บทที่ 4 ป่าที่เต็มไปด้วยอันตราย
รุ่งสาง บนถนนสายหลักพลันมีเสียงแผดร้องโหยหวนดังขึ้น จากนั้นก็บังเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้น ทว่ายามนี้ ภายในป่าทึบอันเงียบสงบ ร่างเล็กจ้อยสองร่างกำลังนอนหลับใหลเอาศีรษะอิงแอบกัน เสียงวิหคยามเช้าส่งเสียงร้องสลับสูงต่ำขับขาน
“ติ๋ง” เสียงหยดน้ำหล่นกระทบดังก้องอยู่ข้างหู
เหยียนลั่วหลีลืมตาอันคมกริบขึ้นมาประดุจพยัคฆ์ตื่นจากการหลับใหล นางชะงักงันไปครู่หนึ่งกว่าจะดึงสติกลับคืนมาได้เต็มที่ เมื่อก้มมองดูเหยียนหยาจื่อที่นอนหลับตาพริ้มอย่างสงบสุขในอ้อมแขน ภายในใจก็พลันอ่อนยวบลง จากนี้ไปพวกเขาคือพี่น้องจะต้องคอยดูแลพึ่งพาซึ่งกันและกันแล้ว เหยียนลั่วหลีผู้นี้หาได้ตัวคนเดียวในโลกหล้าอีกต่อไป
เมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวแต่หนหลังขึ้นมา ใบหน้าของเหยียนลั่วหลีก็ฉายแววคะนึงหาอยู่ชั่วครู่ เอาเถิด วันเวลาเหล่านั้นก็ปล่อยให้มันปลิวลอยไปกับสายลมก็แล้วกัน ยามนี้นางเป็นได้เพียงเหยียนลั่วหลีในยุคโบราณแห่งนี้เท่านั้น
“ท่านพี่”
เหยียนหยาจื่อลืมตาขึ้นมา มองดูพี่สาวที่มีใบหน้าเรียบเฉยอย่างรู้สึกแปลกตาไปบ้าง ทว่าสองมือเล็ก ๆ กลับกอดรัดร่างของเหยียนลั่วหลีเอาไว้แน่น อย่างไรเสียพี่สาวย่อมเป็นพี่สาวของเขาอยู่วันยังค่ำ
“ตื่นแล้วหรือ”
เหยียนลั่วหลียื่นมือไปขยี้ผมอันยุ่งเหยิงของเหยียนหยาจื่อด้วยความเอ็นดู น้องชายที่ทั้งนุ่มนิ่ม และน่ารักน่าชังเช่นนี้ ช่างเป็นโชคดีที่นางเก็บตกมาได้เสียจริง
“มา กินรองท้องเสียหน่อยเถิด” นางล้วงเอาหมั่นโถวแป้งขาวนวลจากในห่อสัมภาระออกมาวางลงบนมือน้อย ๆ ของเหยียนหยาจื่อ มืออีกข้างก็ถือกระบอกน้ำเตรียมคอยให้น้องชายดื่มแก้กระหาย
เหยียนหยาจื่อบิหมั่นโถวออกเป็นสองซีก แบ่งครึ่งหนึ่งไปจ่อที่ริมฝีปากของเหยียนลั่วหลี เขากัดเม้มริมฝีปากที่แห้งผากพลางเอ่ยเสียงเบา
“ท่านพี่ก็กินด้วยกันสิขอรับ”
เหยียนลั่วหลียิ้มกว้างจนตาหยี พลางขยี้ผมเขาด้วยความมันเขี้ยวอีกสองสามที
“ตกลง กินด้วยกันเถิด วันข้างหน้าไม่ต้องทนอดมื้อกินมื้ออีกต่อไปแล้ว พี่สาวผู้นี้สามารถเลี้ยงดูเจ้าให้อิ่มหนำได้แน่นอน”
เหยียนหยาจื่อรับฟังวาจาอันห้าวหาญของพี่สาวแล้วก็เชื่อมั่นหมดใจ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น เผยสีหน้าคาดหวัง “เช่นนั้น จะได้กินเนื้อด้วยหรือไม่ขอรับ”
ในสายตาของเด็กน้อยเหยียนหยาจื่อนั้น เนื้อคือของล้ำค่าที่อร่อยที่สุดในใต้หล้า เขาเติบโตมาจนป่านนี้ จำนวนครั้งที่ได้ลิ้มรสเนื้อนั้น ใช้นิ้วมือเพียงข้างเดียวยังนับได้ครบถ้วนเลย
“ย่อมได้สิ ข้าจะหาให้เจ้ากินจนไม่อยากกินเนื้ออีกต่อไป” เหยียนลั่วหลีแย้มยิ้มเบิกบาน บนภูเขาแห่งนี้สิ่งที่มีมากที่สุดก็คือเนื้อสัตว์นี่แหละ
ทั้งสองกินไปหัวเราะร่วนไปจนอิ่มหนำ นางให้เหยียนหยาจื่อนั่งพักดูอยู่ด้านข้าง ส่วนตนเองก็เริ่มลงมือตรวจนับเสบียง และสิ่งของที่กวาดต้อนมาได้เมื่อคืน
ข้าวของมีไม่มากนัก ทว่าล้วนเป็นของที่ใช้งานได้จริง พวกเขาสองคนพี่น้องรวมกันแล้ว ขนาดตัวยังโตไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ อีกทั้งยังต้องรอนแรมอยู่ในป่าลึกที่อันตรายถึงเพียงนี้ หากนางอยู่เพียงลำพังก็คงไม่เป็นกระไรนัก แต่เมื่อพาเหยียนหยาจื่อมาด้วย ก็จำต้องนึกถึงความปลอดภัยของเขาเป็นหลัก เหยียนลั่วหลีจึงตั้งใจจะเดินทางด้วยสัมภาระที่เบาที่สุด
มีดสั้นสามเล่ม ดาบใหญ่หนึ่งเล่ม หินเหล็กไฟหนึ่งก้อน เกลือสองห่อ กระทะเหล็กใบเล็กหนึ่งใบ กระบอกน้ำขนาดใหญ่และเล็กอย่างละหนึ่งกระบอก นอกจากนี้ยังมีห่อสมบัติ และเครื่องประดับชิ้นเล็ก ๆ อีกหนึ่งห่อ รวมถึงห่อเสบียงแห้ง และหมั่นโถวอีกห่อใหญ่
อ้อ มีเสื้อผ้าของน้องสาวต่างมารดาที่นางฉกฉวยมาได้อีกสองชุด นังเด็กบ้าผู้นั้น ทั้งที่หนีตายแท้ ๆ ก็ยังอุตส่าห์มีแก่ใจพกเสื้อผ้าสวยงามติดตัวมาด้วย ทว่าเหยียนลั่วหลีหาได้เลือกชุดที่งดงามเหล่านั้นไม่ นางกลับเลือกหยิบชุดสีเทาหม่น ๆ ที่ดูไม่สะดุดตามาแทน
ยุคเข็ญเช่นนี้ จะอยากแต่งกายให้ฉูดฉาดบาดตาไปเพื่อเหตุใดกัน สถานเบาก็คงถูกเปลื้องผ้าปล้นชิงจนหมดสิ้น สถานหนักน่ะหรือ คงถูกจับไปชำแหละกินเยี่ยงหมูเยี่ยงแกะเป็นแน่ ส่วนสมบัติเงินทองเหล่านี้น่ะหรือ
“นั่นมันของท่านแม่”
เหยียนหยาจื่อเห็นพี่สาวกำลังเหม่อลอย ก็ชี้มือไปที่เครื่องประดับเหล่านั้นพลางร้องขึ้น ดวงตากลมโตราวกับผลองุ่นจ้องมองเหยียนลั่วหลีเขม็งด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง เหยียนลั่วหลีพยักหน้า
“ใช่แล้ว ของท่านแม่”
เครื่องประดับเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสินเดิมของมารดา นางจริง ๆ ทว่าหลังจากมารดาสิ้นใจ ก็ถูกแม่เลี้ยงหน้าหนาฮุบเอาไป เหยียนลั่วหลีมักจะได้ยินแม่เลี้ยงคอยพร่ำบอกน้องสาวต่างมารดาอยู่บ่อยครั้งว่า วันข้างหน้าของเหล่านี้จะตกเป็นสินสอดของนาง ข้าวของของเหยียนลั่วหลีผู้นี้ มันจะเอาไปได้ง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ แม้แต่ขนสักเส้น ข้าก็จะไม่เหลือทิ้งไว้ให้พวกเจ้า
ส่วนข้าวของที่เหลือ ล้วนฉกชิงมาจากชายฉกรรจ์เหล่านั้น แม้แต่ตั๋วเงินที่พวกนั้นซ่อนเอาไว้ใต้พื้นรองเท้าก็ยังถูกเหยียนลั่วหลีค้นออกมาจนหมดเกลี้ยง ชนิดที่ว่าห่านป่าบินผ่านยังต้องถูกถอนขนจนหมดตัวก็ไม่ปาน
นางเลือกกระบอกน้ำขนาดเล็ก มีดสั้นหนึ่งเล่ม เครื่องประดับเงินทอง หินเหล็กไฟ และห่อเกลือ ไปผูกไว้บนตัวของเหยียนหยาจื่อจนครบถ้วน
“น้องชาย นี่คือทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพวกเรา เจ้าต้องดูแลมันให้ดีนะ”
เหยียนหยาจื่อปั้นหน้าขึงขังราวกับผู้ใหญ่ สองมือน้อย ๆ กุมกระบอกน้ำ และเครื่องประดับที่ห้อยอยู่หน้าอกเอาไว้แน่น
“ท่านพี่วางใจได้เลยขอรับ”
ท่าทางขึงขังของเด็กน้อยผู้นี้ดูไปช่างน่าเอ็นดูเสียจนเหยียนลั่วหลีอดไม่ได้ที่จะรวบตัวมาทั้งหอมทั้งกอดไปชุดใหญ่จนพอใจ จากนั้นนางก็จัดการสะพายข้าวของที่เหลือไว้กับตัว แล้วออกแรงเพียงฮึดเดียวก็สามารถผลักยกก้อนหินใหญ่ที่ขวางปิดปากถ้ำอยู่ออกไปได้ เมื่อหันกลับมามองดูก้อนหินใหญ่ที่มีความสูงพอ ๆ กับตัวนาง เหยียนลั่วหลีก็เริ่มทำใจยอมรับความจริงข้อนี้ได้แล้ว เรี่ยวแรงมหาศาลของเจ้าของร่างเดิมผู้นี้ไม่อาจดูแคลนได้เลยจริง ๆ หรือว่าคนยุคโบราณจะมีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้กันทุกคน
“ฟิ้ว ฉึก”
เสียงมีดสั้นแหวกอากาศดังขึ้น ทำเอาเหยียนหยาจื่อสะดุ้งสุดตัว เมื่อชำเลืองมองตาม ก็เห็นมีดสั้นเล่มหนึ่งปักเข้าที่ก้อนหินใหญ่อย่างแรง ชั่วพริบตาก็ฝังลึกเข้าไปในเนื้อหินอันแข็งแกร่ง ปลายคมมีดนั้นปรากฏร่างของตะขาบตัวใหญ่สีดำมะเมื่อมขนาดเท่าท่อนแขนของเด็กทารกกำลังดิ้นรนบิดลำตัวไปมา ท่าทางที่ดูดุร้ายน่าสะพรึงกลัวของมันทำเอาเหยียนหยาจื่อตกใจจนต้องก้าวถอยหลังหนีไปหลายก้าว
“ไม่ต้องกลัว นี่คือของดีเชียวนะ”
เหยียนลั่วหลีดึงเศษผ้าออกมาด้วยแววตาตื่นเต้น นางตวัดมีดเพียงครั้งเดียวก็ตัดหัวตะขาบยักษ์จนขาดสะบั้น จากนั้นก็เอาผ้าห่อลำตัวของมันไว้ หย่อนลงย่ามสัมภาระแล้วตบเบา ๆ พลางยิ้มกว้างจนตาหยี ดูท่าป่าทึบแห่งนี้ นอกจากจะซุกซ่อนอันตรายไว้ทุกย่างก้าวแล้ว ก็ยังมีของดีซุกซ่อนอยู่อีกมากนัก
