ตอนที่ 6 เก็บคนได้
“เขาจะต้องอยู่แถวนี้แหละ ค้นให้ทั่ว”
น้ำเสียงแหบพร่าดุดันดังขึ้นด้านนอกถ้ำ เหยียนหยาจื่อกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าตนจะเผลอส่งเสียงร้องออกไป แต่เหยียนลั่วหลีกลับเพียงหรี่ตาลงมองเหตุการณ์
ไม่ได้มาตามหาพวกเขาหรอก น้ำเสียงเช่นนี้ฟังดูก็รู้ว่าเป็นมือสังหารที่เข่นฆ่าผู้คนมานับไม่ถ้วน
สัญชาตญาณจากอาชีพเดิมที่ทำมาตลอดสิบปีนั้น ทำให้เหยียนลั่วหลีเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว คนกลุ่มนี้มีแปดคน บาดเจ็บเล็กน้อยสามคน บาดเจ็บสาหัสสองคน ส่วนอีกสามคนที่เหลือไร้รอยขีดข่วน อาวุธในมือฟังจากเสียงกระทบกันก่อนหน้านี้ก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดาสามัญ ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงบ่งบอกถึงวรยุทธ์ที่ไม่ธรรมดา จังหวะก้าวเดินพร้อมเพรียง และมีระเบียบวินัย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นกองกำลังที่ถูกฝึกฝนมาโดยเฉพาะ
ผู้ใดกันนะที่ถูกตามล่ามาถึงที่นี่ เหยียนลั่วหลีลูบปลายคางอย่างใช้ความคิด หรือว่าจะมีคนแอบลักลอบเข้ามาในอาณาเขตของนางโดยที่นางไม่ทันสังเกต สีหน้าของนางเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมา หุบเขาแห่งนี้ไม่ว่าซอกหลืบเล็กหรือใหญ่ นางล้วนสำรวจดูล่วงหน้ามาหมดสิ้นแล้ว ดูท่าจะมีคนลอบเข้ามาอย่างเงียบเชียบจริง ๆ
ทิศทางที่คนกลุ่มนี้ตามหาไม่มีผิดเพี้ยน หากมีผู้ใดคิดจะชักนำภัยมาหานางแล้วละก็ ใบหน้าของเหยียนลั่วหลีพลันฉายแววเหี้ยมเกรียม นางลูบคลำดาบใหญ่เล่มเขื่องข้างกาย พลางเลียริมฝีปากที่ยังมีกลิ่นคาวของน้ำแกงงูติดอยู่ ดาบใหญ่ของนางกระหายเลือดเต็มทีแล้ว
ชาติก่อน ในกองทัพไม่มีผู้ใดล่วงรู้อดีตของเหยียนลั่วหลี ทุกคนรู้เพียงว่านางเป็นหน่วยรบพิเศษหญิงที่เก่งกาจด้านการต่อสู้ และจิตใจอำมหิตเด็ดขาด ใช่ว่าไม่มีผู้ใดเคยคิดจะสืบประวัติของสตรีผู้นี้ ทว่าแฟ้มประวัติของนางกลับว่างเปล่า นางเองก็ไม่เคยปริปากเล่าเรื่องราวในอดีตให้ผู้ใดฟัง
ในช่วงปีแรก ๆ ด้วยฐานะที่คลุมเครือ นางจึงมักจะไปไหนมาไหนเพียงลำพัง จนกระทั่งเวลาผ่านไป นางจึงค่อย ๆ เข้ากับคนในหน่วยได้
ทว่าสันดานดิบที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดนั้น จะให้เปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ง่าย ๆ เชียวหรือ ทางรอดมีไม่เดิน กลับรั้นจะบุกฝ่าเข้าประตูยมราช
ประกายตาของเหยียนลั่วหลีวูบไหวยากจะคาดเดา เหยียนหยาจื่อเองก็ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย รอจนกระทั่งเสียงค้นหาห่างออกไป เขาจึงทิ้งตัวนั่งลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง
“ท่านพี่ พวกเราจะออกไปหรือไม่ขอรับ”
เหยียนหยาจื่อนวดหัวเข่าที่เมื่อยล้าจากการนั่งยอง ๆ เป็นเวลานาน ร่างกายของเขายังคงสั่นเทา น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยก็สั่นเครือ เหยียนลั่วหลีลูบศีรษะนุ่ม ๆ ตรงหน้า
“ไม่ต้องกลัว พวกเราจะพักอยู่ที่นี่สักคืน พรุ่งนี้ค่อยออกไป”
ยามนี้เป็นเวลาบ่ายคล้อย กินอิ่มดื่มน้ำจนหนำใจแล้ว ช่างเหมาะแก่การพักผ่อนยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ำแห่งนี้ยังซ่อนตัวจากสายตาผู้คนได้เป็นอย่างดี นับเป็นสถานที่หลบภัยชั้นยอด อีกประการหนึ่ง คนกลุ่มนั้นยังไปได้ไม่ไกล
บนเนินเขาไม่ไกลนัก บุรุษร่างกำยำสวมเสื้อคลุมสีดำ และสวมหน้ากากยืนนิ่งไม่ไหวติง มือข้างหนึ่งกุมด้ามดาบที่เอว สายตาทอดมองไปเบื้องหน้า
“หัวหน้า ยังหาตัวไม่พบขอรับ”
บุรุษอีกคนในชุดแต่งกายคล้ายคลึงกันวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน สิ่งที่แตกต่างคือ บุรุษผู้นี้สวมหน้ากากสีขาว
“หาต่อไป ข้าเชื่อว่าเขายังไปได้ไม่ไกล”
เพียงคำสั่งสั้น ๆ คำเดียว บุรุษเบื้องหลังก็ไม่กล้าชักช้า เขารีบหันหลังกลับไปค้นหาต่ออย่างลนลาน ภารกิจในครั้งนี้กินเวลามาเนิ่นนานถึงสามเดือนเต็ม เห็นหลังอยู่ไว ๆ ใกล้จะจับตัวได้แล้วแท้ ๆ ไฉนพอเข้าป่ากลับคลาดสายตาไปเสียได้
มิน่าเล่า ผู้คนถึงได้ลือกันว่าคนผู้นั้นลื่นเป็นปลาไหล ครานี้หัวหน้าลงมือเอง ย่อมต้องทำให้มันกลายเป็นปลาไหลตายให้จงได้
เหยียนลั่วหลีนั่งฟังความเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหุบเขาอย่างเงียบ ๆ พลางมองดูเหยียนหยาจื่อที่หลับสนิท มือข้างหนึ่งวางพักไว้บนดาบใหญ่ที่ลับมาจนคมกริบ
นางไม่ได้อยากจะลงมือหรอกนะ แต่หากผู้ใดกล้ามาหาเรื่องนางละก็ อย่าหาว่านางอำมหิตที่ทำลายศพไร้ร่องรอยก็แล้วกัน
“จุ๊กกรู๊ จุ๊กกรู๊”
เสียงนกร้องขับขานปลุกให้เหยียนลั่วหลีเบิกตากว้าง นางเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อใดกัน มือน้อย ๆ ขาวผ่องยื่นมาสัมผัสพวงแก้มของนาง
“ท่านพี่” เหยียนหยาจื่อมองนาง เรียกเสียงใสแจ๋ว
เหยียนลั่วหลีหยัดกายลุกขึ้น แสงสว่างจาง ๆ ลอดผ่านเข้ามาจากนอกถ้ำ นางลูบหน้าลูบตาแล้วเปิดย่ามออก
“มา กินอะไรรองท้องเสียหน่อย”
เมื่อคืนภายนอกถ้ำช่างครึกครื้นยิ่งนัก มีคนเดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ กว่าจะสงบลงก็ปาเข้าไปยามรุ่งสาง ดูท่าป่าแห่งนี้คงอยู่ต่อนานไม่ได้แล้ว
ทั้งสองกินหมั่นโถวลูกโตกับสาลี่กรอบ ๆ จนอิ่มแปล้ พอจัดแจงสัมภาระเรียบร้อย เหยียนลั่วหลีก็คว้าร่างเหยียนหยาจื่อมากอดไว้แน่น ก่อนจะกระโดดทิ้งตัวลงมาตามเถาวัลย์ ลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล
“หวา”
