เส้นทางรักขององค์ชายถูกทิ้ง กับเด็กหญิงชาวนา

766.0K · จบแล้ว
จิ้งจอกสะท้านหม้อไฟ
286
บท
1.0K
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เหยียนลั่วหลี ทหารหน่วยรบพิเศษจากศตวรรษที่ 21 กลับมาจากการทำภารกิจพิเศษ แต่แทนที่จะได้ฉลอง เธอกลับไปดื่มที่บาร์ ก่อนจะตื่นขึ้นมาในยุคโบราณที่เต็มไปด้วยสงคราม รูปร่างของเธอผอมโซและซีดเซียว สถานที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่วุ่นวายที่เต็มไปด้วยหมาป่าและเสือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติและหายนะที่มนุษย์สร้างขึ้นทำให้เธอต้องพลัดถิ่น เหยียนลั่วหลี ตั้งใจหนีขึ้นเหนือ ตั้งรกรากบนชายแดนที่รกร้างและสะสมทรัพย์สมบัติ จักรพรรดิที่ฉ้อฉล จักรวรรดิที่แตกแยก และขุนศึกที่อาละวาด บางทีฉันควรจะเป็นจักรพรรดินีเสียเอง แต่เดี๋ยวก่อน ผู้ชายที่ฉันเก็บมามาเนี่ยหล่อขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? เซียวเย่หยางทรุดตัวลงร้องไห้ ในที่สุดทรราชหญิงก็เห็นความจริง

นิยายจีนโบราณเทพสงครามท่านอ๋องนางเอกเก่งพระเอกเก่งพลิกชีวิตข้ามมิติแฮปปี้เอนดิ้งจีนโบราณดราม่า

บทที่ 1 เกือบกลายเป็นอาหาร

ยามค่ำคืนริมถนนสายหนึ่งที่สว่างไสวไปด้วยกองไฟน้อยใหญ่ที่ถูกจุดขึ้น เสียงผู้คนดังจอแจเซ็งแซ่ แทรกด้วยเสียงเด็กร้องไห้งอแงเพราะความหิว ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น เหยียนลั่วหลีได้สติคืนมาแล้ว นางได้ยินเสียงร้องไห้ของน้องชาย ทว่านางกลับไม่กล้าลืมตามอง ด้วยกลัวว่าหากลืมตาขึ้นมา จะพบว่าตนเองยังติดอยู่ในสถานที่อันโหดร้ายดุจขุมนรกแห่งนี้ ตอนนี้นางไม่อาจยอมรับความจริงที่ว่า นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กหญิงชาวนาที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับนาง

กลุ่มผู้อพยพกำลังหยุดพัก ทว่ากลับไร้ซึ่งวี่แววของการหุงหาอาหาร ทุกคนต่างเอาแต่จ้องมองกองไฟด้วยแววตาเลื่อนลอย แสงสว่างที่ตกกระทบลงบนใบหน้าเผยให้เห็นร่องรอยของความเหนื่อยล้า และแววตาที่สิ้นหวัง ชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกสลดหดหู่

“โครกคราก”

เด็กน้อยผอมโซจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกยกมือขึ้นกุมหน้าท้องแบนราบของตน ร่างเล็กนอนอิงแอบสตรีผู้หนึ่ง ริมฝีปากแห้งผากขยับเปิดออกอย่างยากลำบาก

“ท่านแม่ ข้าหิว” สิ้นเสียงนั้น ร่างเล็กก็หอบหายใจเฮือกใหญ่ราวกับคนใกล้ขาดใจ

สตรีที่กำลังเหม่อลอยพลันได้สติ นางกระชับอ้อมกอดรัดเด็กน้อยไว้แน่น น้ำตารื้นขึ้นมาเต็มดวงตาที่ทอดมองไปยังคนสองสามคนที่นั่งอยู่ข้างกองไฟ ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนเสียงแผ่ว

“เจ้าอดทนเอาไว้ก่อนนะ หลับเสียเถิด พอหลับแล้วเจ้าก็จะไม่หิวอีก”

เด็กน้อยฟังเสียงเพลงกล่อมเด็กที่มารดาฮัมเบา ๆ แล้วผล็อยหลับไปในที่สุด เมื่อหลับใหล ความหิวโหยก็มลายหายไป รอบกายไม่มีผู้ใดกล้าขยับตัว และไม่มีผู้ใดอยากจะสูญเสียเรี่ยวแรงไปกับการขยับตัวแม้แต่น้อย

อากาศในเดือนเจ็ดเพิ่งย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ขยับกายเพียงนิดเหงื่อก็ไหลชุ่มโชกท่วมตัวแล้ว หากเป็นยามปกติก็คงไม่กระไรนัก อดทนเพียงนิดย่อมผ่านพ้นไปได้

