บทที่๔ แฟนเก่า
เคยคิดว่าระยะเวลาที่ผ่านมานาน เคยคิดว่าชีวิตที่เคยใช้อย่างปกติ เคยคิดว่าการตัดขาดไม่รับรู้เรื่องราวของเขา ทั้งหมดคือไม่คิดและไม่รู้สึกอะไร
แต่นั่นเพราะเธอยังไม่เคยได้เผชิญหน้าเขาเลยตั้งแต่เลิกกันไป มันเลยทำให้เธอเข้าใจตัวเองผิดมาตลอด จนได้กลับมาสบตาเจอกันอีกครั้งที่หัวใจเผลอเต้นผิดจังหวะและมีชั่ววูบที่ทำตัวไม่ถูก
มันหมายความว่ายังไงกันนะ
“เห็นใช่ไหม” หลังเดินตลาดกันเสร็จก็ขี่รถกลับบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ครีมก็ถามเพื่อนขึ้นอย่างรู้ดี
รถชะลอจนแทบจะเหมือนเข็นขนาดอยู่กลางแยกขนาดนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เห็นกัน ขนาดเธอยังเห็นทั้งเขาและพี่ชายของเธอเลย
“อืม” นะโมตอบกลับอย่างไม่ปิดบัง เธอไม่เคยโกหกเพื่อนแม้จะเป็นความรู้สึกที่อ่อนแอที่เคยเป็น ไม่ได้เขินอายความจริงอะไรสักอย่าง
“รู้สึกยังไงบ้าง” เพราะตั้งแต่เลิกกันนะโมก็ประกาศชัดว่าเกลียดแฟนเก่าคนนั้น ตัดขาดทุกอย่างไม่คิดจะฟังหรือรับรู้อะไร
ครีมที่เป็นเหมือนคนกลางเพราะพี่ชายของเธอเป็นเพื่อนสนิทของพี่ปลื้ม ทำให้พอพี่ปลื้มกลับมาอยู่บ้านเธอก็มีโอกาสได้เจอเขาหลายต่อหลายครั้งเวลาพี่ปลื้มมาหาพี่ชายที่บ้าน และแน่นอนว่าเธอก็เลือกจะไม่พูดถึงให้นะโมรับฟัง
จนวันนี้เจ้าตัวได้เจอด้วยตัวเองเลยอดถามไม่ได้ด้วยความอยากรู้
“ไม่รู้สิ อาจจะตกใจนิดหน่อยมั้งเพราะไม่คิดว่าจะเจอและไม่ได้เจอนานแล้ว” ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกยังไงกับการได้สบตากับอดีตแฟนเก่าที่เลิกกันไม่สวยเท่าไหร่
ส่วนที่เผลอทำตัวไม่ถูกและหัวใจเต้นผิดจังหวะก็อาจจะแค่เพราะความตกใจ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นหรอก
“เห็นว่าเลิกกับอีนั่นนานแล้วนะ พอเลิกก็กลับมาอยู่บ้านนั่นแหละ” พูดตามที่พอจะรู้มาเพราะเธอก็ไม่ได้เลิกเป็นเพื่อนในโซเชียลกับพี่ปลื้ม อีกทั้งยังเคยได้ยินพวกเขาคุยกันกับพี่ชายเธอบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ
“เขากลับมาอยู่บ้านนานแล้วเหรอ”
“อืม เกือบปีหนึ่งได้มั้ง”
“ก็แสดงว่าคบกันได้นานเป็นปี ๆ เลยนะ” ถ้าบอกหลังเลิกกับอีนั่นก็กลับมา แสดงว่าระยะเวลาการคบกันของพวกเขาก็เป็นปีเลยทีเดียว
เหมือนไม่นาน แต่ระยะเป็นปีก็นับว่ารักกันไม่น้อยเหมือนกัน เพราะหากไม่รักไม่มีอะไรดีคงไม่อยู่คบกันนานขนาดนั้น
นี่แหละเพื่อนร่วมงานกัน
น่าขำสิ้นดี
“ช่างเถอะ ไม่อยากฟังเรื่องเขาอ่ะ” รู้แค่นี้พอ ไม่จำเป็นต้องรู้หรือสนใจ จะคบกับใครนานแค่ไหนก็ไม่เกี่ยวกันนานแล้ว
ครีมไม่ได้พูดอะไรถึงแฟนเก่าเพื่อนต่อ ขี่รถกลับบ้านไปก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันเมื่อหมดไปอีกวัน
ซุ้มตรวจกลางแยกของหมู่บ้านที่มีรถอาสาสมัครกู้ภัยจอดอยู่สองคัน พร้อมกับชายหนุ่มในชุดอาสาสีเข้มสี่ชีวิตนั่งอยู่ด้วยกัน
“ไง เห็นจ้องเขาแทบทะลุ” คราม ถามเพื่อนด้วยรอยยิ้มตามที่เห็น
“ก็ไม่เห็นจะทะลุ” ปลื้มตอบกลับราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่เพื่อนพูดทั้งที่เขาก็เอาแต่ทำแบบนั้นจริง
ตั้งแต่เลิกกันไปสองปีหน่อย ๆ เขาก็ไม่เคยได้เจอเธออีกเลย เธอปิดกั้นทุกอย่างจากเขา เพื่อนของเธอที่ยังเป็นเพื่อนในโซเชียลของเขาก็แทบไม่เคยอัปเดตอะไรที่เกี่ยวกับเธอให้เขาได้รู้ได้เห็น ไม่รู้เธออยู่ที่ไหนใช้ชีวิตยังไง
แต่ที่ได้เจอกันวันนี้ดูเธอจะสบายดีไม่น้อย สวยขึ้นกว่าแต่ก่อนซะอีก
แบบนี้คงไม่โสดแล้วแน่ คงมีแฟนใหม่ตั้งแต่เขามีแฟนใหม่ไปแล้วเหมือนกันนั่นแหละ
“อยากฝากถามอะไรไหม” ครามถามล้อด้วยรอยยิ้มกวนบาทาไม่น้อย แต่คนเดียวที่ตอบเรื่องของนะโมได้ดีที่สุดก็คงไม่พ้นน้องสาวหัวดื้อของเขานั่นแหละ
“ไม่มี” ถ้าอยากรู้เดี๋ยวถามเอง เขาไม่ขี้ขลาดพอต้องให้ใครมาบังหน้าหรอก
ส่วนที่เคยทำเมื่อก่อน อันนั้นก็แค่ในฐานะรุ่นพี่ที่หวังดีคนหนึ่งเท่านั้น
“นะโมเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม”
“ขอไม่ตอบนะ เพราะเรื่องไอ้โมไม่เกี่ยวกับพี่ปลื้มแล้ว”
น้องสาวเพื่อนก็กวนตีนเหมือนพี่ชายมันนั่นแหละ ในเมื่อไม่ตอบเขาก็ไม่เซ้าซี้ คำตอบของเธอก็ชัดแล้วว่านะโมคงตัดสินใจไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขา
“ดีแล้ว เลิกกับเขาเองก็อย่าไปอยากรู้เรื่องของเขาเลย” ทั้งที่รู้ว่ามันอยากรู้มาตลอดแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยผ่านไปเฉย ๆ แบบนี้
ปลื้มไม่ได้พูดกับเพื่อนต่อ กลัวจะเกิดเรื่องได้ส่งเพื่อนตัวเองไปโรงพยาบาลแทน
ถูกกระทืบคาตีนนี่แหละ
