บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 หนีเอาชีวิตรอด

ผู้เฒ่าเหยียนมือไม้สั่นเทา ล้วงเอากระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำออกมาจากสาบเสื้อขาดวิ่นที่สวมซ้อนทับกันหลายชั้น เขาดื่มนำไปก่อนหนึ่งอึก แล้วจึงส่งต่อให้หญิงชรา หญิงชราดื่มเสร็จก็ส่งต่อให้บิดาไม่ได้เรื่อง ถัดจากบิดาไม่ได้เรื่องจึงตกถึงมือเหยียนหยาจื่อ และสุดท้ายก็คือเหยียนลั่วหลี

เหยียนลั่วหลีรู้ดีแก่ใจว่า การที่นางมีน้ำตกถึงท้อง ล้วนเป็นอานิสงส์จากเหยียนหยาจื่อทั้งสิ้น ท่ามกลางสายตาเคียดแค้นของแม่เลี้ยงที่แทบจะขบกรามตนจนแหลกละเอียด เหยียนลั่วหลีก็ยกกระบอกน้ำขึ้นจิบไปหนึ่งอึกเช่นกัน ยามนี้จะมามัวแสร้งทำมารยาอ่อนแอไม่ได้แล้ว วันละอึกเจ้าจะดื่มหรือไม่เล่า หากไม่ดื่มก็ถือว่าช่วยประหยัดน้ำให้ผู้อื่นไป

ยามกระบอกน้ำตกมาอยู่ในมือ เหยียนลั่วหลีก็กะน้ำหนัก และรู้ได้ทันทีว่ายังมีน้ำเหลืออยู่อีกราวครึ่งกระบอก นี่คือน้ำต่อลมหายใจของคนทั้งครอบครัว ทุกคนนั่งล้อมวงกัน ยามนี้ไม่มีผู้ใดมีแก่ใจมานั่งหาเรื่องโวยวายอีกแล้ว ยังจะมีเรี่ยวแรงเหลือไปเอะอะอันใดอีก สู้เก็บแรงเอาไว้เดินทางต่อยังจะดีเสียกว่า ทว่าขณะที่กำลังหยุดพักอยู่นั้น เบื้องหน้าก็พลันเกิดเสียงอึกทึกขึ้น

“มีคนมา มีคนมาแล้ว ทหาร ทหารมาช่วยพวกเราแล้ว”

กลุ่มผู้อพยพพอเห็นเงาสายตรวจควบม้ามาแต่ไกลก็ พากันโห่ร้องกระโดดโลดเต้นอย่างบ้าคลั่ง ไร้ซึ่งวี่แววของความอ่อนเพลียที่เคยมี กลุ่มคนหอบหิ้วสัมภาระพากันวิ่งกรูไปเบื้องหน้า ราวกับได้พบเจอพระโพธิสัตว์มาโปรดก็ไม่ปาน ทว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์มาโปรดได้อย่างไรเล่า

เหยียนลั่วหลีมองดูกลุ่มคนที่กำลังบ้าคลั่ง พลางกระชับมือที่จับมือเหยียนหยาจื่อไว้แน่น เหยียนหยาจื่อมองพี่สาวด้วยแววตาสงสัย ก่อนจะหันกลับไปมองความวุ่นวายเบื้องหน้าต่อ สวรรค์มาโปรดจากที่ใดกัน ยามนี้หากไม่รู้จักช่วยเหลือตนเอง ยังจะหวังพึ่งพิงให้ผู้อื่นมาช่วยอีกหรือ

“หลีกไป รีบหลีกทางเดี๋ยวนี้”

ทหารนับสิบนายขี่ม้าผอมโซควบตะบึงมา เมื่อเห็นเส้นทางถูกปิดล้อมก็ตวาดกร้าวเสียงลั่น ตวัดแส้ม้าในมือส่งเสียงดังขวับ ๆ

“ใต้เท้า ใต้เท้าโปรดเมตตาช่วยข้าน้อยด้วยเถิดขอรับ” ชายชราผู้หนึ่งทรุดกายคุกเข่าลงเป็นคนแรก ทั้งร้องไห้คร่ำครวญทั้งโขกศีรษะให้ทหารบนหลังม้า

“ใต้เท้า โปรดช่วยพวกเราด้วย”

“เมตตาพวกเราด้วยเถิด พวกเราทนอยู่เช่นนี้ต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว”

กลุ่มคนพากันคุกเข่าลงตาม ไม่สนใจท่าทีรำคาญใจของเหล่าทหาร ได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตา

“บอกให้หลีกทาง ไม่ได้ยินหรืออย่างไรกัน รีบไสหัวไปให้พ้นทางเดี๋ยวนี้”

ทหารหน้าตาดุดันเหี้ยมเกรียมหาได้สนใจไยดีผู้อพยพเหล่านี้ไม่ ยามนี้เกิดภัยพิบัติเป็นยุคข้าวยากหมากแพง พวกเขาเองยังแทบเอาตัวไม่รอด กินก็ยังไม่อิ่มท้องเลยด้วยซ้ำ

“ใต้เท้า ท่านโปรดช่วยลูกของข้าด้วยเถิด เขาไม่ได้กินสิ่งใดมาหลายวันแล้ว”

สตรีผู้หนึ่งโซซัดโซเซลุกขึ้น อุ้มเด็กน้อยแล้ววิ่งพุ่งเข้าชนม้า หากเป็นเมื่อก่อน อาจจะพอมีความเห็นใจหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ยามนี้ยังจะมีผู้ใดสนใจอีกเล่า

แต่เมื่อมีคนเปิดฉาก ผู้อื่นก็พากันทำตาม ต่างลุกฮือขึ้นพุ่งเข้าหาทหาร ชั่วขณะนั้นม้าก็ตื่นตกใจส่งเสียงร้องดังระงม เหยียนลั่วหลีมองดูสงครามขนาดย่อมที่กำลังจะปะทุขึ้น นางรีบอุ้มเหยียนหยาจื่อหลบออกไปให้ไกล เพิ่งจะกินอิ่มจนพอมีเรี่ยวแรง จะมาใช้พร่ำเพรื่อเช่นนี้ไม่ได้

ตกกลางคืนก็เป็นไปดั่งที่คาดการณ์เอาไว้ การกระทำของผู้อพยพยิ่งตอกย้ำให้พวกทหารเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง

“มารดามันเถอะ สุรามงคลมีกลับไม่ชอบ รั้นจะดื่มสุราลงทัณฑ์” หัวหน้าทหารตวัดแส้ฟาดใส่ชายร่างผอมเกร็งที่เตรียมจะคว้าจับสายบังเหียนม้า

“อ๊ากกกก” ชายผู้นั้นแผดเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ร่างนั้นถูกแส้ฟาดจนลอยละลิ่วกลางอากาศ ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง พร้อมกับเศษเสื้อผ้าขาดวิ่นที่ปลิวว่อน

การลงมือครั้งนี้ยิ่งทำให้กลุ่มคนที่ตื่นตระหนกอยู่แล้วยิ่งทวีความโกลาหล เสียงกรีดร้อง และเสียงเฆี่ยนตีดังระงมไปทั่วบริเวณ

“อย่าตี อย่าตีอีกเลย พอแล้ว อย่าตีอีกเลย”

ผู้อพยพเดิมก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ย่อมมีความหวาดกลัวต่อทหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อถูกทุบตีก็ยิ่งไม่กล้าตอบโต้ ได้แต่ร้องโอดโอยอย่างน่าเวทนา ทว่าพวกเขากลับประเมินผู้อพยพกลุ่มนี้ต่ำเกินไป ซึ่งชายฉกรรจ์เหล่านั้นเดิมก็มิใช่คนดีมีศีลธรรมอันใด กำแหงชาญชัยจนเคยตัว เมื่อถูกกระทำรุนแรงเช่นนี้มีหรือจะยอมรับได้ เพียงแค่สบตากัน ชายฟันเหลืองเมื่อคืนก็ตะโกนก้องขึ้นมา

“พี่น้องทั้งหลาย ทหารไม่ทำหน้าที่ของตน พวกเราก็ลากพวกมันลงจากหลังม้าเสียเลย”

“ทหารไม่สนใจความเป็นตายของพวกเรา พวกเราก็อย่าปล่อยให้พวกมันอยู่ดีมีสุข”

“ลากพวกมันลงมา”

ทหารนับสิบนายที่เดิมทียังไม่ใส่ใจ ทั้งยังนึกปรามาสด้วยซ้ำว่าผู้อพยพอดอยากเหล่านี้จะมีปัญญาก่อกบฏด้วยหรือ เหยียนลั่วหลีมองดูความวุ่นวายตรงหน้า พลางลอบกลอกตามองบน อาหารยังกินไม่อิ่มท้องเลย คอยดูเถิดว่าจะก่อกบฏได้สำเร็จหรือไม่

แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ ผู้อพยพที่มีความคับแค้นใจเป็นทุนเดิม เมื่อเห็นทหารกำแหงปานนี้ ซ้ำยังไม่สนใจไยดีความเป็นตายของพวกตน ความอัดอั้นที่สะสมมานานวันก็ถึงคราวปะทุออกมา

ยิ่งยามนี้มีคนคอยยุยงปลุกปั่น สองตาก็จ้องมองห่อสัมภาระบนตัวทหาร และม้าที่ส่งเสียงร้องตื่นตระหนกอยู่ นั่นมันเสบียง และเนื้อสัตว์เป็น ๆ ชัด ๆ เพียงชั่วพริบตา ผู้อพยพก็แห่กรูกันเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่เหยียนลั่วหลีก็ยังตกตะลึง ผู้อพยพมากมายก่ายกองปานนี้โผล่มาจากที่ใดกัน

ผู้อพยพนับร้อยคนพุ่งเข้าหาทหารบนหลังม้าอย่างคลุ้มคลั่ง ชายฉกรรจ์หลายคนคือแกนนำสำคัญ ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่บึกบึน พวกเขาอาศัยจังหวะชุลมุนลอบจู่โจม ทหารหลายนายไม่ทันระวังตัว ก็ถูกกระชากลงจากม้า และถูกปล้นเสบียงไปจนหมดสิ้น

“บ้าไปแล้ว หากมีผู้ใดกล้าขัดขืน สังหารทิ้งได้ทันที”

เหล่าทหารไม่คาดคิดว่าผู้อพยพเหล่านี้จะเหิมเกริมถึงเพียงนี้ เวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วหนึ่งจิบชา ทหารฝ่ายตนก็ถูกกระชากจนตกจากหลังม้าไปหลายนาย เมื่อเห็นผู้อพยพยังคงพุ่งเข้าใส่ราวคนเสียสติ ทหารจึงกุมด้ามดาบแน่น ดาบคมกริบถูกชักออกจากฝัก เสียงโลหะกระทบกันดังลั่น

“อ๊ากกกกก”

ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งกำลังจะลอบจู่โจม จู่ ๆ ฝ่ามืออาบเลือดก็ลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศ โลหิตสด ๆ ที่สาดกระเซ็นเรียกสติของบางคนให้กลับคืนมา พวกเขาคิดจะถอยร่น ทว่ากลับถูกคลื่นมนุษย์ด้านหลังดันขึ้นมาไม่หยุด

ชั่วพริบตาเดียวถนนสายนี้ก็แปรสภาพเป็นนรกบนดิน โลหิตสาดกระเซ็น เสียงกรีดร้อง และเสียงตะโกนเข่นฆ่าดังระงม เหยียนลั่วหลีรีบยกมือขึ้นปิดตาเหยียนหยาจื่อไว้ มองดูละครปาหี่นองเลือดเบื้องหน้าด้วยแววตาเย็นชา แม้แต่คนสกุลเหยียนเองก็ถูกกลืนเข้าไปในกลุ่มผู้อพยพที่กำลังชุลมุนวุ่นวายนี้ด้วย พอเห็นแม่เลี้ยงโดนทหารตวัดแส้ฟาดเข้าให้อย่างจัง เหยียนลั่วหลีก็รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง

ดูท่าทหารกำลังจะพ่ายแพ้ และถูกกลืนกินทั้งเป็น ยามนี้พวกชาวบ้านเมื่อมีอาวุธที่แย่งชิงมาอยู่ในมือก็ราวกับพยัคฆ์ติดปีก เดิมทีผู้อพยพยังคิดว่า ต่อให้ใจกล้าเทียมฟ้าทหารก็คงไม่กล้าลงมือสังหารชาวบ้าน ทว่าผู้ใดจะรู้ว่ายามนี้ต่างฝ่ายต่างหน้ามืด เข่นฆ่าฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

“รีบถอยเร็ว รีบถอย”

“บ้าไปแล้ว บ้ากันไปหมดแล้ว”

บางคนทนเห็นภาพนองเลือดเช่นนี้ไม่ไหว ถึงกับเสียสติแหกปากร้องลั่นแล้ววิ่งหนีฝ่าวงล้อม วิ่งเตลิดหายเข้าไปในป่าลึก

“ไป”

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มควบคุมไม่อยู่ หัวหน้ากองจึงคว้าคอเสื้อทหารนายหนึ่งที่ร่วงหล่นลงพื้นขึ้นมา ก่อนกระทุ้งสีข้างม้าเตรียมหลบหนี ก่อนไปก็ไม่วายตวัดดาบใส่ชายฉกรรจ์หลายคนจนเลือดสาดกระเซ็น และตกตายไปอีกหลายศพ

ยามมองดูทหารที่ควบม้าเตลิดหนีไป กลุ่มคนก็พากันร้องห่มร้องไห้ ไม่ได้สิ่งใดติดมือมาสักชิ้น ซ้ำยังได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ พวกเขาเข้าสู่ทางตันเสียแล้ว

เหยียนลั่วหลีนำคราบเลือดมาป้ายลงบนใบหน้าตนเองกับเหยียนหยาจื่อไปหลายรอย เสื้อผ้าบนกายก็ถูกฉีกทึ้งจนขาดวิ่น นางทรุดกายลงนั่งกับพื้น ขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเหยียนหยาจื่อ

“น้องชาย เจ้าร้องไห้สิ”

เหยียนหยาจื่อฟังแล้วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มร้องไห้กระซิก ๆ ออกมา มิใช่ว่าเขาไม่อยากแหกปากร้องหรอกนะ แต่ไม่มีเรี่ยวแรงจะเปล่งเสียงแล้วจริง ๆ

ฝูงชนที่ยังคงส่งเสียงดังเอะอะอยู่บนทางสายหลัก เมื่อเห็นทหารควบม้าจากไปก็รู้ดีว่าทำอันใดไปล้วนสูญเปล่า ต่างพากันเก็บกวาดสัมภาระ ทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงเศษซากข้าวของกันอุตลุด คนสกุลเหยียนเองก็เดินซมซานกลับมาด้วยใบหน้าสิ้นหวัง

เมื่อเห็นคนสกุลเหยียนที่มีสภาพมอมแมม แต่ยังแฝงแววตาคิดจะฉวยโอกาส เหยียนลั่วหลีก็กลั้นหัวเราะเอาไว้ แสร้งทำตัวเป็นเด็กสาวโง่งมทึ่มทื่อเช่นเคย

โดยเฉพาะแม่เลี้ยงที่โดนแส้ฟาดไปหนึ่งที ยามนี้กำลังเจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยว แต่ไม่รู้จะไประบายอารมณ์ที่ใด พอคิดจะใช้สองพี่น้องเป็นกระโถนรองรับอารมณ์ ก็บังเอิญเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบเลือดของทั้งคู่เข้า จึงตกใจกลัวจนผงะถอยหลังไป

“เหยียนหยาจื่อ นี่มันเกิดอันใดขึ้น” ผู้เฒ่าเหยียนที่ทนดูไม่ได้จึงเอ่ยปากถามขึ้นเป็นคนแรก

เหยียนลั่วหลีกระชับอ้อมแขนที่กอดเหยียนหยาจื่อไว้แน่นขึ้น เด็กน้อยที่ถูกถามก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น ตอบตะกุกตะกัก “มี มีคนมาแย่งของ”

“เจ้าหมายความว่ามีคนมาแย่งของพวกเจ้าหรือ”

“ขอรับ”

เหยียนหยาจื่อพยักหน้ารัว ๆ คราบเลือดบนใบหน้าบวกกับดวงตากลมโตยิ่งทำให้ดูน่าสงสารจับใจ แม้แต่แม่เลี้ยงก็ยังไม่กล้าลงมือต่อหน้าผู้เฒ่าเหยียน ได้แต่ถลึงตาใส่ทั้งสองอย่างเคียดแค้น แล้วแสร้งทำเป็นหันซ้ายหันขวาอย่างไม่ใส่ใจ

เหยียนลั่วหลีก้มหน้าลงต่ำซ่อนสีหน้าเอาไว้ คืนนี้นางคงต้องไปแล้วจริง ๆ มีฝูงชนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ก็คงไม่รีบร้อนที่จะเดินทางต่อแล้ว การจลาจลครั้งนี้ทำให้มีผู้คนล้มตายไปไม่น้อยเลยทีเดียว

ชั่วขณะนั้น เสียงร้องไห้คร่ำครวญก็ดังก้องไปทั่ว ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงร้องดังนัก ต่างรีบเร่งฝังศพผู้เสียชีวิตให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดมาหมายตาจดจ้องข้าวของที่อยู่ในมือตน

ยามค่ำคืนดึกสงัด ขณะที่กลุ่มคนหลับสนิท ร่างหนึ่งก็ย่องเข้ามาอย่างระมัดระวัง เหยียนลั่วหลีกระชับมีดสั้นในมือแน่น ก้าวเท้าเข้าไปหาชายฉกรรจ์หลายคน ยามนี้พวกมันหลับสนิทราวกับหมูตาย เหยียนลั่วหลีมองคนเหล่านั้นด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ครั้งนี้จะยอมละเว้นชีวิตสุนัขของพวกมันสักครั้ง

ทว่าถึงจะรอดชีวิตไปได้ แต่โทษทัณฑ์ก็ยากจะละเว้น ประกายคมมีดวาววับตวัดผ่านหลายครา เส้นเอ็นที่ข้อมือของกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ถูกตัดขาดสะบั้น เมื่อล้วงเอาห่อสัมภาระบนตัวของพวกเขามากองรวมกัน ก็พบว่าข้าวของมีไม่ใช่น้อย เลยทีเดียว ทว่าจะมีสักกี่ชิ้นกันเล่าที่พวกคนเหล่านี้ไม่ได้ปล้นผู้อื่นมา

หลังจากขโมยกลับคืนเสร็จ เหยียนลั่วหลีที่เดินห่างออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็ยังรู้สึกไม่หนำใจ จึงหันกลับไปตวัดมีดปาดเข้าที่ข้อเท้าของพวกเขาอีกคนละสองสามแผล ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ทีนี้ก็กลายเป็นพยัคฆ์ไร้เขี้ยวเล็บแล้ว คอยดูเถิดว่าพวกเจ้าจะกำแหงได้อีกหรือไม่ จะอยู่หรือจะตาย ก็สุดแท้แต่เวรกรรมของพวกเจ้าเถอะ

เหยียนลั่วหลีอุ้มเหยียนหยาจื่อที่ยังคงตื่นอยู่ขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามย้ำเป็นครั้งสุดท้าย

“เจ้าจะไปกับพี่สาวจริง ๆ หรือ”

เหยียนหยาจื่อกอดท่อนแขนพี่สาวพลางพยักหน้าอย่างหนักแน่น เหยียนลั่วหลีลูบศีรษะเล็ก ๆ นั้นพลางตั้งปณิธานในใจอย่างแน่วแน่ ข้าจะปกป้องเจ้าให้ปลอดภัย

ทั้งสองปรายตามองกลุ่มคนที่ยังคงหลับสนิทเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหอบหิ้วห่อสัมภาระเร้นกายหายลับเข้าไปในป่าทึบยามค่ำคืน โดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel