บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ซากศพเดินได้

ยามมองดูคนรอบกายที่ค่อย ๆ หลับใหลไปทีละคน เหยียนลั่วหลีกลับไร้ซึ่งความง่วงงุนใด ๆ นั่นก็เพราะนางมิใช่เหยียนลั่วหลีคนเดิมอีกต่อไป แม้จะใช้ชื่อแซ่เดียวกัน ทว่าแท้จริงแล้วนางคือดวงวิญญาณที่ทะลุมิติมา เมื่อมองดูสภาพแวดล้อมรอบกาย เหยียนลั่วหลีได้แต่นิ่งอึ้งไปเนิ่นนาน เรื่องบัดซบเยี่ยงนี้ตกมาใส่หัวนางได้อย่างไรกัน

ชาติก่อนนางเป็นถึงหน่วยรบพิเศษหญิงมาสิบปี เพิ่งจะปลดประจำการ เมื่อทนเสียงรบเร้าของเพื่อนร่วมทีมไม่ไหวจึงไปฉลองที่บาร์ ดื่มสุราไปเพียงไม่กี่ขวดก็เมามายไม่ได้สติ ไฉนพอตื่นขึ้นมาถึงได้มาโผล่ในสถานที่แห่งนี้ได้เล่า

“เฮ้อ”

นางกระชับอ้อมแขนที่กอดร่างเด็กชายในอกให้แน่นขึ้นอีก จากนี้ไป ข้าก็คือเหยียนลั่วหลี ข้าจะเลี้ยงดูน้องชายผู้นี้ให้เติบใหญ่เป็นอย่างดี พอคิดได้ดังนั้น ร่างกายที่เดิมทีหนักอึ้งก็พลันเบาสบายขึ้นมาทันตา อาการอึดอัดแน่นหน้าอกที่มีก่อนหน้านี้หายไปแล้ว หรือนี่จะเป็นความปรารถนาสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมกันแน่

ยามก้มมองเด็กชายในอ้อมแขนที่ซูบผอมเสียจนแทบเหลือแต่กระดูก นางก็นึกสงสาร อายุแปดขวบปี ทว่ากลับมีขนาดตัวเท่ากับเด็กห้าขวบเท่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของพวกปลิงดูดเลือดเหล่านั้นทั้งสิ้น

เหยียนลั่วหลีซึมซับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้ว ก็อดทอดถอนใจมิได้ว่าช่างโง่งมเสียจริง เจ้าของร่างเดิมเกิดมาก็มีสติปัญญาบกพร่อง มารดาบังเกิดเกล้าก็มาด่วนจากไปเพราะตกเลือดตอนคลอดน้องชาย เวลาล่วงผ่านไปยังไม่ถึงปี บิดาใจจืดใจดำก็แต่งแม่เลี้ยงคนใหม่เข้ามา

เหยียนลั่วหลีที่เดิมทีก็ไม่เป็นที่รักใคร่อยู่แล้ว ยิ่งถูกโขกสับใช้งานเยี่ยงวัวเยี่ยงม้า กินน้อยที่สุด ทว่าต้องทำงานหนักที่สุด ไม่ว่าสิ่งใดล้วนได้น้อยกว่าผู้อื่น และที่สำคัญคือ นางถูกทุบตีมากที่สุดด้วย หากเป็นคนปกติทั่วไปคงลุกขึ้นต่อต้านไปนานแล้ว แต่ก็นั่นแหละ นางเป็นเพียงคนโง่งม จะไปคาดหวังให้นางลุกขึ้นมาสู้รบปรบมือได้อย่างไร

หากไม่ได้น้องชายแท้ ๆ ผู้นี้คอยแอบช่วยเหลือ เจ้าของร่างเดิมก็คงยากจะมีชีวิตรอดมาถึงเวลานี้ได้ เอาเถิด ๆ ในเมื่อมาแล้วก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้จงได้ นางเคยเป็นถึงหน่วยรบพิเศษหญิงที่คลุกคลีอยู่ในสมรภูมิรบ และผ่านภารกิจเสี่ยงตายมานับไม่ถ้วน แค่การเอาชีวิตรอดในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ มันจะยากเย็นแสนเข็ญสักเพียงใดกันเชียว

เมื่อหวนนึกถึงสายตาของสตรีผู้นั้นเมื่อครู่ ดูท่าแล้วสถานที่แห่งนี้คงอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน ทว่าก่อนจะจากไป นางขอแก้เผ็ดพวกคนเหล่านี้ให้เข็ดหลาบเสียก่อน หนี้แค้นของเจ้าของร่างเดิม และมารดาแท้ ๆ นั้น คนสารเลวพวกนี้ต้องชดใช้คืนด้วยเลือด