“น้องชาย พวกเราไปกันเถิด”
นางเอื้อมมือไปจูงมือเหยียนหยาจื่อ สองพี่น้องก้าวเดินอาด ๆ ออกไปสู่โลกภายนอกอย่างห้าวหาญ พอเงยหน้าขึ้น ถึงได้เห็นทิวทัศน์ภายนอกถ้ำอย่างชัดเจนเต็มสองตา
ให้ตายเถิด สีเขียวขจีของแมกไม้ละลานตา ยอดเขาสูงชันสลับซับซ้อนทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เมื่อคืนพวกนางเดินเข้ามาลึกถึงเพียงนี้เชียวหรือ
แต่เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ในป่าเขาลำเนาไพรนอกจากสัตว์ป่าดุร้ายแล้วก็มีแต่ต้นไม้ ใช้ชีวิตเยี่ยงนี้แล้วเบิกบานใจกว่าการต้องทนอยู่ร่วมปะปนกับผู้คนมิใช่หรือ เพียงแค่อาศัยทักษะหลีกเลี่ยงบริเวณที่สัตว์ป่าออกหากิน แล้วเร่งบำรุงรักษาร่างกายของพวกตนให้แข็งแรง เหยียนลั่วหลีก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถใช้ผืนป่าอันกว้างใหญ่แห่งนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เลี้ยงดูพวกเขาสองคนพี่น้องให้อยู่รอดปลอดภัยได้
ทั้งสองออกเดินมุ่งหน้าไปตามทางในป่าทึบ มีแมลงน้อยใหญ่มากมาย ทั้งแมงมุมและสัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษร้ายแรงนานาชนิด ยิ่งไปกว่านั้น เหยียนลั่วหลียังพบรอยเท้าขนาดใหญ่ของสัตว์ร้ายอีกด้วย ซึ่งหากนางอยู่เพียงลำพังไม่มีเหยียนหยาจื่อ นางก็คงพอจะงัดฝีมือต่อสู้กับพวกมันดูสักตั้ง ทว่ายามนี้มีภาระผูกพัน จึงทำได้เพียงเลือกเดินอ้อมหลบเลี่ยงไปทางอื่นเท่านั้น
“เห็นหรือไม่ นี่คือวิธีดูอายุของต้นไม้ วงปีของต้นไม้ที่ชี้ไปทางนี้ก็คือทิศใต้เช่นไรเล่า” เหยียนลั่วหลีชี้มือไปที่ตอไม้เล็ก ๆ ที่ถูกโค่นลง พลางสอนให้เหยียนหยาจื่อรู้จักการสังเกตทิศทาง
“หรือมิเช่นนั้น เจ้าก็ลองสังเกตดูทิศทางของใบไม้ ใบไม้ฝั่งที่หันไปทางทิศใต้มักจะเจริญงอกงามหนาแน่นกว่า ส่วนฝั่งทิศเหนือจะบางเบากว่า”
เหยียนหยาจื่อตั้งใจฟังแล้วก็พยักหน้ารับด้วยความประหลาดใจ ดวงตากลมโตฉายแววฉงน และเลื่อมใส ท่านพี่ช่างเก่งกาจ และรอบรู้ยิ่งนัก
“หากต้องการค้นหาแหล่งน้ำ ก็ต้องมุ่งหน้าไปตามหาบริเวณหุบเขาที่ต่ำกว่า หรือไม่เจ้าก็สังเกตดูว่าพื้นดินฝั่งใดชื้นแฉะ และมีตะไคร่น้ำ ก็ให้มุ่งหน้าไปทางทิศนั้น”
เหยียนลั่วหลีพร่ำสอนสั่งวิชาเอาตัวรอดไม่ขาดปาก ด้วยเกรงว่าหากมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นในวันข้างหน้าจนพวกเขาเกิดพลัดหลงกัน เหยียนหยาจื่อจะยังสามารถนำวิชาเหล่านี้มาใช้เอาชีวิตรอดจนกว่านางจะพลิกแผ่นดินตามหาเขาจนพบ