ทว่าปัญหาใหญ่คือภัยแล้งที่ต่อเนื่องยาวนานกว่าสองปีแล้ว ผู้คนยามนี้แทบอยากจะเลียหยาดเหงื่อที่ไหลรินตามร่างกายเพื่อดับกระหาย จู่ ๆ บริเวณใกล้ชายป่าก็มีเสียงแหลมเล็กดังแทรกขึ้นมา

“ท่านแม่ นังเด็กเหลือขอนี่คงไม่ได้ตายไปแล้วจริง ๆ หรอกนะเจ้าคะ”

เด็กหญิงผิวเหลืองซีด ผมเผ้าแห้งกรังขดตัวเข้าหาผู้เป็นแม่ราวกับหวาดกลัว พลางมองดูเด็กชายอีกคนที่กำลังตระกองกอดร่างไร้สติของเด็กสาวบนพื้นไว้แน่น เขาร้องไห้จนไร้เสียงสะอื้น ได้แต่กอดร่างนั้นไว้ไม่ยอมปล่อย นางก็แค่เตะไปเพียงทีเดียวเท่านั้น ปกติก็เห็นทนไม้ทนมือได้ดีมิใช่หรือ เหตุใดครานี้แค่เตะเบา ๆ กลับล้มฟุบลงไปกองกับพื้นเสียได้

นางออกแรงน้อยกว่าปกติเสียอีกนะ เพราะตัวนางเองก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะไปรังแกใครแล้วเช่นกัน ทว่ารออยู่นาน อีกฝ่ายก็ยังไม่ลุกขึ้น พอเอื้อมมือไปอังจมูกดูกลับพบว่าไม่มีลมหายใจแล้ว สตรีผู้มีใบหน้าแหลมราวกับลิงปรายตามองเด็กสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น แล้วพูดขึ้นว่า

“ตายก็ตายไปสิ จะได้ไม่ต้องเปลืองข้าวสุกมาคอยเลี้ยงดู”

ผู้คนที่นั่งล้อมกองไฟล้วนสงบนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาวหรือคนชราต่างมีสีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก เมื่อเห็นไม่มีผู้ใดเอ่ยปากคัดค้าน สตรีผู้นั้นก็ลอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ

หากเป็นผู้ที่รู้ตื้นลึกหนาบางมาได้ยินเข้า คงด่าทอสาปแช่งเป็นการใหญ่ ที่นางกล้าพูดว่าคอยเลี้ยงดู แม่เลี้ยงผู้นี้ วัน ๆ หากไม่ดุด่าก็ทุบตี ซ้ำยังปล่อยให้นางอดมื้อกินมื้อ ลองดูเด็กสาววัยสิบห้าปีผู้นี้เถิด ร่างกายผอมแกร็นราวกับเด็กอายุสิบปี เพียงแค่ลมพัดแผ่วเบาก็แทบจะปลิวล้มลงไปแล้ว หากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้าตาสะสวยที่พอจะนำไปขายแลกเงินได้ในอีกสองปีข้างหน้า แม่เลี้ยงใจยักษ์ผู้นี้คงทรมานนางหนักกว่านี้เป็นแน่

ขณะที่นางกำลังกลัดกลุ้มว่าจะจัดการกับร่างไร้วิญญาณนี้อย่างไร จู่ ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากความมืดด้านข้าง ทำให้ผู้คนที่กำลังเหม่อลอยสะดุ้งตกใจจนต้องรีบคว้าห่อสัมภาระมากอดไว้แน่น

“โอ้ เด็กคนนี้สิ้นลมแล้วรึ”

ผู้มาเยือนเอ่ยปากถาม เผยให้เห็นฟันเหลืองเขรอะเต็มปากพร้อมกลิ่นเหม็นเน่าโชยมาแต่ไกล เสื้อผ้าขาดวิ่นบนร่างไม่อาจปกปิดผิวเนื้อที่สกปรกมอมแมมได้แม้แต่น้อย หลายคนจ้องมองชายตรงหน้าด้วยความระแวดระวัง ดูท่าแล้วผู้มาเยือนคงไม่ได้มาดีเป็นแน่ เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสนใจ ชายผู้นั้นก็เริ่มร้อนรน รีบโบกไม้โบกมือพลางเอ่ยขึ้นว่า

“พี่ชาย ข้านำเงินมาส่งให้พวกท่านนะ”

ส่งเงินรึ พอได้ยินคำนี้ ในที่สุดผู้คนก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง ชายชราหรี่ดวงตาที่ฝ้าฟางจ้องมองชายแปลกหน้าเขม็ง ราวกับคาดเดาท่าทีเช่นนี้ไว้แล้ว ชายผู้นั้นจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

“ก็เด็กคนนี้อย่างไรเล่า ขอแลกกับเงินหนึ่งตำลึงเป็นเช่นไร” เขาพยักพเยิดไปทางร่างของเด็กสาวบนพื้น นัยน์ตาสะท้อนแววละโมบออกมาอย่างไม่ปิดบัง

