บทที่ 5 อันตรายมาเยือน
“ท่านพี่ นึกไม่ถึงเลยว่าในภูเขาแห่งนี้จะมีของกินมากมายถึงเพียงนี้”
เหยียนหยาจื่อกัดผลไม้สีเขียวในมือดังกร้วม ช่างหวานกรอบอร่อยนัก เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีวันสุขสบายเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ยามที่หนีภัยแล้ง แค่มีของตกถึงท้องก็นับว่าดีมากแล้ว ผลไม้สดใหม่หอมหวานเยี่ยงนี้ยิ่งไม่ต้องคิดว่าจะไปหามากินได้จากที่ใดกัน
สองพี่น้องนั่งเอนกายอยู่ใต้ร่มไม้ รอบกายเต็มไปด้วยกองผลไม้ป่าที่เหยียนลั่วหลีไปเสาะหามาได้ ไม่สิ ต้องเรียกว่าดงผลไม้เลยต่างหาก บนต้นไม้เบื้องหน้าเต็มไปด้วยลูกสาลี่น้อยใหญ่ห้อยระย้า แต่ละลูกขนาดใหญ่เท่ากำปั้น
เหยียนลั่วหลีกินอย่างเบิกบานใจ ร่างกายนี้ไม่ได้บำรุงมาเสียนาน ตลอดทางที่รอนแรมมา แม้แต่การขับถ่ายยังแทบจะนับครั้งได้
“ครานี้ข้าจะให้เจ้ากินจนอิ่ม ให้หนำใจไปเลย”
ผ่านไปเพียงหนึ่งวันเต็ม สีหน้าของทั้งสองก็ดูดีขึ้นมาก ริมฝีปากไม่แห้งแตกจนเลือดซิบอีกต่อไป ใบหน้าที่เคยซูบซีดก็เริ่มดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง เหยียนลั่วหลีรู้ดีแก่ใจว่านี่เป็นเพราะร่างกายขาดน้ำมาเนิ่นนาน เมื่อได้รับน้ำหล่อเลี้ยงอย่างกะทันหันจึงแสดงผลลัพธ์เช่นนี้
นางยกมือขึ้นลูบคลำพวงแก้มที่ยังคงซูบตอบ และเรือนผมที่แห้งกรังของตนเอง ดูท่าเส้นทางการบ่มเพาะโฉมงามยังคงต้องพยายามต่อไปอีกนาน
เหยียนลั่วหลีไม่เคยเห็นหน้าตาของตนเองมาก่อน ทว่าเมื่อพิจารณาดูจากเครื่องหน้าจิ้มลิ้มของเหยียนหยาจื่อแล้วก็คิดว่า ในเมื่อกำเนิดมาจากมารดาคนเดียวกัน นางเองก็คงไม่ขี้ริ้วขี้เหร่จนเกินไปนักกระมัง อย่างน้อย ๆ ก็ไม่อัปลักษณ์เช่นสภาพที่เป็นอยู่ยามนี้
พอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ตามเนื้อตามตัวก็พลันรู้สึกคันยิบ ๆ ไปหมด พอลองใช้นิ้วถูแขนดู คราบขี้ไคลสีดำหนาเตอะก็หลุดลอกออกมาเป็นแผ่น เหยียนลั่วหลีเห็นแล้วแทบจะอาเจียนด้วยความสะอิดสะเอียน นี่เจ้าของร่างเดิมไม่ได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายมาเนิ่นนานเท่าใดแล้ว
เมื่อก่อนนั้นจนใจว่าไร้หนทาง ทว่ายามนี้กินอิ่มดื่มน้ำจนหนำใจแล้ว จะไม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร พอลืมตาขึ้นก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตรงนั้นมีต้นจ้าวเจี่ยวขึ้นอยู่ด้วย นี่แหละคือของดีชั้นเลิศสำหรับชำระล้างร่างกาย