อย่าคิดนะว่านางไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วการตายของมารดาเป็นฝีมือของคนสกุลเหยียน ที่ทำลงไปก็เพื่อฮุบสินเดิมของมารดา แล้วให้บิดาใจโฉดแต่งญาติผู้น้องของตนเข้ามาเป็นภรรยาใหม่ คิดจะเอาเปรียบเหยียนลั่วหลีผู้นี้งั้นหรือ ฝันไปเถอะ มันไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้นหรอก

นางทอดถอนใจพลางมองดูกองไฟที่ค่อย ๆ มอดลง จึงหยิบฟืนเติมเข้าไปอีกเล็กน้อย กวาดสายตามองกลุ่มชาวบ้านโดยรอบที่มีสภาพไม่ต่างอันใดกับซากศพเดินได้ ภัยธรรมชาติ และภัยจากน้ำมือมนุษย์ ช่างเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ

ขบคิดอยู่เนิ่นนาน นางก็ผล็อยหลับไป ในอ้อมแขนยังคงตระกองกอดน้องชายที่ผอมแห้งเอาไว้ แม้ภายนอกจะดูเหมือนหลับสนิท ทว่านางกลับไม่กล้าผ่อนความระแวดระวังลงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นเช่นนั้น นางจะได้ยินแผนการอันร้ายกาจของแม่เลี้ยงผู้นี้ได้อย่างไรเล่า

เวลาล่วงเลยไป เหยียนลั่วหลีหรี่ตามองแม่เลี้ยงที่ย่องกลับมาจากพุ่มไม้ นางแสร้งหลับตาลงเมื่อสัมผัสได้ว่ามีคนค่อย ๆ นั่งลงข้างกายอย่างระมัดระวัง แต่นางหาได้ใส่ใจไม่

“ตื่น ตื่นเดี๋ยวนี้ จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน นังเด็กบ้า วันนี้ถึงกับกล้าเกียจคร้านไม่ยอมลุกมาปลุกพวกเราเชียวหรือ”

แม่เลี้ยงเตะเข้าที่ร่างของเหยียนลั่วหลีที่แสร้งหลับอยู่อย่างแรง แรงปะทะนั้นทำให้เหยียนหยาจื่อสะดุ้งตื่น และแผดเสียงร้องไห้จ้า เหยียนลั่วหลีสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แรงเตะนั้นทำเอาเจ็บเกือบจุกจนแทบลุกไม่ขึ้น นางสบถด่าในใจ นังแก่หนังเหนียวเอ๊ย คอยดูเถิดว่าข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร

มองดูเหยียนหยาจื่อในอ้อมแขนที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น จนแทบสิ้นเรี่ยวแรงแล้วก็นึกสงสารจับใจ นางรีบกอดปลอบประโลมลูบหลังลูบไหล่ เพียงครู่เดียวเด็กน้อยก็หยุดร้องไห้ นั่นเพราะเขาไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะเปล่งเสียงแล้วจริง ๆ ส่วนบิดาไม่ได้เรื่องของนาง เมื่อเห็นสายตาไม่พอใจที่ผู้เฒ่าเหยียนส่งมา ก็รีบหันไปตวาดใส่ภรรยาทันที

“เอะอะโวยวายอันใดแต่เช้าตรู่ จะอยู่เงียบ ๆ สักวันไม่ได้เชียวรึ”

แม่เลี้ยงทำทีเป็นปัดฝุ่นตามห่อสัมภาระ ริมฝีปากแห้งแตกจนเลือดซิบ แต่ก็ยังไม่วายบ่นกระปอดกระแปด “ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะส่งเสียงเอะอะ แต่สภาพการใช้ชีวิตเช่นนี้ จะให้ข้าทนอยู่เยี่ยงไรเล่า”

เอ่ยจบนางก็ถลึงตาใส่ลูกเลี้ยงทั้งสองอย่างเคียดแค้น เป็นเพราะไอ้พวกตัวไร้ค่าสองคนนี้ เหยียนลั่วหลีอาจจะเป็นที่ชิงชัง ทว่าเหยียนหยาจื่อคือหลานชายสืบสกุลเพียงคนเดียวของตระกูลเหยียน

และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้ผู้เฒ่าเหยียนรู้สึกไม่พอใจ ต่อให้ไม่ชอบใจเด็กสาวอย่างไร แต่หลานชายสายเลือดตระกูลเหยียนก็ไม่ใช่กระโถนระบายอารมณ์ให้แม่เลี้ยงอย่างนางมาทุบตีด่าทอได้ตามอำเภอใจ

ฟ้าเพิ่งจะสางก็ถูกปลุกให้ตื่นเช่นนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดอารมณ์ดีนัก กลุ่มผู้อพยพทั้งหิวโหย และกระหายน้ำ ทว่าไม่มีใครกล้าหยุดพัก หากสายกว่านี้จนดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา นั่นแหละจึงจะเป็นความทรมานอย่างแท้จริง

เหยียนลั่วหลีลากสังขารเดินตามหลังกลุ่มคนไปอย่างเชื่องช้าราวกับซากศพเดินได้ มือข้างหนึ่งจับมือน้องชายไว้แน่น เหยียนหยาจื่อนึกสงสารพี่สาว จึงฝืนทนก้าวเท้าเดินตามให้ทัน หาไม่แล้วคงต้องลำบากให้เหยียนลั่วหลีแบกเขาขึ้นหลังไปตลอดทาง

นี่คงเป็นเหตุผลที่ผู้เฒ่าเหยียนยังคงเก็บเหยียนลั่วหลีเอาไว้กระมัง ต้องบอกเลยว่าเหยียนลั่วหลีคาดเดาความจริงข้อนี้ได้ทะลุปรุโปร่ง การเก็บตัวนางไว้ ประการแรกคือมีคนคอยดูแลเหยียนหยาจื่อ ประการที่สองก็คือ หากเลี้ยงไว้ให้โตอีกสักหน่อย ก็ยังสามารถนำไปขายได้ราคาดี

เหยียนลั่วหลีเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ที่สาดแสงจ้าอยู่เหนือศีรษะ ผืนดินเบื้องล่างแตกระแหง รอบด้านไร้ซึ่งต้นหญ้าแม้แต่ต้นเดียว ภัยแล้งกินเวลายาวนานกว่าสองปีในฤดูร้อนเช่นนี้ สิ่งใดที่พอจะนำมาประทังชีวิตได้ล้วนถูกขุดรากถอนโคนขึ้นมาจนหมดสิ้น

ตลอดระยะทางกว่าห้าร้อยลี้ที่ผ่านมานั้น ไม่พบเห็นพืชพรรณสีเขียวเลยแม้แต่น้อย หากมีผู้ใดตั้งคำถามว่าละแวกนี้ไม่มีภูเขาบ้างเชียวหรือ คำตอบคือ มี แต่ผู้ใดเล่าจะกล้าเหยียบย่างเข้าไป ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์ป่าก็ยังหิวโซจนคลุ้มคลั่ง

ใช่ว่าไม่มีผู้ใดเคยคิดจะเข้าไปล่าสัตว์เพื่อประทังชีวิตในหุบเขา ทว่าพอมีข่าวร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าว่าคนเหล่านั้นถูกสัตว์ร้ายฉีกทึ้งกินจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก เช่นนี้แล้วยังมีผู้ใดกล้าเอาชีวิตไปทิ้งอีกหรือ

สองข้างทางที่ผ่านมาโอบล้อมไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ยิ่งลึกเข้าไปด้านในก็ยิ่งมองเห็นแมกไม้สีเขียวขจี ในสายตาของผู้คนทั่วไป ที่แห่งนี้คือสุสานกลืนกินชีวิตมนุษย์ ทว่าสำหรับเหยียนลั่วหลีแล้ว มันคือขุมทรัพย์ และดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยากยิ่ง

คิดว่าชีวิตการเป็นหน่วยรบพิเศษสิบปีของนางเป็นเพียงการนั่งกินข้าวสุกผลาญเสบียงไปวัน ๆ หรืออย่างไร ยามที่ออกปฏิบัติภารกิจ ป่าอเมซอน[Jak1.1]ยังอันตรายกว่านี้เป็นเท่าตัว แต่นางก็ยังเอาชีวิตรอดกลับมาได้มิใช่หรือ

หางตาของนางเหลือบไปเห็นแม่เลี้ยงที่คอยชะเง้อคอมองกลุ่มชายฉกรรจ์ด้านหลังอยู่บ่อยครั้ง และในขณะเดียวกัน ก็มีสายตาหิวกระหายหลายคู่จากเบื้องหลังจ้องตอบกลับมาเช่นกัน

เมื่อหวนนึกถึงความเคลื่อนไหวอันน่าสะอิดสะเอียนเมื่อคืน ดูท่าแล้วนางคงไม่อาจร่วมเดินทางต่อไปได้อีกจริง ๆ ทว่าก่อนจะแยกตัวไป คงต้องวางแผนให้รัดกุมรอบคอบก่อน อย่างน้อยก็ต้องไม่ปล่อยให้คนสารเลวพวกนี้ลอยนวล ใครจะไปรู้เล่าว่าหลังจากนางจากไปแล้ว คนพวกนี้จะไปทำอันตรายคนบริสุทธิ์อีกกี่คน ถือเสียว่านางทำหน้าที่แทนสวรรค์ลงทัณฑ์คนชั่วก็แล้วกัน

อันที่จริงเหยียนลั่วหลีก็มิใช่คนดีมีเมตตาอันใดนัก วิธีการที่นางก้าวเข้าสู่หน่วยรบพิเศษก็มิใช่การเกณฑ์ทหารตามปกติ หากแต่เป็นเพราะทักษะการต่อสู้อันดุดันไร้ปรานีที่ไปสะดุดตาเบื้องบนเข้า จึงถูกดึงตัวออกมาจากคุกมืดต่างหาก

เมื่อวานนี้นางเพิ่งจะปฏิบัติภารกิจรับใช้ทีมครบสิบปีจนได้รับอิสรภาพคืนมา ใครจะไปคาดคิดเล่าว่าพอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง กลับต้องมาโผล่ในสถานที่ทุรกันดารที่แม้แต่นกยังไม่บินผ่านเช่นนี้

หากมีผู้ใดถามว่านางทำความผิดร้ายแรงอันใดถึงได้เข้าไปนอนในคุกน่ะหรือ ทุกครั้งที่เพื่อนร่วมทีมเอ่ยปากถาม นางก็ทำเพียงแค่กระตุกยิ้มมุมปาก และไม่ตอบคำถาม มิใช่ว่าไม่อยากบอกเล่า แต่เพราะนางกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนใหม่แล้วต่างหาก

“หยุดพักเสียหน่อยเถิด ก้าวขาไม่ไหวแล้ว”

เสียงโหวกเหวกโวยวายที่ดังมาจากด้านหน้าดึงสติของเหยียนลั่วหลีที่กำลังล่องลอยให้กลับมาสู่ความเป็นจริง ยามมองดูผู้คนที่ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นดิน นางก็ไม่นึกรังเกียจความสกปรกมอมแมมอีกต่อไป นางดึงแขนน้องชายให้นั่งลงบนพื้นดิน พลางจ้องเขม็งไปยังห่อผ้าในมือของบิดาไม่ได้เรื่องผู้นั้น

คนอื่น ๆ รอบกายต่างปิดปากเงียบสนิท ไม่กล้าแม้แต่จะปริปากเอ่ยสิ่งใด ได้แต่มองดูผู้เฒ่าเหยียนรับห่อผ้ามาถือไว้ สายตาหิวกระหายหลายคู่จับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของผู้เฒ่าเหยียนอย่างไม่ให้คลาดสายตา

กระทั่งตอนที่เปิดห่อผ้ามาถึงชั้นที่เจ็ด เหยียนลั่วหลีจึงได้เห็นเสบียงกรังของพวกเขาเสียที มันคือหมั่นโถวสีดำสนิทที่อัดแน่นอยู่เต็มห่อ เป็นหมั่นโถวชนิดที่แข็งปานหินผาจนสามารถปาหัวสุนัขให้ตกตายได้เลยทีเดียว

ถึงกระนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าแสดงท่าทีรังเกียจ หมั่นโถวหนึ่งลูกคือเสบียงยังชีพสำหรับหนึ่งคนต่อวัน ผู้เฒ่าเหยียนหยิบหมั่นโถวดำขึ้นมาแจกจ่ายด้วยมืออันสั่นเทา ต่างได้รับส่วนแบ่งเพียงคนละหนึ่งลูกเท่านั้น ไม่มีมากไปกว่านี้

เหยียนลั่วหลีทำเป็นเมินเฉยต่อสายตาอาฆาตแค้นของแม่เลี้ยง และน้องสาวต่างมารดา นางยื่นมือไปรับหมั่นโถวสองลูกมาถือไว้ แล้วรีบยัดลูกหนึ่งใส่มือน้อย ๆ ของเหยียนหยาจื่อ เด็กน้อยพอรับมาก็รีบยัดเข้าปากแล้วกัดกินทันที ทำเอาเหยียนลั่วหลีตกใจจนแทบหัวใจวาย กินตะกรุมตะกรามเช่นนี้ประเดี๋ยวก็ติดคอตายกันพอดี นางรีบแย่งหมั่นโถวออกมาจากปากของเขา แล้วเริ่มบิออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วมือ ก่อนจะส่งให้เหยียนหยาจื่อรับไปค่อย ๆ กิน ส่วนตัวนางเองนั้นกลับสวาปามหมั่นโถวของตนเองเข้าไปอย่างหิวกระหาย จนเกือบจะสิ้นชีพไปอีกรอบเพราะหมั่นโถวแข็ง ๆ ติดคอ

ผู้เฒ่าเหยียนลอบมองภาพนั้นเงียบ ๆ แล้วพยักหน้า นี่แหละคือเหตุผลที่เขายังคงเก็บเหยียนลั่วหลีเอาไว้ เกรงว่าคงมีเพียงนางเท่านั้นที่สามารถดูแลเหยียนหยาจื่อได้ดีถึงเพียงนี้ ทว่าสิ่งที่ผู้เฒ่าเหยียนไม่รู้เลยก็คือ เพียงคืนนี้ผ่านพ้นไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็ก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel