บทที่๓ ใครอีกคน
ร้านโชว์ห่วยที่ขายทั้งของสดของแห้ง ร้านใหญ่ที่สุดในสองหมู่บ้านมีครบครันทุกอย่างในครัวเรือนและชีวิตประจำวัน และก็เป็นแหล่งมั่วสุมของสาว ๆ ด้วยเช่นกัน
“ทำไมพ่อแม่กูไม่เป็นเหมือนพ่อแม่มึงบ้าง” ครีม โอดครวญออกมากับแผนการของเพื่อนที่เล่าสู่กันฟัง
“แต่บางครั้งอยู่บ้านตัวเองก็ดีนะ ไม่ต้องเหนื่อยไปสู้รบกับคนนอก”
“แต่ถ้าต้องอยู่แบบนี้ตลอดก็น่าเบื่อ กูจะเฉาหมดแล้ว วัน ๆ อยู่แต่บ้าน ตื่นมาขายของจนร้านปิด ไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตา ฟงแฟนก็ไม่ต้องมีกับเขาหรอก!” พูดแล้วก็เศร้า มีของดีขนาดนี้แต่กลับอยู่แต่ในถ้ำของพ่อกับแม่
“ที่พูด ๆ มาทั้งหมดคืออยากมีแฟน?” นะโมขำให้เพื่อนที่พูดซะดิบดีเหมือนอยากออกไปสู่โลกกว้างเพื่อหาประสบการณ์
เปล่าเลย ไปหาผู้ชาย
“มันก็ต้องมีบ้างปะ! มึงเห็นผู้ชายในตำบลเราก็หน้าเดิม ๆ เห็นตั้งแต่เด็กยันโต” ถึงจะมีคนหล่อดูดี แต่บางคนก็มีเมียแล้ว ส่วนคนที่โสดก็เห็นกันมาตั้งแต่วิ่งแก้ผ้าด้วยซ้ำ
ไม่จรรโลงใจสายตาของเธอสักนิด
“ถ้าไปเมืองใหญ่นะ ผู้ชายหลากหลายทั้งรูปร่างหน้าตา มันต้องมีให้เลือกไม่น้อยเลยที่หน้าตาเหมือนอปป้า!” พูดไปก็ระริกระรี้ไปตามประสาคนบ้าผู้ชาย
“ถ้าคนธรรมดาจะหล่อแบบนั้นเขาคงอยู่รอมึงไปสวบอ่ะ!” ดับฝันเพื่อนไม่ให้เพ้อต่อ เพ้อแค่ในนิยายซีรีย์หรือวงนักร้องก็พอ อันนั้นเจ็บที่ครอบครองไม่ได้แต่ก็เป็นสามีมโนไม่ผิด
ส่วนพวกตัวเป็น ๆ ในชีวิตจริงหากมีแฟน จะเอามาทำผัวมโนเหมือนศิลปินไม่ได้!
เธอก็ไม่ได้ต่างจากเพื่อนหรอก
“กูเกลียด!” ครีมว่าให้เพื่อนที่ทำลายความสุขของเธอ
“โสดเป็นเพื่อนกูค่ะ รอกูหาได้ก่อนแล้วมึงค่อยมี” นะโมเล่นหูเล่นตาอย่างเหนือกว่า เพราะเธอมีโอกาสออกไปหามากกว่าครีมอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องหาได้ก่อน
“แล้วเมื่อไหร่มีจ๊ะ โสดมากี่ปีแล้ว” เหนือมาก็จะล้อกลับ คนที่เลิกกับแฟนไปก็ไม่เคยคบใครเป็นแฟนอีกเลย
“ก็รอไปหาเอาที่เมืองใหญ่นั่นแหละ!” เหมือนถูกจี้ใจดำเลยย้อนกลับพร้อมยู่ปากใส่ “ใช่ว่ากูอยู่เมืองแล้วจะมีเวลาหาสักหน่อย”
เธอตื่นมาก็ทำงาน เลิกงานก็กลับห้อง จะกินจะซื้ออะไรก็แทบจะสั่งออนไลน์เดลิเวอร์รี่ตลอด จะมีโอกาสไหนได้ไปหาแฟนล่ะ
ส่วนที่คุย ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่เคยเรียนมอเดียวกันทั้งรุ่นเพื่อนรุ่นพี่ เคยเห็นกันผ่าน ๆ แล้วก็แอดเป็นเพื่อนกันทักหาพูดคุย แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครถูกใจให้เธอคบได้
“เย็นนี้ไปเดินคลองถมกัน” พักเรื่องผู้ชายไว้ก่อน ชวนเพื่อนสนิทไปเดินเล่นหาของกินตลาดนัดช่วงเย็น
“ไปดิ อยากไปหาอะไรกินเหมือนกัน”
แล้วสองสาวก็นั่งพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อยตามประสาผู้หญิงที่มีอะไรให้พูดได้ทั้งวัน
จนแดดร่มลมตก เจ้าของร้านตัวจริงที่อีกไม่นานจะเป็นอดีตก็เข้าประจำตำแหน่ง
“ฝากซื้ออะไรไหมคุณติ๋ม” ครีมถามแม่ตัวเองขึ้นเมื่อได้เวลาออกไปแว๊นเที่ยวตลาดแล้ว
“หาผลไม้มาให้พ่อเอ็งสักสองอย่างก็พอ แล้วก็หาอะไรกินเองเลย แม่มีแกงเมื่อเช้าอยู่” แม่ติ๋มตอบลูกสาวอย่างไม่เรื่องมาก
“เบิกงบจ้า” แบมือขอเงินแม่อย่างไม่เขินอายแม้จะเรียนจบอายุยี่สิบสี่ไปแล้ว
ก็แม่ให้มาช่วยงานที่บ้านย่อมต้องรับเงินเดือนจากพ่อแม่อยู่แล้ว ส่วนเงินกินเงินใช้ซื้อของฟุ่มเฟือย ก็ขอตามประสาลูกต่อ
“เออ แบบนี้มันก็ดีเนอะ นะโมถ้าไปทำงานที่ไหนพามันไปด้วยนะ” บ่นให้ลูกสาวที่เงินเดือนตัวเองไม่ใช้ เก็บไว้ซื้อแต่เรื่องผู้ชายอะไรไม่รู้ตามไม่ทัน
“โอ้ย!! นี่ก็ชอบพูดให้มีหวัง” นะโมยังไม่ตอบเจ้าตัวก็แทรกขึ้นอย่างที่ใจต้องการอยู่แล้วแท้ ๆ
“เดี๋ยวจะลองปล่อยให้ไปทำดูสักปี ดูสิมันจะร้องไห้กลับบ้านไหม” ว่าให้ลูกสาวอย่างรู้นิสัยดี คนขี้เกียจตื่นเช้าแต่กลับขี้เกียจทำงานที่บ้านแล้วอยากไปเป็นพนักงานบริษัท
เรียนยังมีเลทได้ลาไม่เสียอะไร แต่ทำงานไม่มีปิดเทอมอยากให้ไปลองดูจริง ๆ
“โตแล้วจ้า! ร้องไห้กลับบ้านไม่มีแน่ แต่ถ้าร้องไห้หาลูกให้กลับบ้านน่ะไม่แน่” เล่นหูเล่นตาใส่แม่ก่อนจะฉกเงินในมือแม่มาแล้วเดินสะบัดตูดไปที่มอเตอร์ไซต์คันใหญ่ทันที
ฟอซ่าคันใหญ่ท่อดังพอสมควรถูกขับเคลื่อนไปตามทาง มีครีมเป็นคนขี่นะโมเป็นคนซ้อน ขี่ไปอย่างไม่รีบร้อนรับลมช่วงเย็นแม้จะเป็นฤดูร้อนฤดูแล้งที่ชาวนาบางคนก็หันมาปลูกถั่วลิสง แตงโม หรือข้าวโพด หรือบางคนก็ปล่อยว่างเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย
สองสาวยังคงเม้าท์มอยกันระหว่างทาง เหมือนก่อนหน้านี้ไม่ได้นั่งคุยกันมาก่อนแล้วกว่าสามชั่วโมง เหมือนกับว่าที่ผ่านมาไม่เคยได้มานั่งคุยเล่นกันเลยสักวัน
จนเริ่มเข้าสู่เขตพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายตลาดคลองถม ทั้งรถทั้งคนทั้งเด็กทั้งคนแก่และวัยรุ่นเต็มไปหมด ทำให้ทั้งสองหยุดพูดคุยและชะลอรถให้ช้ากว่าเดิมเพื่อความระมัดระวัง
คลองถมถูกตั้งขึ้นพื้นที่ว่างขนาดใหญ่หัวมุมสี่แยกใหญ่ใจกลางหมู่บ้าน ทางเชื่อมที่จะไปหมู่บ้านต่าง ๆ และเข้าตัวอำเภอ ทำให้ปกติก็เป็นที่ที่ค่อนข้างมีรถรถอยู่ตลอด
เพราะแบบนั้นตอนเย็นในวันมีตลาดแบบนี้มักจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรืออาสามาอำนวยความสะดวก
อีกทั้ง ยังมีหน่วยกู้ภัยประจำเขตคอยสแตนด์บายสำหรับอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกมื้อ และมักจะเกิดขึ้นแทบอาทิตย์เว้นอาทิตย์ในบริเวณนี้
นะโมไม่ได้คิดอะไร มองบรรยากาศรอบ ๆ ไปเรื่อยเพราะนานแล้วเหมือนกันที่เธอไม่ได้ใช้ชีวิตในบ้านและหมู่บ้านตัวเองแบบนี้
ที่สำคัญกว่านั้น เธอไม่เคยรู้เลยว่าใครอีกคน ก็กลับมาอยู่บ้านแล้วเหมือนกัน คนที่เธอบังเอิญหันไปและได้สบตากับเขาเข้าพอดี
พี่ปลื้ม