คิดได้ดังนั้นนางก็รีบวิ่งก้าวกระโดดไปข้างหน้าสองสามก้าว อาศัยวิชาตัวเบากระโจนขึ้นไปบนต้นจ้าวเจี่ยวที่สูงหลายจั้ง คว้าเอาฝักจ้าวเจี่ยวพวงใหญ่ติดมือมาได้ ก่อนจะทิ้งตัวลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัยดังตุบ
“กินอิ่มแล้วหรือยัง”
นางหันไปถามเหยียนหยาจื่อที่กำลังลูบพุงกะทินอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ทว่าในมือเล็ก ๆ ยังคงกำสาลี่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“ไปกันเถิด หาแหล่งน้ำอาบน้ำชำระล้างร่างกายกัน”
หากไม่ได้อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณวันนี้ นางคงอกแตกตายเป็นแน่ นางเอื้อมมือไปดึงแขนเหยียนหยาจื่อเตรียมจะออกเดิน ทว่าเขากลับขืนตัวไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย
“เจ้าอยากจะเอาของพวกนี้ ไปด้วยรึ”
นางหันกลับไปมองเหยียนหยาจื่อที่จ้องมองกองสาลี่บนพื้นด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นไม่ยอมเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ท่าทางนี้มีหรือที่เหยียนลั่วหลีจะไม่รู้
นางส่ายหน้ายิ้ม ๆ เดินเลี่ยงไปด้านข้างเพื่อตัดเถาวัลย์เส้นเหนียวมาถักของสิ่งหนึ่งอย่างแคล่วคล่องว่องไว เพียงไม่กี่อึดใจ ตะกร้าสะพายหลังใบย่อมก็ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้น
เหยียนหยาจื่อตาเป็นประกายเมื่อเห็นผลงานของพี่สาว ก่อนช้อนตามองเหยียนลั่วหลีด้วยสายตาชื่นชมเลื่อมใส เหยียนลั่วหลีลอบถอนหายใจ เป็นเพราะความยากจนข้นแค้นบีบบังคับแท้ ๆ
“เก็บของพวกนี้ใส่ตะกร้าเสียเถิด”
มองดูเด็กน้อยที่กำลังตื่นเต้นดีใจกับการเลือกเก็บสาลี่ลูกโตใส่ตะกร้า เหยียนลั่วหลีก็ตระหนักได้ว่าตนเองยังมีภาระหน้าที่อีกมาก ทว่าท้ายที่สุดแล้ว นางก็สามารถทำให้เขาอิ่มท้องได้สำเร็จ
“นี่เจ้าเป็นคนรบเร้าอยากเอาไปเองนะ ฉะนั้นเจ้าก็ต้องเป็นคนแบกสะพายเอง”
แม้เหยียนลั่วหลีจะรักใคร่เอ็นดูน้องชายที่เติบโตมาด้วยกันอย่างยากลำบากผู้นี้ ทว่าก็ยังอยากขัดเกลาไม่ให้เขากลายเป็นคนเกียจคร้านรักความสบาย ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ให้เขามีความเห็นแก่ตัวเหมือนพวกคนสกุลเหยียน
“ข้าแบกเอง ข้าจะแบกเองขอรับ”
เหยียนหยาจื่อพยักหน้ารัว ๆ เขาไม่คิดจะเอาเปรียบให้พี่สาวต้องเป็นคนสะพายอยู่แล้ว พี่สาวเหน็ดเหนื่อยหาอาหารมามากพอแล้ว และเขาก็เป็นลูกผู้ชายเต็มตัว