เหยียนหยาจื่อรีบยกมือขึ้นปิดตาทันควัน หุบเขาที่เมื่อวานยังงดงามร่มรื่น ยามนี้กลับมีซากศพเพิ่มมาถึงสี่ศพ แต่ละศพล้วนสวมเสื้อคลุมสีดำ และหน้ากากสีขาวทั้งสิ้น
กองเลือดบนพื้นแห้งกรังไปนานแล้ว ทว่ากลิ่นคาวเลือดคาวคลุ้งยังคงอบอวลในอากาศ มิน่าเล่า กลิ่นถึงได้โชยไปถึงในถ้ำ
เหยียนลั่วหลีลงมือค้นตัวศพทั้งสี่ กระบี่เล่มนี้ไม่เลว เก็บไว้ มีดสั้นนี่ก็คมกริบ ทั้งยังมีเงินอีกด้วย เก็บไว้ให้หมด งานนี้นางรวยเละแล้ว
แม้แต่เหยียนหยาจื่อที่ตอนแรกไม่กล้าลืมตาดู ก็ยังมองดูเงินก้อนหลายก้อนด้วยความตื่นเต้นระคนยินดี
“ท่านพี่ มีเงินด้วย”
เขาเคยเห็นเงินแบบนี้บนตัวแม่เลี้ยง เหยียนลั่วหลีตบห่อสัมภาระที่หนักอึ้งขึ้นอีกโขด้วยความพึงพอใจ
“เงินของแท้เชียวละ รอให้ถึงที่หมาย พวกเราจะซื้อที่ดิน แล้วพี่จะส่งเจ้าไปร่ำเรียนในสำนักศึกษา”
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม น้องชายผู้นี้มักจะแอบไปยืนฟังเด็กคนอื่นเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ผู้อื่นมีสิ่งใดน้องชายของนางก็ต้องมีสิ่งนั้น พวกเราจะต้องไม่น้อยหน้าผู้ใด
เป็นดังคาด พอได้ยินว่าเหยียนลั่วหลีจะส่งตนไปเรียนหนังสือ เหยียนหยาจื่อก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เมื่อเห็นว่าพี่สาวไม่ได้เอ่ยล้อเล่น ขอบตาก็พลันแดงเรื่อขึ้นมา เขาจะต้องกตัญญูต่อพี่สาวให้จงหนัก
ทั้งสองเดินเลาะเลียบไปตามทางเพื่อออกจากหุบเขา เหตุที่ต้องเดินเลาะเลียบไป ก็เพราะนางเกรงว่าคนกลุ่มนั้นจะลอบสะกดรอยตามมา
เหยียนลั่วหลีมั่นใจว่าวิชาพรางตัวของนางสามารถหลบหลีกสายตาคนกลุ่มนั้นได้ แต่นางยังมีเด็กน้อยตามติดมาด้วย จะเสี่ยงอันตรายไม่ได้เด็ดขาด
“เหตุใดจึงหยุดเดินเล่า” นางหันกลับไปมองเมื่อเห็นคนถูกจูงหยุดชะงัก
“ท่านพี่ มีคนอยู่ตรงนั้นขอรับ”
เหยียนหยาจื่อช่างตาไวนัก นางหันไปมองมุมที่น้องชายบอก ก็เห็นรองเท้าโผล่ออกมาจากซอกหิน ทั้งสองสบตากัน ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในหัว มีคนเอาเงินมาให้อีกแล้ว
เมื่อดึงร่างที่ติดอยู่ในซอกหินออกมาแล้ว ทั้งคู่ก็พบว่าเป็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง รูปร่างกำยำล่ำสัน ผิวพรรณกร้านแดดกร้านลมบ่งบอกว่าผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย เมื่อดูจากง่ามมือแล้ว เป็นผู้ฝึกยุทธ์ไม่ผิดแน่ เมื่อสังเกตดูเสื้อผ้าบนตัวของเด็กหนุ่ม ก็เห็นเป็นเพียงผ้าเนื้อหยาบธรรมดา หรือว่าความวุ่นวายเมื่อคืนจะเป็นฝีมือของเขา ดูจากลักษณะแล้วก็ไม่น่าจะใช่
เหยียนลั่วหลียื่นสองนิ้วไปแตะที่ลำคอของเด็กหนุ่ม ชีพจรที่เต้นแผ่วเบาบ่งบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ทว่าลมหายใจรวยรินแบบนี้ จะพ้นขีดอันตรายได้หรือไม่ก็ยากจะคาดเดา
บาดแผลจากคมกระบี่เจ็ดแปดแห่งบนร่างกายถือว่าไม่ลึกนัก มีเพียงบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกเท่านั้นที่ยังมีเลือดไหลซึมออกมา เหยียนลั่วหลีได้แต่คิดในใจว่า
อภัยให้ข้าด้วยเถิดที่ไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยได้ ลำพังตัวพวกข้าเองก็ยังแทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว
เหยียนลั่วหลีไม่ได้คิดจะทำเรื่องไร้คุณธรรม ดูจากสภาพแล้วก็ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่
ข้าวของบนตัวเจ้า ข้าก็ไม่เอา หากเจ้ารอดชีวิตมาได้ ก็ถือเสียว่าข้าได้สร้างบุญกุศลก็แล้วกัน
“ไปกันเถิด พวกเราลงเขากัน”
นางยื่นมือไปหาเหยียนหยาจื่อที่กำลังมองเด็กหนุ่มอย่างพินิจพิเคราะห์ ทว่ารออยู่นานเขาก็ยังไม่ขยับเขยื้อน
เมื่อเห็นใบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ของเหยียนหยาจื่อที่มองมาที่ตน เหยียนลั่วหลีก็ถึงกับปวดขมับ
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ หรือว่าเจ้าอยากจะอยู่เฝ้าเขาไปอีกหลายวัน”
ดูหน้าก็รู้ว่าคนผู้นี้เป็นตัวนำโชคร้าย หากให้ติดตามพวกนางไปด้วย คงไม่แคล้วมีเรื่องวุ่นวายตามมาเป็นแน่
“ท่านพี่ ช่วยเขาหน่อยไม่ได้หรือขอรับ”
เหยียนหยาจื่อจับชายเสื้อของพี่สาวเขย่าไปมา พลางจ้องมองนางด้วยสายตาเว้าวอน หากเหยียนหยาจื่อล่วงรู้ว่าในภายภาคหน้าเด็กหนุ่มผู้นี้จะมาแย่งชิงความรักของพี่สาวไปจากเขา เกรงว่าเขาคงแทบอยากจะเชือดคอเด็กหนุ่มทิ้งเสียเดี๋ยวนี้เลยก็ได้
แต่ประเด็นสำคัญคือ เหยียนลั่วหลีแพ้ทางคนอ้อนเสียด้วยสิ น้องชายมาออดอ้อนปานนี้ จะไม่ใจอ่อนได้อย่างไร ช่วยก็ช่วย คนของตนจะให้ทำเยี่ยงไรได้เล่า ก็ตามใจเขาไปสิ
ทั้งสองช่วยกันลากร่างเด็กหนุ่มที่สลบไสลไม่ได้สติไปยังภูเขาอีกลูกหนึ่งอย่างทุลักทุเล มีตัวถ่วงเช่นนี้ เกรงว่าช่วงสองสามวันนี้คงไม่สามารถลงจากเขาได้แล้ว
ตลอดทางต้องคอยกลบร่องรอย กว่าจะหาสถานที่หลบซ่อนตัวที่มิดชิดได้ก็ปาเข้าไปปลายยามอู่ เอาละ เอาเป็นที่นี่ก็แล้วกัน
เหยียนหยาจื่อมองดูพี่สาวที่เหนื่อยหอบ เหงื่อชุ่มไปทั้งตัวก็รู้สึกผิดขึ้นมา
“ท่านพี่ รอให้เขาหายดีแล้ว ค่อยให้เขาช่วยแบกของให้พวกเรานะขอรับ”
เหยียนลั่วหลีที่กำลังเหนื่อยอ่อนจนแทบขาดใจ ได้ยินดังนั้นก็รีบจับไหล่เด็กน้อยให้หันมาเผชิญหน้า
“เด็กดี เจ้าบอกความจริงแก่พี่มาเถิด เหตุใดเจ้าจึงอยากช่วยพี่ชายผู้นี้ หรือว่าเคยพบหน้ากันมาก่อน”
เหยียนหยาจื่อมีสีหน้าขัดเขิน “ข้าอยากให้พี่ชายผู้นี้มาช่วยพวกเราแบกของขอรับ”
พูดจบเขาก็มองพี่สาวตาละห้อย น้ำตาคลอเบ้า เขาคงไม่ใช่เด็กไม่ดีใช่หรือไม่ แต่เหยียนลั่วหลีดีใจจนแทบกระโดดโลดเต้น นางหอมแก้มเด็กน้อยไปฟอดใหญ่ สมแล้วที่เป็นน้องชายของนาง ความเจ้าเล่ห์แสนกลที่ซุกซ่อนอยู่นี้ ช่างสร้างความประหลาดใจให้นางเสียจริง
