่างกับเธอหน่อยแล้วกัน โมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่” เธอบอกไปตรง ๆ อย่างไม่ปิดบังต่อความรู้สึกแรกที่มีต่อผู้หญิงคนนั้น
คนที่แม้แต่เห็นว่าปลื้มพาแฟนของเขาไปด้วย แต่ตัวเองที่เป็นผู้หญิงพอพูดคุยหยอกล้ออะไรปากว่ามือถึงตัวแฟนเธออย่างไม่เกรงใจกันเลยสักนิด
เขาอาจจะมองว่าไม่มีอะไรก็แค่เพื่อนคนหนึ่ง แต่สำหรับเธอที่นั่งมองดูเงียบ ๆ ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ผู้ชายในวงมีตั้งหลายคนทำไมไม่ไปยิ้มหยอกตีแขนคนอื่น ทำไมต้องเป็นแขนแฟนเธอ
“คิดมากหน่า”
และนั่นก็คือคำพูดของแฟนเธอ และเขาก็ยังทำทุกอย่างเหมือนเธอไม่เคยขอ เหมือนไม่มีอะไรมากอย่างที่เธอคิดสงสัยเลย
และมันก็เป็นเรื่องที่ทำให้เราทะเลาะกันบ่อย ๆ มาตลอดการคบกัน จนสุดท้ายก็เลิกกันเพราะเรื่องของผู้หญิงคนนั้น
“โคตรเกลียดพี่เลย!” เคยคิดว่าลืมและตัดใจจากเขาได้แล้วจริง ๆ แต่ที่ผ่านมามันแค่ความเข้าใจผิดเพราะเธอไม่เคยเจอเขา ไม่เคยได้ยินเรื่องของเขา
ถ้าไม่มีเขาหัวเธอก็ไม่สนใจอดีตของเรา แต่การเผชิญหน้ากันอีกครั้ง เธอถึงได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วในใจของเธอไม่เคยลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่เคยลืมความรู้สึกที่เคยมี และมันก็ยังไม่ได้หายไปไหน แต่แค่ถูกซ่อนไว้ก็แค่นั้น