คิดได้ดังนั้น เหยียนหยาจื่อก็จัดแจงสะพายตะกร้า เสร็จแล้วก็เชิดหน้า ยืดอกอย่างองอาจ ท่าทางน่ารักน่าชังนั้นทำเอาเหยียนลั่วหลีมันเขี้ยวจนอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปหอมแก้มเขาอีกฟอดใหญ่ นางช่วยตรวจตราผูกสายตะกร้าให้แน่นหนา จากนั้นสองพี่น้องก็มุ่งหน้าเดินลงเขาไปตามทางเดินสายเล็ก
“ท่านพี่ พวกเรากำลังจะไปที่ใดกันหรือขอรับ”
เหยียนหยาจื่อเอ่ยถาม พลางมองซากอสรพิษที่ถูกสับเป็นท่อน ๆ ไม่รู้ว่านี่เป็นงูตัวที่เท่าไรแล้วที่จบชีวิตลงเพราะคมมีดของพี่สาว ตอนแรกที่เผชิญหน้ากับมัน เขายังตกใจกลัวจนกรีดร้องออกมา แต่ยามนี้ชินชาจนไม่ร้องแล้ว เหยียนลั่วหลีจัดการนำซากงูมาม้วนขดรวมกันไว้ นี่แหละคือเนื้อรสเลิศที่หาได้ยากยิ่ง
ไปที่ใดรึ แน่นอนว่าย่อมต้องไปในสถานที่ที่ไม่มีผู้ใดรู้จักมักคุ้น พวกตนเพื่อเริ่มต้นสร้างชีวิตใหม่ เพียงแต่เท่าที่นางรู้มา ไม่ใช่แค่แคว้นที่พวกเขาจากมาเท่านั้น แคว้นใกล้เคียงก็ล้วนเผชิญกับภัยธรรมชาติ และภัยพิบัติจากน้ำมือมนุษย์เฉกเช่นเดียวกัน
แม้ความแห้งแล้งทุรกันดารดำเนินติดต่อกันมานานกว่าสองปี ยามนี้จะอพยพไปลงหลักปักฐานที่ใดก็คงมิต่างกัน แต่เหยียนลั่วหลีไม่เชื่อหรอกว่า แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลออกปานนี้ นางจะหาสถานที่อันสงบสุขสำหรับตนกับน้องไม่ได้
“ยังไม่รู้เลย เอาเป็นว่าเราไปเรื่อย ๆ ก่อน พอได้ที่เหมาะใจค่อยลงหลักปักฐาน ดีหรือไม่”
“ได้ขอรับ ข้าไปที่ใดก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงได้ติดตามท่านพี่ไปก็พอ”
เหยียนหยาจื่อพยักหน้ายืนยันคำพูดตนเองหนักแน่น เขาตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะฝากชีวิตไว้กับพี่สาวตลอดไป
เหยียนลั่วหลีคาดไม่ถึงว่า เจ้าของร่างเดิมที่แสนโง่งมทึ่มทื่อจะได้รับความไว้วางใจรักใคร่จากน้องชายถึงเพียงนี้ ภายในใจของนางพลันเกิดความรู้สึกมากมายปะปนกันไป
ทั้งสองเดิน ๆ หยุด ๆ พักเหนื่อยกันเป็นระยะ เมื่อใกล้จะถึงบริเวณตีนเขา เหยียนลั่วหลีก็ได้กลิ่นความชื้นลอยมาปะทะจมูก ไม่ผิดแน่ มันคือกลิ่นความชื้นของแหล่งน้ำ
เป็นดังที่คาดการณ์ไว้ เมื่อลงมาถึงตีนเขา ก็พบกับสายธารสายเล็ก ๆ ที่มีน้ำใสสะอาดไหลริน เหยียนหยาจื่อเห็นแล้วก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจสุดขีด
“ลำธารท่านพี่ มีลำธารจริง ๆ ด้วยขอรับ”
เหยียนลั่วหลีเองก็มีใบหน้าเปี่ยมสุข แม้จะคาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อได้เห็นสายน้ำเย็นฉ่ำก็ยังตื่นเต้นดีใจอยู่ดี
“ในที่สุดก็ได้อาบน้ำเสียที”
นางจับเหยียนหยาจื่อถอดเสื้อผ้าจนล่อนจ้อน แล้วนำฝักจ้าวเจี่ยวมาทุบกับโขดหินจนแหลกละเอียด กอบเอาฟองสบู่กลิ่นหอมกรุ่นขึ้นมาละเลงชโลมลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเขา เหยียนหยาจื่อหน้าแดงด้วยความเขินอาย สองมือน้อย ๆ ปิดบังของสงวนเบื้องล่าง และกระโดดหย็องแหย็งไปมา
“ท่านพี่ ๆ ข้าโตแล้ว ข้าอาบเองได้ขอรับ”
เหยียนลั่วหลีเห็นท่าทางนั้นก็หลุดหัวเราะพรืดออกมา เด็กคนนี้ช่างขี้อาย น่าเอ็นดูเสียจริง
“ได้ ๆ เช่นนั้นเจ้าอาบเองเถิด” นางว่าพลางทุบฝักจ้าวเจี่ยวทิ้งไว้ให้เขาใช้อีกกำมือใหญ่
“ขัดถูคราบไคลออกให้สะอาดหมดจดเล่า อย่าลืมสระผมด้วย”
สั่งความจบนางก็หันหลังเดินเลี่ยงไปที่หลังโขดหินก้อนใหญ่ บริเวณนี้ยังมีแอ่งน้ำใสสะอาดอีกแห่ง เมื่อชำระล้างร่างกายแล้วก็เห็นคราบไคลสีดำสีเหลืองลอยฟ่องอยู่บนผิวน้ำ เหยียนลั่วหลีก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน นี่มันหมักหมมฝังรากลึกแทบถึงกระดูกแล้วกระมัง
นางคว้าจ้าวเจี่ยวมากำหนึ่ง บีบขยี้จนแหลกละเอียดแล้วนำมาละเลงลงบนศีรษะ เส้นผมนี้ก็ไม่รู้ว่ามีเหาหมัดขึ้นไปทำรังหรือไม่ ทั้งมันเยิ้ม ทั้งสกปรกจนจับตัวเป็นก้อน ๆ หยาบกระด้างดุจไม้กวาด
“ใบหน้านี้เหมือนกับใบหน้าเดิมข้าก่อนจะทะลุมิติมาไม่มีผิดเพี้ยนเลยแฮะ”
เหยียนลั่วหลีชะโงกหน้ามองดูเงาสะท้อนในแอ่งน้ำ พลางยกมือลูบพวงแก้มสีเหลืองซีดแล้วพึมพำกับตนเอง ขนาดอยู่ในสภาพซูบผอมย่ำแย่ขนาดนี้ ก็ยังพอมีเค้าว่าหากเติบโตขึ้นจะงดงามสะคราญโฉมปานใด
หรือว่าการทะลุมิติมาเข้าร่างนี้ของนางจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สวรรค์กลั่นแกล้งกันนะ
“ท่านพี่ ท่านพี่”
เสียงเรียกแจ้ว ๆ ดังมาจากอีกฝั่งดึงสติของเหยียนลั่วหลีให้กลับคืนมา ช่างเถิด ในเมื่อจับพลัดจับผลูมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็แล้วกันเถิด นับแต่นี้เป็นต้นไป นางก็คือเหยียนลั่วหลีของยุคนี้อย่างเต็มตัว
เมื่อก้มมองดูเส้นผมยาวที่พันกันยุ่งเหยิง นางก็ตัดสินใจเด็ดขาด ดึงมีดสั้นออกมา แล้วรวบเส้นผมตัดทิ้งอย่างไม่ลังเล เพียงไม่นานเหยียนลั่วหลีในคราบเด็กชายผมสั้นทะมัดทะแมงก็ปรากฏโฉม
“ท่านพี่ เหตุใดท่านจึงตัดผมตนเองทิ้งเสียเล่าขอรับ”
