ตอนที่ 10 มุ่งหน้าสู่แดนเหนือ
มองดูกลุ่มคนที่เดินห่างออกไป ทั้งสามคนสะพายห่อสัมภาระแล้วแอบเดินตามไปเงียบ ๆ ถึงอย่างไรคนจะเพิ่มมาสักคนหรือหายไปสักคนก็ย่อมไม่มีผู้ใดใส่ใจอยู่แล้ว
ผ่านไปหลายอึดใจ ท้ายที่สุดทั้งสามก็แฝงตัวเข้าไปอยู่รั้งท้ายในกลุ่มผู้อพยพได้อย่างแนบเนียน เดินตามไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
สถานการณ์ยามนี้ดูเลวร้ายยิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก ผู้คนล้วนผอมโซเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เดินโซซัดโซเซ จำนวนผู้รอดชีวิตของเด็กและคนชราเริ่มบางตาลงเรื่อย ๆ ที่เหลือรอดอยู่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเด็กโต และผู้ใหญ่
คนชราและเด็กที่หายไปนั้น นอกจากระหว่างทางที่บ้างก็ตกตาย บ้างก็ถูกทอดทิ้งแล้ว ก็ยังมีความเป็นไปได้ว่า... สีหน้าของเซียวเย่หยางกับเหยียนหยาจื่อไม่สู้ดีนักเมื่อนึกถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายขึ้นมา ทว่าเหยียนลั่วหลีกลับมีใบหน้าเรียบเฉย เพราะทุกอย่างล้วนอยู่ในความคาดหมายของนางมาแต่แรกแล้ว
โชคดีที่บริเวณนี้นับว่าเข้าสู่เขตแดนเหนือแล้ว คงจะไม่มีไฟสงครามลุกลามใหญ่โตนัก เมื่อไปถึงหลิ่งเป่ย เมืองที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนแห่งนั้น อาศัยเงินทองที่พกติดตัวมาก็คงจะพอตั้งรกรากได้ เหยียนลั่วหลีมั่นใจว่านางสามารถหาเลี้ยงทุกคนได้ ยิ่งไปกว่านั้น เซียวเย่หยางก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว
ทั้งสามคนดื่มกินจนอิ่มหนำ และเติมน้ำจนเต็มกระบอกเรียบร้อยตั้งแต่บนเขาแล้ว ข้าวของกองโตก็แบ่งกันพกพา ตัวนางเก็บรักษาสมบัติเงินทอง และแบกดาบใหญ่ที่ใช้ผ้าพันอำพรางเอาไว้ เหยียนหยาจื่อสะพายกระบอกน้ำกระบอกเล็กของตนเอง บนหลังยังสะพายตะกร้าที่ห่อด้วยผ้า ภายในล้วนเต็มไปด้วยผลไม้ป่า ส่วนเซียวเย่หยางหิ้วกระทะเหล็ก และของจิปาถะ ห่อสัมภาระใบใหญ่ที่บรรจุเนื้อสัตว์ป่าย่างจนแห้งถูกห่อหุ้มไว้ถึงสามสี่ชั้น ต่อให้จมูกดีเลิศปานใดก็ไม่ได้กลิ่นแม้แต่น้อย
นี่คือสมบัติทั้งหมดของคนทั้งสามแล้ว การเดินทางด้วยสัมภาระที่น้อยที่สุดย่อมเป็นสิ่งดี แต่ละคนซุกซ่อนมีดสั้นไว้ที่เอวคนละเล่ม หากมีเหตุการณ์ผิดปกติก็พร้อมจะวิ่งหนีจนสุดฝีเท้า คนที่หิวโหยมาเนิ่นนานเหล่านี้ย่อมไม่มีทางไล่ตามพวกเขาทันแน่
นานวันเข้าผู้อพยพที่อยู่รั้งท้ายก็เริ่มสังเกตเห็นพวกเหยียนลั่วหลี เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงเด็กหนุ่มสามคนก็มิกล้าผลีผลามทำอันใด โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่เดินนำหน้าผู้นั้น แม้จะสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งก็จริง ทว่ามัดกล้ามเนื้อบนร่างนั้นมิใช่ของปลอม
ชั่วขณะนั้นต่างฝ่ายต่างระแวดระวังกัน ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือก่อน การเปิดฉากแย่งชิงในยามนี้ก็ไม่ต่างอันใดกับการรนหาที่ตาย และปล่อยให้ผู้อื่นชุบมือเปิบไปเปล่า ๆ
เหยียนหยาจื่อมองดูปฏิกิริยาของผู้อพยพเหล่านี้แล้วก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ใบหน้าเคร่งเครียดขึงขังที่เต็มไปด้วยคราบดินเหลืองเริ่มผ่อนคลายลง เสื้อผ้าบนตัวก็ขาดรุ่งริ่งไม่ต่างจากผู้อื่น
เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการแต่งกายเยี่ยงขอทานของเหยียนลั่วหลี พวกเขาสองคนเพิ่งจะรู้ว่าที่แท้ดินเหลืองก็สามารถนำมาแต่งหน้าให้ดูผอมโซเหลืองซีดได้แนบเนียนถึงเพียงนี้ มองเผิน ๆ ก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มผอมกะหร่องสามคน ผู้ใดจะมาใส่ใจเล่า
ทั้งสามเดินอ้อยอิ่งหลบแดดไปตามร่มไม้ตามกลุ่มผู้อพยพที่เดินโซซัดโซเซอยู่ห่าง ๆ ยามขบวนหยุดพักก็ยิ่งรักษาระยะห่างออกไป ต่อให้มีผู้ใดคิดร้ายก็มิกล้าย่างกรายเข้าไปใกล้โดยง่าย เจ้าคิดว่าผู้คนที่สามารถรอนแรมเอาชีวิตรอดมาจนถึงที่นี่ได้ล้วนเป็นคนโง่งมกระนั้นหรือ ผู้ใดบ้างเล่าที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมซุกซ่อนอยู่ในมือ
“รีบกินเถิด”
เหยียนลั่วหลีฉีกเนื้อกระต่ายป่าย่างแห้งออกเป็นสามส่วน ของเหล่านี้พวกเขาทั้งสามปรึกษาหารือกันแล้วว่าจะเก็บกักตุนไว้กินประทังชีวิตจนกว่าจะถึงหลิ่งเป่ย ยามนี้ระยะทางก่อนจะถึงจุดหมายก็เหลืออีกเพียงเจ็ดวันเท่านั้น
ทั้งสามคนกินเนื้อกระต่ายกับผลไม้ป่ากันจนอิ่มหนำ เหยียนลั่วหลีไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยให้ตนเองอดอยากลำบาก เสบียงเหล่านี้จึงตระเตรียมเผื่อไว้มากพอ
“อีกสองวันพอถึงด่านตรวจ พวกเราก็จะแยกไปทางขวา”
เซียวเย่หยางนอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ทอดสายตามองท้องฟ้าสีคราม ยามนี้แม้แต่นกสักตัวบินผ่านก็ยังยากจะพบเห็น
“แล้วถ้าแยกไปทางซ้ายนั่นจะไปที่ใดรึ”
เหยียนลั่วหลีนอนไขว่ห้าง ริมฝีปากคาบดอกหญ้าหางสุนัข ท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์ยิ่งนัก
“ทางซ้ายคือเมืองหลวง”
“เมืองหลวงยามนี้เป็นเช่นไรบ้างเล่า”
ท่าทีลังเลของเซียวเย่หยางทำให้เหยียนลั่วหลีรู้ทันทีว่าคนผู้นี้มาจากเมืองหลวงเป็นแน่ แห้งแล้งมาถึงสองปี แล้วเมืองหลวงจะไม่วุ่นวายได้อย่างไร
“ภายนอกเมืองหลวงล้วนเต็มไปด้วยผู้อพยพ ฮ่องเต้ทรงเรียกทหารกองหนึ่งมาเฝ้าคุ้มกันประตูเมืองเอาไว้ แต่ภายในเมืองเองผู้คนก็มีความเป็นอยู่ที่ไม่ค่อยดีนัก คหบดีตระกูลใหญ่ยังพอทน ทว่าชาวบ้านล้วนผอมโซเหลืองซีด สภาพไม่ได้ดูดีไปกว่าผู้คนภายนอกสักเท่าไร”
เซียวเย่หยางไม่ประหลาดใจเลยที่เหยียนลั่วหลีมั่นใจว่าเขาเป็นคนเมืองหลวง หลายวันที่ร่วมรอนแรมเดินทางด้วยกันมา ทำให้เขารู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงกลัวของคนผู้นี้แล้ว ไม่เพียงแต่วรยุทธ์ล้ำเลิศ ทว่าสติปัญญายังเป็นเลิศ ไหวพริบและมันสมองล้วนอยู่ในระดับแนวหน้า เกรงว่าแม้แต่พวกบัณฑิตที่มีสายตาเฉียบแหลมในเมืองหลวงก็ยังมีฝีมือเทียบเขาไม่ได้เลยกระมัง
ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าสตรีเรือนใดจะมีวาสนาได้แต่งงานกับเขา ต่อให้ไม่ถึงขั้นมั่งคั่งล้นฟ้า ทว่าอย่างน้อยก็ต้องร่ำรวยมหาศาลเป็นแน่
“เช่นนั้นเมืองหลวงน่าสนุกหรือไม่ขอรับ” เหยียนหยาจื่อถามด้วยใบหน้าใสซื่อไร้เดียงสา แฝงความใคร่รู้อยู่หลายส่วน
“เมืองหลวงมีอันใดดีกัน ล้วนเป็นสถานที่กลืนกินผู้คนทั้งนั้น” เหยียนลั่วหลีลูบศีรษะเขาเบา ๆ
“เจ้าก็อย่าได้คิดจะไปเหยียบย่างในสถานที่พรรค์นั้นเลย ดีไม่ดีจะถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก”
“ข้าไม่ไปหรอก ข้าจะอยู่กับพี่ใหญ่ตลอดไป”
เหยียนหยาจื่อมีสีหน้าหนักแน่น จากนั้นทั้งสองก็หัวเราะร่วนหยอกล้อกันอีกครั้ง
เซียวเย่หยางกลับมีใบหน้าครุ่นคิด ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ในใจ หลายวันมานี้ดวงอาทิตย์สาดแสงร้อนแรงแผดเผา ยิ่งมุ่งหน้าสู่แดนเหนือ สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็ยิ่งทำให้ผู้คนหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
ผืนนาที่แตกระแหง พื้นดินที่แห้งแตกแทบจะมองทะลุลงไปถึงใต้ดิน บ้านเรือนผุพังทรุดโทรมพบเห็นได้ทั่วไปริมทางไร้ซึ่งวี่แววของผู้คน อย่าว่าแต่ใบไม้สีเขียวเลย แม้แต่ต้นไม้ก็ยังยืนต้นตาย ลำต้นแห้งกรอบจนแทบจะลุกไหม้ขึ้นมาเองเมื่อปะทะแสงแดดที่ร้อนระอุ
ผู้คนที่เดินโซซัดโซเซราวกับซากศพเดินได้หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนล้วนมีสภาพไม่ต่างจากท่อนไม้แห้ง ไร้ซึ่งเลือดเนื้อบนร่างกาย กระทั่งบนถนนหนทางยังสามารถพบเห็นซากศพที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่า
“อีกนานเท่าใดจึงจะถึงด่านตรวจ”
เหยียนลั่วหลีกัดแผ่นแป้งแห้งกรังด้วยสีหน้าย่ำแย่ ปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไปไม่ได้การแล้ว ผู้คนยิ่งอพยพมารวมกันมากเท่าใด ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะตกเป็นเป้าสายตาจนได้ คนมากความขัดแย้งก็ย่อมต้องมากตามไปด้วยมิใช่หรือ
มองกลุ่มคนหลายกลุ่มที่กำลังลงไม้ลงมือแย่งชิงกันอยู่เบื้องหน้า ทั้งสามคนต่างก็นิ่งเงียบ ยามนี้พวกเขาถูกประกบทั้งหน้าหลัง ตกอยู่ในช่วงกลางค่อนไปทางท้ายของขบวนผู้อพยพเสียแล้ว ต่อให้คิดจะหลบหนีแยกตัวออกไปก็ยังต้องรอหาจังหวะชุลมุน
เรื่องนี้ทำให้เหยียนลั่วหลีผู้รักอิสระ และไม่ชอบการถูกผูกมัดยิ่งรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ ทั้งด้านหน้าด้านหลังล้วนมีคนคอยลอบส่งสายตามาหยั่งเชิงอยู่ไม่ขาด คนเหล่านั้นคิดว่าพวกนางเป็นลูกพลับนิ่มบีบง่ายหรืออย่างไร
เมื่อเห็นว่ามีชายฉกรรจ์สองสามคนเดินกรีดกรายตีวงล้อมเข้ามาหา เหยียนลั่วหลีก็ชักดาบใหญ่ออกมาฉับพลัน
“เคร้ง”
เสียงโลหะดังกังวานใส ดาบเล่มเขื่องถูกสับลงบนโขดหินข้างทางอย่างแรง เศษผ้าที่พันปิดบังคมดาบไว้ขาดวิ่น เผยให้เห็นประกายคมปลาบทันที
เมื่อคนเหล่านั้นเห็นเข้าก็หน้าถอดสี รีบเร่งฝีเท้าหนีหลบเลี่ยงไปทันที
ช่างรนหาที่ตายเสียจริง ไม่เฆี่ยนก็ไม่ยอมเดิน ผู้คนที่นั่งพักอยู่รอบ ๆ ราวกับสัมผัสได้ถึงรังสีอันตราย ต่างก็ค่อย ๆ ขยับก้นถอยห่างออกจากพื้นที่ของคนทั้งสาม
เซียวเย่หยางกับเหยียนหยาจื่อหดหัวกลั้นหายใจราวกับนกกระทา ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง ได้แต่ค่อย ๆ แทะแผ่นแป้งในมือทีละน้อย ๆ
“ยามเว่ย[13.00 - 14.59 น.]พวกเราก็น่าจะไปถึงด่านตรวจแล้ว”
สถานที่ที่สมควรจะใช้เวลาเดินทางเพียงสองวัน กลับยืดเยื้อลากยาวมาจนถึงสามวันเต็ม ต่อให้เหยียนลั่วหลีเป็นคนใจเย็นอารมณ์ดีแค่ไหนก็ยังอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ เป็นเพราะคนพวกนี้เดินช้าเกินไปแล้วจริง ๆ ครั้นจะเร่งฝีเท้าเดินหน้าฝ่าวงล้อมไปก็เกรงว่าจะดึงดูดความสนใจมากเกินไป ที่นี่ยังมีเหยียนหยาจื่ออยู่อีกคน ฝูงชนนับพันมืดฟ้ามัวดินขนาดนี้ แม้แต่เหยียนลั่วหลีก็จำต้องระแวดระวังตัวให้มาก
“ประเดี๋ยวพวกเราเดินให้ช้าลงหน่อย จะได้ถอยลงไปอยู่รั้งท้ายขบวนเลย”
นางเคี้ยวแผ่นแป้งแห้งกรังด้วยความขัดเคืองใจ บริเวณนี้จะหาภูเขาก็ไม่มี จะหาแหล่งน้ำก็ไม่มี ทั้งสามคนจึงต้องจำใจประหยัดเสบียงไปก่อน
“ข้าไม่กินแล้ว”
นางโยนแผ่นแป้งครึ่งชิ้นที่เหลือใส่ตัวเซียวเย่หยาง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหลับตา ทำทีไม่รู้ไม่ชี้ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง จึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามารบกวน เซียวเย่หยางรับแผ่นแป้งขึ้นมาปัดฝุ่นแล้วเคี้ยวกร้วม ๆ อย่างเงียบ ๆ ของล้ำค่าเช่นนี้จะกินทิ้งกินขว้างไม่ได้เด็ดขาด
หากเป็นเมื่อก่อนที่คุณชายเซียวเย่หยางยังเสวยสุขอยู่ในเมืองหลวง ย่อมไม่มีทางหยิบของเหลือจากผู้ใดมากิน ทว่ายามนี้สถานการณ์แปรเปลี่ยนไปแล้ว เป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายกันทั้งนั้น ยังจะมัวถือยศถือศักดิ์เรื่องพรรค์นี้อยู่อีกหรือ
เป็นดังคาด หลังจากเหตุการณ์ข่มขวัญเมื่อตอนกลางวันการเดินทางในช่วงบ่ายก็ราบรื่นขึ้นมาก เหยียนลั่วหลีเองก็ปล่อยเลยตามเลย แบกดาบใหญ่พาดบ่าเดินทอดน่องกางแขนกางขา ท่าทางดุดันราวกับโจรป่า จนทำให้ผู้คนพากันหวาดกลัว และถอยห่าง
แน่นอนว่าย่อมต้องมีพวกหูหนวกตาบอดรนหาที่ตายอยู่บ้าง บริเวณหน้าด่านตรวจคือเทือกเขาสูงตระหง่าน และมีทางแยกสองสายปรากฏขึ้นเบื้องหน้า และไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ ผู้คนเกือบทั้งหมดล้วนเลือกมุ่งหน้าไปทางขวา มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มุ่งหน้าไปทางซ้าย และเหยียนลั่วหลีกับพวกทั้งสามคนก็คือคนส่วนน้อยกลุ่มนั้น
มีคนรนหาที่ตายจริงๆ หรือนี่ เมื่อเหยียนลั่วหลีเห็นสองแม่ลูกที่พุ่งเข้ามาคุกเข่าโขกศีรษะขวางอยู่ตรงหน้า นางก็หรี่ตาลงอย่างเย็นชา