มือข้างหนึ่งจูงมือน้องชายพาก้าวเดินพลางสั่งสอนไป เหยียนหยาจื่อก็ช้อนตามองดูเหยียนลั่วหลีด้วยสายตาเทิดทูนบูชา สิ่งที่พวกเขาไม่รู้เลยก็คือ ภาพความทรงจำอันล้ำค่าในยามนี้ มักจะหวนกลับมาให้รำลึกถึงอยู่เสมอในภายภาคหน้า
เหยียนลั่วหลีคอยสังเกตร่องรอยบนพื้นดินไปตลอดเส้นทาง บริเวณใดที่มีร่องรอยสัตว์ป่าออกหากิน นางก็จะพาเดินหลีกเลี่ยงให้ห่างไกล ยามนี้ยังมิใช่เวลาอันควรที่จะไปปะทะด้วย
ทันใดนั้น สายตาอันแหลมคมของนางก็เหลือบไปเห็นพืชใบกว้างขนาดใหญ่หลายต้นมาแต่ไกล เหยียนลั่วหลีที่มีใบหน้าตื่นเต้นดีใจก็รีบจูงมือน้องชายวิ่งรี่เข้าไปหา
“เป็นต้นกล้วยป่าจริง ๆ ด้วย”
“ปึก ปึก ปึก”
นางยกมือขึ้นตบไปที่ลำต้นอันอวบหนาติดต่อกันหลายครั้ง ปลดกระบอกน้ำขนาดใหญ่ออกจากตัว ชักมีดสั้นออกมากรีดลงไปบนลำต้น พลางเอ่ยกับเหยียนหยาจื่อด้วยท่าทีลึกลับซับซ้อน
“จงเบิกตาดูให้ดีเล่า พี่สาวจะแสดงมายากลวิเศษให้เจ้าดู”
นางนำปากกระบอกน้ำไปรองรับไว้ตรงรอยกรีดบนลำต้นกล้วยป่า ก่อนจะดึงมีดสั้นออกทันควัน
“ซู่”
เสียงน้ำไหลดังขึ้น บริเวณรอยเจาะพลันมีสายน้ำใสสะอาดพวยพุ่งออกมา มันคือน้ำบริสุทธิ์จริง ๆ ด้วย
เหยียนหยาจื่อเบิกตากว้างจ้องเขม็ง มันคือน้ำจริง ๆ
เมื่อเห็นว่ากระบอกน้ำขนาดใหญ่ในมือพี่สาวใกล้จะเต็มปรี่แล้ว เขาก็รีบปลดกระบอกน้ำขนาดเล็กบนตัวลงมาอย่างรู้ความ เทน้ำขุ่น ๆ ที่หลงเหลืออยู่ด้านในทิ้ง แล้วล้างอย่างรวดเร็ว รอจนกระบอกน้ำใหญ่ถูกยกออกไป เขาก็รีบนำกระบอกน้ำของตนเข้าไปจ่อรองแทนทันที ไม่ปล่อยให้น้ำอันล้ำค่าไหลทิ้งลงดินไปแม้แต่หยดเดียว
เหยียนลั่วหลีมองดูความกระฉับกระเฉงว่องไวรู้ความของเหยียนหยาจื่อแล้วก็พยักหน้ายิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ เด็กคนนี้นางมองออกแต่แรกแล้วว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ มิเช่นนั้นก็คงไม่อาจประคับประคองพี่สาวที่โง่งมเช่นเจ้าของร่างเดิมให้รอดชีวิตมาได้จวบจนบัดนี้หรอก
นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเหยียนหยาจื่อคงเริ่มเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความเปลี่ยนแปลงของนางบ้างแล้ว ทว่านั่นจะสำคัญอันใดเล่า ถึงอย่างไรนางก็คือเหยียนลั่วหลี พี่สาวของเขาอยู่วันยังค่ำ