เหยียนหยาจื่ออาบน้ำเสร็จเดินอ้อมมาเห็นเข้าก็ร้องเสียงหลง เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีสตรีเรือนใดที่ใจกล้าตัดเรือนผมล้ำค่าของตนเองทิ้งเยี่ยงนี้
“ก็ดูทะมัดทะแมงดีออกไม่ใช่หรือ” เหยียนลั่วหลียกมือขึ้นลูบผมสั้นเต่อของตนเอง ทรงผมเยี่ยงนี้แหละถึงจะดูแลรักษาง่าย และเหมาะแก่การท่องไปในยุทธภพ
เมื่อเห็นเหยียนหยาจื่อดูตกตะลึงแกมเคร่งเครียด นางก็เอ่ยปลอบใจ “ผมสั้นเช่นนี้ดีแล้ว ต่อแต่นี้ไปเจ้าก็เรียกข้าว่าพี่ใหญ่เถิด พวกเรารอนแรมเดินทางอยู่ภายนอกเช่นนี้ ข้าแต่งกายแปลงโฉมเป็นบุรุษย่อมปลอดภัย และเหมาะสมกว่า”
เหยียนหยาจื่อที่เดิมทีตั้งใจจะดื้อดึงคัดค้าน พอได้ฟังเหตุผลก็จำต้องก้มหน้าลงยอมรับอย่างปวดใจ สิ่งที่พี่สาวกล่าวมาล้วนเป็นความจริงทุกประการ เด็กหญิงอ่อนแอผู้หนึ่งพาเด็กชายตัวเล็ก ๆ ร่วมเดินทางในยุคข้าวยากหมากแพงที่ผู้คนหิวโหยคลุ้มคลั่งเช่นนี้จะสะดุดตาผู้คนเพียงใด คงไม่ต้องเอื้อนเอ่ยให้มากความ
เหยียนลั่วหลีมองน้องชายที่อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณจนเนื้อตัวขาวสะอาดสะอ้าน ก็เริ่มคันไม้คันมืออยากจะตัดผมขึ้นมาอีกแล้ว
“ผมของเจ้า ก็สมควรจะตัดทิ้งได้แล้วกระมัง”
เส้นผมที่ทั้งยาวรุงรัง ทั้งเหลืองแห้งกรังดุจหญ้าแห้ง ตัดทิ้งเสียให้หมด ผมใหม่งอกขึ้นมาจะได้ดกดำเงางาม เมื่อพวกเขาหาสถานที่สงบสุขลงหลักปักฐานได้แล้ว ถึงเวลานั้นเส้นผมก็คงจะยาวระต้นคอพอดี
“ท่านพี่ ไม่สิ พี่ใหญ่ ท่านช่วยตัดให้ข้าทีขอรับ”
เหยียนหยาจื่อว่าพลางหลับตายื่นศีรษะเล็ก ๆ เข้าไปใต้ฝ่ามือของเหยียนลั่วหลีอย่างว่าง่าย ร่างกายและเส้นผมที่ได้รับมาจากบิดามารดา พี่สาวยังใจเด็ดตัดทิ้งเพื่อความอยู่รอดได้ แล้วลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างเขามีเหตุผลอันใดที่จะตัดไม่ได้เล่า
สัมผัสปุกปุยของเรือนผมใต้ฝ่ามือ ทำเอาเหยียนลั่วหลีเหม่อลอยไปชั่วขณะ ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีก็ดึงสติกลับมาได้พร้อมกับรอยยิ้มอิ่มเอมใจ มีดสั้นตวัดฉับอย่างคล่องแคล่ว เส้นผมร่วงหล่นลอยล่องไปตามกระแสน้ำใส
“พี่ใหญ่ หอมจริง ๆ เลยขอรับ”
เหยียนหยาจื่อสูดจมูกฟุดฟิด ดมกลิ่นเนื้อหอมฉุยที่ลอยอบอวลปะทะจมูกอยู่ในอากาศ สองตาหลับพริ้มด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขล้นปรี่
“ตัวพี่ใหญ่ไม่ได้หอมหรอก กลิ่นเนื้อต้มหม้อนั้นต่างหากเล่าที่หอมชวนน้ำลายสอ”
เหยียนลั่วหลีเย้าแหย่เหยียนหยาจื่อจนแก้มแดง ต้องยอมรับเลยว่า สายเลือดตระกูลเหยียนของพวกเขานับว่าหน้าตาดีไม่เบา พอได้อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณชำระล้างคราบสกปรก และผลัดเปลี่ยนสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน ก็กลายเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลา และเด็กชายที่จิ้มลิ้มพริ้มเพราไปเสียแล้ว ติดก็ตรงที่ส่วนสูงและรูปร่างนี้ ออกจะแคระแกร็นกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันไปสักหน่อย
แกงเนื้องูป่าที่คลุกสมุนไพร และต้มจนเดือดปุด ๆ นี้หอมอย่างยิ่ง จนแม้แต่เหยียนหยาจื่อที่ตอนแรกหวาดกลัวซากงูก็ยังซดน้ำแกงรวดเดียวหมดชาม และอุทานออกมาว่า เนื้อนี้ช่างหวานนุ่มอร่อยกว่าเนื้อไก่ต้มเสียอีก
เป็นอีกคราที่สองพี่น้องนอนแผ่หลาลูบพุงป่อง ๆ อยู่ริมลำธาร นี่นับเป็นมื้ออาหารที่อิ่มหนำสำราญ และเอร็ดอร่อยที่สุดในชีวิตตั้งแต่พวกเขาเกิดมาเลยทีเดียว
“พี่ใหญ่”
เหยียนหยาจื่อที่มีใบหน้าอิ่มเอมเปี่ยมสุขกำลังจะเอื้อนเอ่ยชวนคุย ทว่าจู่ ๆ ก็ถูกเหยียนลั่วหลียกมือขึ้นปิดปากเอาไว้แน่น เขาเบิกตากว้างมองใบหน้าตึงเครียดของพี่ใหญ่อย่างตื่นตระหนก ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้อง
“เร็วเข้า รีบเก็บข้าวของ”
เสียงความเคลื่อนไหวฝีเท้าที่สับสนวุ่นวายขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ บวกกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งที่ลอยตามลมมา ทำให้สัญชาตญาณหน่วยรบพิเศษของเหยียนลั่วหลีตื่นตัว และเพิ่มความระวังภัยไปที่ระดับสูงสุดทันที
นางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาที่หลบภัยอย่างฉับไว ก่อนจะสะดุดอยู่บริเวณกลางหน้าผาสูงชันที่อยู่ใกล้ ๆ ตรงนั้นมีปากถ้ำที่เร้นตัวอยู่หลังม่านน้ำตกพอดี ซึ่งหากไม่สังเกตดี ๆ จะไม่เห็นเลย
เหยียนลั่วหลีสูดลมหายใจเข้าลึก มือหนึ่งหิ้วคอเสื้อเหยียนหยาจื่อขึ้นมาดุจหิ้วลูกแมว อีกมือคว้าเถาวัลย์เส้นเขื่องที่ห้อยระย้าบนหน้าผาไว้แน่น รวบรวมกำลังภายในทั้งหมดที่มีออกแรงเหวี่ยงตัวทะยานลอยละลิ่วไปข้างหน้า เพียงไม่กี่ก้าวก็สามารถทะลุม่านน้ำตก และกลิ้งหลบเข้าไปซ่อนตัวในถ้ำลับได้อย่างปลอดภัย
“ชู่ว”
ทั้งสองสบตากันเงียบ ๆ ในความมืดสลัว ทันใดนั้น เบื้องล่างก็พลันแว่วเสียงการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างดุเดือด และเสียงฝีเท้าเคลื่อนเข้ามาใกล้
