บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 9 บรรลุข้อตกลง

“ฮือ ๆ ๆ” เหยียนหยาจื่อมองดูผืนป่าที่ไร้ความเคลื่อนไหว ริมฝีปากเปล่งเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบา ร่างกายเล็ก ๆ สั่นสะท้าน สองมือกำหมัดแน่น ยืดอกจ้องมองไปเบื้องหน้าไม่วางตา ด้วยเกรงว่าจะคลาดสายตาแล้วพลาดสิ่งใดไป

เขาไม่ควรเอาแต่ใจรบเร้าให้พี่ใหญ่ช่วยเซียวเย่หยางเอาไว้เลย ยามนี้เหยียนหยาจื่อแทบอยากจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในชั่วพริบตา เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือพี่ใหญ่แบ่งเบาภาระได้บ้าง

เซียวเย่หยางมองดูเด็กน้อยพลางรู้สึกหนักอึ้งในใจ หากพวกเขาไม่ยื่นมือเข้าช่วยตนไว้ ก็คงไม่ต้องมาพัวพันกับเรื่องราวเลวร้ายเช่นนี้ เหตุใดสกุลเซียวจึงไม่ยอมละเว้นเขาบ้าง เขาก็เป็นสายเลือดของสกุลเซียวเช่นกันนะ

ใบหน้าของเซียวเย่หยางบิดเบี้ยวดุร้าย ดวงตาแดงก่ำเบิกโพลง ยามนี้เขายังตายไม่ได้ หากเหยียนลั่วหลีเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เหยียนหยาจื่อก็จะต้องเหลือเพียงตัวคนเดียวบนโลกใบนี้

เขาเดินไปหยุดอยู่ด้านหลังของเหยียนหยาจื่อ มองแผ่นหลังเล็ก ๆ นี้แล้วเซียวเย่หยางก็อยากจะเอ่ยปากพูดปลอบใจ ทว่ากลับไม่รู้จะพูดอันใด ราวกับมีก้อนจุกอยู่ที่ลำคอ

“เหยียนหยาจื่อ”

เซียวเย่หยางมองดูผืนป่าที่เงียบสงัดพลางพึมพำเสียงเบา มือที่ยกขึ้นมาสั่นเทาเล็กน้อย ทว่ากลับไม่อาจวางลงแตะต้องตัวเด็กน้อยได้

เหยียนหยาจื่อค่อย ๆ หันกลับมามองด้วยแววตาตัดพ้อ ริมฝีปากซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตากลมโตเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่พร้อมจะร่วงหล่นได้ทุกเมื่อ เขาอ้าปากเตรียมจะพูดอีกครั้ง แต่ก็ถูกเสียงหนึ่งขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

“เหยียนหยาจื่อ เหยียนหยาจื่อ”

ภายในผืนป่าที่อยู่ห่างไกลออกไป เหยียนลั่วหลีลากดาบใหญ่ส่งเสียงดังก๊องแก๊งวิ่งโผล่พ้นแมกไม้ออกมา ที่เอวยังมีกระต่ายป่าแขวนอยู่อีกหลายตัว

ทั้งสองคนพอเห็นภาพนั้นก็รู้สึกราวกับตนเป็นสัตว์ป่าตัวน้อยที่ได้รับการช่วยเหลือ ทั้งประหลาดใจ และทั้งยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ เหยียนหยาจื่อถึงกับกระโดดโลดเต้น เขาวิ่งโซซัดโซเซยื่นมือน้อย ๆ ออกไปเบื้องหน้า

นี่คือพี่ใหญ่ของเขาจริง ๆ

“โอ๊ะ นี่ลูกแมวน้อยขี้แยหรือเหยียนหยาจื่อกันล่ะเนี่ย”

เหยียนลั่วหลีถูกน้องชายตัวน้อยพุ่งเข้ามาสวมกอด สัมผัสเปียกชื้นบนเสื้อผ้าย่อมไม่ใช่ของปลอมเป็นแน่

เซียวเย่หยางเองก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดยืนตรงหน้าคนทั้งสอง เมื่อเห็นว่าเหยียนลั่วหลียังมีชีวิตอยู่ และปลอดภัยดี เขาก็ชกเบา ๆ ไปที่ไหล่ของนาง

“เจ้าทำให้พวกเราต้องรอเสียตั้งนาน”

ใบหน้าที่คล้ำแดดเต็มไปด้วยความยินดี ฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี และเห็นฟันซี่ขาวที่เรียงตัวสวย เหยียนลั่วหลีสัมผัสได้ถึงความกังวลใจก่อนหน้านี้ของทั้งสองคน จึงรีบพูดขึ้น

“ไม่แล้ว ๆ วันข้างหน้าไม่ว่าจะทำสิ่งใด ข้าสัญญาว่าจะพาพวกเจ้าสองคนไปด้วยเสมอ”

“จริงหรือขอรับ” เหยียนหยาจื่อเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าจริงจังอย่างถึงที่สุด

“ย่อมต้องจริงสิ พี่ใหญ่จะตัดใจทิ้งเจ้าลงได้อย่างไร” นางดึงพวงแก้มเขาเบา ๆ อย่างหยอกล้อเพื่อให้หัวเราะ ใบหน้าอมทุกข์เช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าสืบทอดมาจากผู้ใด

เมื่อก่อกองไฟขึ้นใหม่แล้ว ทั้งสามคนต่างก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยถึงกลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นอีก บรรยากาศในช่วงเวลานี้จึงนับว่าดีเยี่ยม

“อือ อร่อย”

ทั้งสามคนถือกระต่ายย่างคนละไม้ กัดกินอย่างตะกละตะกลาม เป็นเพราะเมื่อช่วงเช้าตกใจกลัวมากไปหน่อย ยามนี้พอตั้งสติได้ ท้องก็ร้องจ๊อก ๆ ประท้วงแล้ว

“กินอิ่มแล้วพวกเราจะไปที่ใดกันต่อเล่า”

เซียวเย่หยางปาดคราบมันบนใบหน้า นี่นับเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เขาถูกตามล่ามาเลยทีเดียว ตลอดหลายวันก่อนหน้านี้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ เขาต้องทนอดมื้อกินมื้อไม่อาจกินได้เต็มอิ่ม ยามนี้บาดแผลเริ่มตกสะเก็ดแล้ว ก็ต้องบำรุงให้พละกำลังกลับคืนมาเสียหน่อย

“ไม่ว่าพวกเจ้าจะไปที่ใดก็ขอให้พาข้าไปด้วยเถิด ข้าจะเป็นผู้ช่วยพวกเจ้าเอง”

กร้วม เขากัดผลไม้ป่าอีกลูก เมื่อผลไม้ป่าตกถึงท้อง เซียวเย่หยางก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง ถึงอย่างไรตัวเขาเองก็ไม่มีที่ให้ไปแล้ว เซียวเย่หยางคนก่อนก็ถือเสียว่าตายไปแล้วก็แล้วกัน

เหยียนหยาจื่อปรายตามองเหยียนลั่วหลีแวบหนึ่ง ยามนี้เขาไม่อยากพาเซียวเย่หยางไปด้วยแล้ว ผู้ใดจะรู้ว่าจะมีอันตรายตามมาอีกหรือไม่ หรือจะให้พี่ใหญ่ต้องคอยเอาตัวล่อศัตรูออกไปทุกครั้ง โทษก็แต่ตัวเขาที่ยังเด็ก และอ่อนแอเกินไป

มีหรือที่เหยียนลั่วหลีจะไม่รับรู้ถึงความไม่สบายใจของเหยียนหยาจื่อ ในเมื่อช่วยชีวิตเขาไว้แล้ว อย่างไรก็ต้องให้อีกฝ่ายทดแทนบุญคุณให้หมดสิ้นเสียก่อนถึงจะปล่อยตัวไป บุญคุณของเหยียนลั่วหลีผู้นี้ เอาเปรียบกันได้ง่าย ๆ ปานนั้นเชียวหรือ

“เจ้าเดินทางรอนแรมอยู่ข้างนอกตลอดเวลา ไม่ได้ยินข่าวคราวอันใดมาบ้างเลยหรือ”

เหยียนลั่วหลีไม่มีทางเชื่อหรอกว่าคนผู้นี้จะไม่รู้อะไรเลย ฐานะแท้จริงของเขา นางละเว้นไม่ไต่ถามได้ ทว่าการจะได้อยู่ร่วมกับนางต่อหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณประโยชน์ของเขา นางไม่เลี้ยงดูคนไร้ประโยชน์กินล้างกินผลาญ

“เจ้าอยากรู้ข่าวคราวอันใดเล่า” แม้เขาจะถูกตามล่าจนหนีหัวซุกหัวซุนมาตลอดทาง ทว่าเรื่องที่ควรรู้ และไม่ควรรู้ เขาก็พอจะรู้มาบ้าง

“อย่างเช่นว่า ทั่วทั้งแผ่นดินนี้ยังมีสถานที่ใดที่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างสงบร่มเย็นบ้าง”

อยู่อาศัยได้อย่างสงบร่มเย็นงั้นหรือ ยุคเข็ญเช่นนี้ เกรงว่าคงจะยาก เซียวเย่หยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็นึกถึงสถานที่บางแห่งขึ้นมาได้จริง ๆ