“เจ้าจะเอาหลานสาวข้าไปทำอันใด” ชายชราเค้นเสียงแหบพร่าเอ่ยถาม ท่าทีลนลานเล็กน้อยของเขาทำให้ชายผู้นั้นลอบกระหยิ่มใจ

ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ร่างคนตายจะเอาไปทำสิ่งใดได้อีกเล่า นอกเสียจากนำไปเป็นเสบียง ชายผู้นั้นปรายตามองไปยังกองไฟที่อยู่ไม่ไกลนัก ชายฉกรรจ์ร่างกำยำหลายคนกำลังถือบางสิ่งเคี้ยวกินอย่างตะกละตะกลาม

“เห็นตรงนั้นหรือไม่เล่า”

กินเนื้อคน

เมื่อกลุ่มคนเพ่งมองไปยังกลุ่มคนนั้น และเห็นการกระทำของพวกเขาก็ถึงกับอกสั่นขวัญแขวน นี่ นี่มันกินเนื้อคนจริง ๆ ด้วย ดูชายฉกรรจ์ผู้นั้นสิ ในมือยังถือท่อนขาของมนุษย์อยู่เลย ผู้คนที่แอบลอบฟังอยู่ด้านข้าง บางคนที่ขวัญอ่อนถึงกับพะอืดพะอม สีหน้าปั้นยากคล้ายจะอาเจียนออกมา ชายแปลกหน้ากวาดสายตามองกลุ่มคนด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ

“อย่าได้เล่นตัวไปหน่อยเลยน่า อย่างไรเสียก็เป็นแค่ศพเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ถือเสียว่านี่คือความกตัญญูครั้งสุดท้ายที่นางมอบให้พวกท่านก็แล้วกัน”

ขณะที่หลายคนกำลังลังเล สตรีผู้นั้นก็อ้าปากเตรียมตอบตกลง ทว่ากลับถูกผู้เฒ่าขัดขวางไว้เสียก่อน ผู้คนรอบข้างต่างจับจ้องมองมา หากตกลงง่ายดาย แล้ววันข้างหน้าคนสกุลเหยียนอย่างพวกเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน ทว่าพวกเขาล้วนมีแต่คนชรา และสตรี น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ สถานการณ์ในยามนี้ช่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียจริง หากชายผู้นั้นเข้ามาเจรจาอย่างลับ ๆ ละก็ พวกเขาคงพยักหน้าตอบตกลงไปเสียตั้งนานแล้ว

แต่เวลานี้ เด็กชายที่ได้สติกลับคืนมาเพราะเสียงเอะอะโวยวาย กลับยิ่งตระกองกอดร่างของพี่สาวเอาไว้แน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังชายชรา ปากก็ตะโกนร้องไห้ไม่หยุด

“ไม่เอา ข้าไม่ให้ขายพี่สาวข้านะ”

“เฮ้อ เหยียนหยาจื่อ เจ้า” ชายชราที่กำลังจนปัญญา พอได้ยินคำพูดของเด็กชาย นัยน์ตาก็พลันฉายแววคำนวณผลประโยชน์ ทว่าขณะกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำ กลับถูกเสียงครางแผ่วเบาขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

“อือ ข้าอยู่ที่ใดกัน”

เด็กสาวที่เดิมทีสิ้นลมไปแล้วกลับเปล่งเสียงแหบพร่า ศีรษะเล็กค่อย ๆ เงยขึ้น การเคลื่อนไหวเชื่องช้าไร้เรี่ยวแรงราวกับคนใกล้หมดลมหายใจไปได้ทุกเมื่อ

ชายฟันเหลืองมองดูเด็กสาวที่ฟื้นคืนสติ ก็รู้ได้ทันทีว่าหมดหวังแล้ว พวกเขายังไม่กล้าจับคนเป็น ๆ มาชำแหละกินอย่างโจ่งแจ้ง จึงได้แต่สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปอย่างหัวเสีย

เหยียนลั่วหลีที่แอบลอบสังเกตการณ์อยู่อย่างเงียบ ๆ เห็นดังนั้นก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่นางฟื้นกลับมาได้ทันท่วงที หาไม่แล้วคงได้กลายเป็นอาหารลงท้องของพวกเดรัจฉานไปเป็นแน่

“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไป นี่ เจ้า”

สตรีที่เพิ่งจะโวยวายเมื่อครู่มองตามแผ่นหลังของชายที่เดินห่างออกไปด้วยความเสียดาย ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกระแทกพื้นด้วยความขัดใจ เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสนใจ นางก็เริ่มตีโพยตีพาย

“โธ่ ชีวิตข้าช่างอาภัพนัก คนทั้งตระกูลไม่ว่าจะแก่หรือหนุ่มล้วนต้องพึ่งพาข้าให้คอยจัดการ สวรรค์มีตาบ้างหรือไม่” นางทั้งตบต้นขาฉาดใหญ่ ทั้งกอบกำฝุ่นดินขึ้นมาสาดกระจาย ราวกับกำลังเปิดฉากแสดงงิ้วโรงใหญ่

ขณะที่เหยียนลั่วหลีกำลังลอบชมงิ้วฉากนี้อย่างสนุกสนาน ด้านข้างก็พลันมีเสียงกระแอมไอดังขึ้น ชายชราที่สำลักฝุ่นดินฟุ้งกระจายรีบเอ่ยปากห้ามปราม

“สะใภ้ใหญ่ พอได้แล้ว”

เมื่อเห็นบิดาสามีถลึงตามองมาด้วยโทสะ สตรีผู้นั้นก็ไม่กล้ากำเริบเสิบสานอีก นางตวัดสายตามองเหยียนลั่วหลีอย่างเคียดแค้น ก่อนจะเดินปึงปังไปทิ้งตัวนั่งลงห่าง ๆ เด็กหญิงที่เพิ่งจะร้องเสียงหลงเมื่อครู่ลอบมองเหยียนลั่วหลีด้วยใบหน้าซีดเผือดหวาดผวา ก็เห็นอยู่ชัด ๆ ว่านางหมดลมหายใจไปแล้วมิใช่หรือ

เหยียนลั่วหลีคล้ายจะล่วงรู้ว่าเด็กหญิงผู้นั้นกำลังจ้องมองตนอยู่ จู่ ๆ นางก็นึกสนุกแสร้งถลึงตาแยกเขี้ยวใส่ ทำเอาเด็กหญิงตกใจกลัวจนปล่อยโฮ เบียดกายเข้าหามารดาทันที จนสตรีผู้นั้นเกิดความรำคาญ และฟาดฝ่ามือใส่หลังบุตรสาวไปสองฉาด

เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาเคลือบแคลงของคนรอบข้าง เหยียนลั่วหลีก็รีบดึงสติกลับมาแล้วก้มหน้าหนี ทันใดนั้นนางก็สวมบทบาทกลับกลายเป็นเด็กสาวท่าทางโง่งมทึ่มทื่อเหมือนเดิม ทีแรกชายชรายังมองมาด้วยความฉงน พลางนึกสงสัยว่าตนเองตาฝาดไปหรือไม่ เหตุใดจึงรู้สึกว่าหลานสาวคนโตดูผิดแผกไปจากเดิม ทว่าเมื่อลองพินิจดูอีกครั้ง ก็เห็นเพียงท่าทางโง่งมเช่นวันวาน เขาจึงวางใจ และหลับตาพักผ่อนต่อ

ที่สำคัญคือเด็กคนนี้โตแล้ว ไม่รู้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นางจะรับรู้หรือไม่ เมื่อสักครู่เขาเพิ่งจะคิดขายศพนางแลกเงินไปหมาด ๆ ช่างน่าเสียดายเงินหนึ่งตำลึงนั่นเสียจริง แต่ก็ช่างเถิด คนเป็นย่อมมีราคาค่างวดมากกว่าคนตายมิใช่หรือ รอให้เดินทางถึงตัวเมืองข้างหน้าก่อนค่อยขายนางทิ้งก็ยังไม่สาย อย่างไรเสียเขาก็มีศักดิ์เป็นถึงท่านปู่แท้ ๆ ของนาง เขาถือว่าตนเองได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว

เมื่อคิดเข้าข้างตนเองได้ดังนั้น ชายชราก็เอนกายพิงภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากเตรียมตัวหลับพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ยังต้องรอนแรมเดินทางกันต่อ นอกจากชายชราที่พยายามตีหน้าเรียบเฉยแล้ว คนอื่น ๆ ในครอบครัวต่างจ้องมองสองพี่น้องสกุลเหยียนด้วยแววตาชิงชังรังเกียจ ท่าทางราวกับอยากจะฉีกทึ้งร่างของพวกเขาทั้งสองให้แหลกเป็นชิ้น ๆ

เหยียนลั่วหลีหาใส่ใจต่อสายตามาดร้ายเหล่านั้นไม่ นางเพียงกระชับอ้อมแขนกอดน้องชายที่หลับใหลให้แน่นขึ้น พลางวางปลายคางเกยบนศีรษะเล็ก ๆ ของเขาอย่างแผ่วเบา ดีจัง ในที่สุดนางก็มีครอบครัวกับเขาเสียที ท่ามกลางแสงไฟสลัว นัยน์ตาของเหยียนลั่วหลีทอประกายระยิบระยับลึกล้ำ คล้ายกับมีแสงสว่างเรืองรองฉายชัดออกมาจากดวงตา