“อยู่อาศัยอย่างสงบร่มเย็นนั้นคงพูดได้ไม่เต็มปากนัก เอาเป็นว่าพอจะเอาชีวิตรอดไปได้ก็แล้วกัน”

เหยียนลั่วหลีเลิกคิ้วขึ้น “พูดต่อสิ”

“หากไม่มีภัยแล้ง ย่อมต้องเป็นแดนใต้ที่ดีที่สุด ปลาอ้วนพีข้าวหอมกรุ่น ทว่ายามนี้เผชิญภัยแล้งมาถึงสองปีแล้ว แดนใต้จึงกลายเป็นสถานที่ที่อันตราย และแร้นแค้นที่สุดในแผ่นดิน” เซียวเย่หยางนึกถึงคำพูดของผู้อพยพเหล่านั้น

“หรือจะบอกว่าแดนเหนือมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเล่า”

ยามนี้ไฟสงครามปะทุขึ้นไม่หยุดหย่อน พวกนางเดินทางอพยพมาจากแดนใต้ย่อมรู้ดีว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร คนสกุลเหยียนแต่เดิมก็ตั้งใจจะมุ่งหน้าไปทางเหนืออยู่แล้ว

เจ้าของร่างเดิมโง่งมมานับสิบปี ย่อมไม่กระจ่างแจ้งต่อยุคสมัย และบ้านเมืองนี้ จะคาดหวังให้เด็กโง่งมมานั่งคิดวิเคราะห์เรื่องความอยู่รอดของบ้านเมืองทั้งวันได้อย่างไร

“ข้ารู้ ๆ”

เหยียนหยาจื่อมองดูทั้งสองคนสนทนาโต้ตอบกันไปมาโดยละเลยตนเองก็ลอบขัดใจ ยามนี้ในที่สุดก็มีเรื่องที่ตนเองพอจะล่วงรู้ จึงต้องแสดงภูมิความรู้เสียหน่อย เขายกมือน้อย ๆ ขึ้นสูงเตรียมจะแย่งตอบ

เหยียนลั่วหลีมองเหยียนหยาจื่อที่ปากมันแผล็บดูน่าเอ็นดู นางอดใจไม่ไหวจึงดึงแก้มยุ้ย ๆ ที่เพิ่งจะถูกขุนจนมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้างพลางหยอกล้อ

“เด็กน้อยตัวกะเปี๊ยกอย่างเจ้ารู้อันใดบ้างเล่า”

“ข้ารู้จริง ๆ นะขอรับพี่ใหญ่ ท่านดึงแก้มข้าทำไม”

เหยียนหยาจื่อมองดูคนทั้งสองที่กำลังกลั้นหัวเราะด้วยความขัดเคืองใจ เขาเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ

“ได้ ๆ พูดมาเถิด”

เหยียนลั่วหลียกมือยอมแพ้ น้องชายตัวน้อยผู้นี้ คงต้องรีบฉวยโอกาสยามที่เขายังเด็กรังแกให้หนำใจเสียหน่อย

“แดนใต้นั้นค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ หากไม่มีภัยพิบัติย่อมต้องดีงามเป็นแน่ ทว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ก็ย่อมต้องเผชิญกับไฟสงครามเป็นแห่งแรก เพราะว่ามีเงินทอง และความอุดมสมบูรณ์มากมายเช่นไรเล่า”

เหยียนหยาจื่อวิเคราะห์ด้วยท่าทีน่าเอ็นดู ดวงตากลมโตสุกใสกะพริบปริบ ๆ เมื่อเห็นคนทั้งสองยังคงตั้งใจฟัง เขาก็พูดต่อ

“เมื่อเกิดสงคราม ชาวบ้านย่อมตกทุกข์ได้ยากลำบากที่สุด เมื่อเสบียงกับข้าวของถูกแย่งชิงไปจนหมดสิ้น ก็ต้องอพยพมุ่งหน้าไปทางเหนือ เพราะแดนเหนือมีฮ่องเต้ประทับอยู่ บ้านเมืองจะไม่วุ่นวาย พระองค์จะทรงดูแลปกป้องชาวบ้านเอง อีกอย่าง สถานที่ที่มีฮ่องเต้ประทับอยู่ ย่อมต้องปลอดภัยและมีเสบียงมากกว่าขอรับ”

เหยียนหยาจื่อเอียงคอวิเคราะห์ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาเคยแอบฟังมาจากท่านอาจารย์เฒ่าที่สอนหนังสือในหมู่บ้านทั้งสิ้น

เซียวเย่หยางมองดูเด็กตัวน้อยที่สามารถพูดจาฉะฉานหาเหตุผลเช่นนี้ออกมาได้ก็ตกตะลึง สองพี่น้องคู่นี้ไม่มีผู้ใดธรรมดาเลยจริง ๆ ก็ถูกของเขา มิเช่นนั้นจะใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาที่เต็มไปด้วยอันตรายได้อย่างสุขสบายเช่นนี้ได้อย่างไรกัน เหยียนลั่วหลีพยักหน้ารับ ลูบศีรษะเหยียนหยาจื่อเบา ๆ อย่างชื่นชม

“เจ้าพูดได้ไม่เลว ทว่าวันนี้พี่ใหญ่ก็อยากสอนสัจธรรมเจ้าสักข้อหนึ่งเช่นกัน”

น้องชายตัวน้อยของนางจะใสซื่อบริสุทธิ์มองโลกในแง่ดีปานนี้ตลอดไปไม่ได้หรอกกระมัง

“ฟังให้ดีนะ จงอย่าได้หลงเชื่อใจฝากชีวิตไว้กับผู้อื่นเป็นอันขาด แน่นอนว่ายกเว้นพี่ใหญ่ไว้คนหนึ่ง” เหยียนลั่วหลีขยิบตา

“เจ้าคิดว่าฮ่องเต้จะทรงดูแลปกป้องชาวบ้านอย่างแน่นอนเสมอไปหรือ ในยามคับขันหน้าสิ่วหน้าขวาน คนเราก็พึ่งพาได้แต่เพียงลำแข้งของตนเองเท่านั้น จงอย่าได้คิดที่จะหวังพึ่งพาผู้อื่นตลอดไป”

นี่เป็นสัจธรรมที่นางมักจะใช้ตักเตือนตนเองอยู่เสมอในชาติก่อนเช่นกัน คนตัวโตกับคนตัวเล็กทั้งสองนั่งฟังเงียบ ๆ แม้แต่เนื้อย่างหอมกรุ่นในมือก็พานหมดความน่าอร่อยไปเสียแล้ว หากไม่พึ่งพาผู้อื่น แล้วจะใช้ชีวิตรอดต่อไปท่ามกลางความวุ่นวายได้อย่างไรเล่า

“นอกจากการฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งแล้ว ที่เหลือไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดก็ต้องเผื่อทางถอย และหาทางหนีทีไล่เอาไว้เสมอ”

ในสายตาของเหยียนลั่วหลี ความแข็งแกร่งต่างหากที่สำคัญที่สุด มัวแต่คาดหวังเฝ้ารอให้ผู้อื่นมาช่วย สู้พึ่งพาตนเองเสียยังจะดีกว่า

ทั้งสองคนตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด ดูเหมือนว่าความเป็นจริงจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ข้อสรุปอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้ทั้งสองถึงกับขนลุกซู่ เช่นนั้นแล้วในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์เช่นนี้ ยังจะมีสถานที่ใดให้พวกเขาพักพิงได้อย่างปลอดภัยได้อีกเล่า เมื่อเห็นทั้งสองดูสับสนมึนงง เหยียนลั่วหลีก็ไม่อยากจะข่มขู่ให้พวกเขากลัวไปมากกว่านี้

“ในแดนเหนือแห่งนี้ ยังมีภูเขาอยู่ที่ใดอีกบ้าง”

สถานที่ที่มีภูเขาก็ย่อมต้องมีแหล่งน้ำ และนั่นแหละคืออาณาจักรของเหยียนลั่วหลีผู้นี้ เซียวเย่หยางครุ่นคิดอยู่ครู่ก็พูดชื่อสถานที่แห่งหนึ่งออกมา

“หลิ่งเป่ย ทว่าสถานที่แห่งนั้นตั้งอยู่ชายแดนใกล้ชิดกับแคว้นเพื่อนบ้าน ประเพณี และผู้คนจึงค่อนข้างจะป่าเถื่อนดุร้ายไปเสียหน่อย เอะอะก็ลงไม้ลงมือกัน”

“เช่นนั้นก็ไปที่นั่นก็แล้วกัน”

ประเพณีผู้คนป่าเถื่อนดุร้ายงั้นหรือ ก็ดีเหมือนกัน ให้ความแข็งแกร่งเป็นตัวตัดสินก็แล้วกัน

ริมทางสายหลักสายหนึ่ง ทั้งสามคนหมอบราบไปกับพื้น ซุ่มตัวทอดสายตาดูกลุ่มผู้อพยพที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเดินโซซัดโซเซ พวกเขาต้องหาโอกาสลอบแฝงตัวเข้าไปให้จงได้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel