ตอนที่ 8 พลิกวิกฤตเป็นโอกาส
ในป่าทึบ นอกจากเสียงสัตว์นานาชนิดร้องขับขาน และบรรยากาศที่ดูแสนจะสงบสุขร่มรื่นแล้ว ยังแฝงไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง และตึงเครียดอย่างหาที่สุดไม่ได้
มาแล้ว
เสียงฝีเท้าที่แว่วมาแต่ไกลเริ่มดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เหยียนลั่วหลีหลับตาลงรวบรวมสมาธิ ดูเหมือนว่าประสาทสัมผัสของนางช่วงหลายวันนี้จะเฉียบคมขึ้นไม่น้อย ไม่เสียแรงที่หมั่นวิ่งขึ้นลงเขาเพื่อฝึกฝนร่างกาย แม้ยามนี้จะยังไม่อาจเทียบเคียงกับความเร็วในอดีตได้ ทว่าการจะสังหารคนเหล่านี้ก็ถือว่าเกินพอ ในป่าทึบเช่นนี้ เหยียนลั่วหลีผู้นี้แหละคือนักล่าโดยกำเนิด
นางไม่เคยประมือกับนักฆ่าในยุคโบราณมาก่อน ทว่าจากการสังเกตในช่วงหลายวันนี้ ก็พอจะเดาทาง และประเมินฝีมือของพวกมันได้คร่าว ๆ หากนางสามารถฟื้นฟูพละกำลังให้กลับมาอยู่ในจุดสูงสุดได้ คนพวกนี้ก็เป็นได้เพียงแค่มดปลวกเท่านั้น เพียงแต่ยามนี้พละกำลังของนางยังฟื้นฟูได้ไม่ถึงครึ่ง ระมัดระวังตัวไว้ก่อนจะดีกว่า
เหยียนลั่วหลีไม่เคยประมาทคู่ต่อสู้คนใด นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้นางสามารถเอาชีวิตรอด และถอนตัวออกมาได้อย่างปลอดภัยตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา
หลายวันมานี้นางลอบปั่นหัวพวกมัน แถมยังสั่งสอนไปบ้างเล็กน้อย เหตุใดถึงไม่รู้จักประเมินกำลังตนแล้วล่าถอยไปเสียเล่า เดิมทีนางวางดาบละเว้นการฆ่าฟันแล้วเชียว ทว่านี่กลับมีคนมารนหาที่ตายเอง
ทันใดนั้นเสียงบางอย่างก็ดังขึ้น เหยียนลั่วหลีเบิกตากว้าง ประกายตาวาววับกระหายเลือด ในเมื่อไม่อยากกลับไป ก็จงทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่เสียเถอะ
“หัวหน้าขอรับ ยอดฝีมือที่คอยช่วยเหลือเซียวเย่หยางผู้นี้ร้ายกาจนัก”
ชายชุดดำพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สองตากวาดมองรอบด้านอย่างหวาดระแวง เกรงว่าศัตรูที่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ราวกับภูตผีผู้นั้นจะปรากฏตัวขึ้นมาอีก
พวกเขาถูกศัตรูผู้นี้ปั่นหัวมาหลายวัน ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งอกสั่นขวัญแขวน ไฉนพวกมันถึงไม่เคยรู้เลยว่าในยุทธภพมียอดฝีมือเช่นนี้อยู่ด้วย เดิมทีพรรคพวกเหลืออยู่สี่คน แต่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กลับถูกอีกฝ่ายปั่นหัวจนตกตายไปหนึ่ง บาดเจ็บสาหัสอีกหนึ่ง ยามนี้ผู้ที่ยังพอขยับเขยื้อนได้ก็เหลือเพียงหัวหน้าของพวกเขาเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศัตรูเป็นบุรุษหรือสตรี เพราะพวกเขามักจะตามหลังอีกฝ่ายอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
ศัตรูที่ไม่อาจล่วงรู้ตัวตนเช่นนี้แหละคือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด เพราะไม่อาจระวังป้องกันอันใดได้เลย
เหยียนลั่วหลีได้ยินเข้าก็แทบอยากหัวเราะให้ฟันร่วง ตามหลังก้าวเดียวที่ใดกัน หากไม่ใช่เพราะอยากจะดูงิ้วฉากสนุก นางคงหนีไปไกลนับพันลี้แล้ว จะมายืนรอให้พวกเจ้าจับตัวอยู่เช่นนี้หรือ
บุรุษหน้าที่สวมกากดำเองก็ระแวดระวังความเคลื่อนไหวรอบกาย ครั้งนี้พวกเขาได้พบคู่ต่อสู้ที่ตึงมือเข้าให้แล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังแอบรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เซียวเย่หยางผู้นี้ก็เป็นเพียงคุณชายตกอับของสกุลเซียวที่พอมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้างเล็กน้อย ไปผูกมิตรกับยอดฝีมือเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
หากทำภารกิจครั้งนี้ไม่สำเร็จ พวกเขาที่เหลืออยู่เพียงสามคน ต่อให้รอดชีวิตกลับไปได้ หากไม่มีหัวของเซียวเย่หยาง ติดมือไปด้วยก็ไม่อาจรอดพ้นความตายไปได้อยู่ดี
“หาให้พบ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาหัวของเซียวเย่หยาง กลับไปด้วยให้ได้ หาไม่แล้วพวกเราเองก็ไม่อาจมีชีวิตรอด”
น้ำเสียงเย็นเยียบของบุรุษหน้ากากดำเอ่ยออกมา นี่มันตั้งใจหยามเกียรติหอพญายมของพวกเขาชัด ๆ ชายชุดดำไม่อาจขัดขืนคำสั่ง ได้แต่กัดฟันรับคำสั่งอย่างจำยอม คู่ต่อสู้ผู้นี้ช่างมีวิธีการที่โหดเหี้ยมอำมหิตเหลือเกิน
เจ้าลองจินตนาการดูสิว่า คนที่เพิ่งจะยืนคุยอยู่กับเจ้าเมื่อครู่ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็หัวหลุดจากบ่าแล้ว เลือดอุ่น ๆ สาดกระเซ็นขึ้นสู่อากาศสูงถึงสามฉื่อ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว ในขณะที่ศีรษะร่วงหล่นลงพื้น ร่างกายที่ยังไม่ทันรับรู้ถึงความตายก็ยังคงก้าวเดินต่อไปอีกสองสามก้าว ก่อนจะล้มลง
แม้แต่พวกเขาที่คุ้นชินกับการเข่นฆ่าสังหาร และวางเพลิงก็ยังอดไม่ได้ที่จะหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ หากเป็นพวกเขาที่ขืนก้าวเดินต่อไปอีกเพียงไม่กี่ก้าว จุดจบก็คงมีสภาพไม่ต่างกันใช่หรือไม่
ส่วนอีกคนหนึ่งก็ถูกกับดักกระชากแขนขาดสะบั้นไปทั้งอย่างนั้น ความเจ็บปวดปางตายนั้นไม่ต่างอันใดกับการถูกม้าห้าตัวแยกร่าง คนผู้นี้นี่แหละคือพญามัจจุราชตัวจริง
เหยียนลั่วหลีไม่รู้ว่าคนพวกนั้นกำลังคิดอันใดอยู่ นี่มันเป็นเรื่องบังเอิญแท้ ๆ นางก็แค่ทำกับดักไว้สองสามอันเพื่อสั่งสอนให้รู้จักหลาบจำ และล่าถอยไปเอง แต่ใครจะไปรู้ว่าคนพวกนี้จะดวงซวยไปเหยียบโดนกับดักที่อันตรายที่สุดเข้าให้
กับดักที่นางทำไว้กะจะให้พวกมันแค่พิการแขนขาด ขาขาด แต่ใครใช้ให้เจ้ารีบร้อนยื่นหัวเข้าไปให้บ่วงรัดเล่า เช่นนั้นก็ถือว่าคราวซวยของเจ้าก็แล้วกัน
ในเมื่อเรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้ ดูท่าคงต้องจัดการให้คนพวกนี้หุบปากไปตลอดกาลเสียแล้ว
“ฟิ้ว ตึง”
ชายชุดดำเหยียบพลาดไปโดนก้อนหินบนพื้น ทันใดนั้นท่อนไม้ที่ถูกเหลาจนแหลมคมหลายท่อนก็พุ่งทะยานเข้าใส่ ทำให้ต้องตวัดกระบี่ฟาดฟัน และตีลังกาหลบหลีกท่อนไม้เหล่านั้นได้หวุดหวิด
ธนูไม้ไผ่อีกดอกพุ่งแหวกลมมาจากด้านหลัง หมายจะปลิดชีพในครั้งเดียว มือสังหารพลิกข้อมือตวัดกระบี่ต้านรับเสียงดังเคร้ง เคร้ง เคร้ง
ชายชุดดำเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นว่าท่อนไม้ท่อนสุดท้ายกำลังจะพุ่งทะลุร่าง และเขากลับขว้างอาวุธลับออกไปไม่ทัน
“เคร้ง”
บุรุษหน้ากากดำที่ตามมาสมทบรีบซัดกระบี่คมกริบเข้าสกัดกั้นท่อนไม้นั้นไว้ได้ทันท่วงที ทั้งสองคนยังคงอกสั่นขวัญแขวนยามมองท่อนไม้ถูกฟันขาดเป็นสองท่อนที่ร่วงหล่นลงพื้น
แม้จะมีหน้ากากปิดบังใบหน้า ทว่าก็เดาได้ไม่ยากว่าสีหน้าของพวกเขายามนี้คงจะดูไม่จืดเป็นแน่
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวไม่ไกลนัก เหยียนลั่วหลีก็หรี่ตาลง ดูเหมือนว่าจะยังหลบพ้นไปได้สินะ เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องหลัง นางก็กระตุกยิ้มมุมปาก นี่กะจะทุบหม้อข้าวลุยสู้ตายแล้วหรือ
นางหยัดกายลุกขึ้น กระโดดทิ้งตัวลงมาจากต้นไม้ที่สูงหลายจั้ง
ฉึก! ดาบใหญ่เล่มเขื่องปักลึกลงไปในพื้นดินที่แตกระแหง ก่อนที่ร่างของนางจะหายไปในชั่วพริบตา
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งจิบชา ทั้งสองคนก็ไล่ตามมาถึงใต้ต้นไม้ บุรุษหน้ากากดำมองดูร่องรอยบนพื้นดิน เขาแทงกระบี่ลงไปก่อนจะดึงขึ้นมา เมื่อสังเกตความลึกของเศษดินบนใบกระบี่ เขาก็หรี่ตาลงอย่างเคร่งเครียด คนผู้นี้เกรงว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ พละกำลังมหาศาลปานนี้ ทั้งยังใช้ดาบใหญ่อีกด้วย เขามองดูร่องรอยที่อีกฝ่ายจงใจทิ้งไว้ นี่ตั้งใจจะหลอกล่อให้พวกเขาตามไปเช่นนั้นหรือ
“ตามข้ามา”
พูดจบบุรุษหน้ากากดำก็พุ่งทะยานไปเบื้องหน้า เขาอยากจะรู้เสียจริงว่าอีกฝ่ายเป็นพญามัจจุราชมาจากที่ใด
“อึก”
ชายชุดดำที่ไล่ตามหลังมาติด ๆ จู่ ๆ ก็ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
บุรุษหน้ากากดำตกใจสุดขีด เขารีบกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นผู้ติดตามของเขายังคงยืนนิ่ง ทว่าที่หน้าอกกลับมีมีดสั้นปักคาอยู่มิดด้าม
“พรวด”
ชายชุดดำกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมา ผิวหนังที่โผล่พ้นเสื้อผ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีดำเทาอย่างรวดเร็ว
มีดสั้นอาบยาพิษร้ายแรง!
บุรุษหน้ากากดำมองดูพวกพ้องที่ตายตาไม่หลับพลางกำด้ามดาบในมือแน่น ดวงตาที่โหดเหี้ยมกวาดมองไปรอบ ๆ
“ขอเชิญยอดฝีมือปรากฏตัวออกมาประลองกันสักตั้งเถิด”
บอกให้ปรากฏตัวก็ต้องปรากฏตัวหรือ เหยียนลั่วหลีนอนไขว่ห้างอยู่บนต้นไม้ แกว่งขาไปมาอย่างสบายอารมณ์ นางเกลียดการลงแรงที่สุด ในเมื่อสามารถสังหารคนได้อย่างเงียบเชียบ แล้วเหตุใดนางต้องออกไปเองด้วยเล่า นางไม่ออกไปหรอก
เวลาผ่านไปหลายจิบชา เมื่อเห็นว่ายังไร้ความเคลื่อนไหว บุรุษหน้ากากดำก็ลอบสบถด่าในใจ คนผู้นี้ช่างเรียนรู้วิชาของพวกเขามาได้ถ่องแท้เสียจริง
การสังหารคนอย่างไร้ร่องรอยคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้หอพญายมของพวกเขาเป็นที่หวาดหวั่นของชาวยุทธ์ นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะมีคนที่ใช้วิธีการนี้ได้แนบเนียนยิ่งกว่าพวกตนเองเสียอีก
เหยียนลั่วหลีอยากจะบอกเหลือเกินว่า น้องชายเอ๋ย ลูกไม้ตื้น ๆ พวกนี้ของพวกเจ้า ข้าเล่นจนเบื่อแล้ว คิดจะหนีงั้นรึ
มองดูบุรุษสวมหน้ากากดำที่กำลังทะยานร่างหนีไป เหยียนลั่วหลีก็หยัดกายลุกขึ้น นึกจะไปก็ไป เจ้าไม่ไว้หน้าข้าเลยนี่
หลายวันก่อนหน้านี้ เจ้ามัวไปมุดหัวอยู่ที่ใดมา บุรุษหน้ากากดำทะยานร่างไปได้ไกลนับสิบจั้ง เมื่อเห็นว่าเบื้องหลังยังคงไร้ความเคลื่อนไหวก็เริ่มผ่อนคลายความระแวดระวัง ดูท่าอีกฝ่ายเพียงแค่อยากจะตักเตือนพวกเขาเท่านั้นกระมัง
“อึก”
ความเจ็บปวดแล่นริ้วมาจากท่อนขา เขาเสียหลักร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ สิ่งที่พุ่งทะยานไปเบื้องหน้าคือก้อนหินขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือที่อาบไปด้วยเลือดสด ๆ ขาของเขาถูกเจาะทะลุเสียแล้ว
มองดูบุรุษหน้ากากดำที่ใช้ดาบค้ำยันพื้นเพื่อทรงตัว เหยียนลั่วหลีก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เป็นคู่ต่อสู้ที่ใช้ได้ทีเดียว
“ภูเขาลูกนี้ข้าเป็นผู้เบิกทาง ต้นไม้ต้นนี้ข้าเป็นผู้ปลูก”
เหยียนลั่วหลีแบกดาบใหญ่เดินออกมาอย่างวางก้าม นางชูดาบชี้หน้าบุรุษหน้ากากดำอย่างห้าวหาญ “หากคิดจะผ่านทางนี้ไป ก็จงทิ้งทรัพย์สินมาเป็นค่าผ่านทางเสีย”
บุรุษหน้ากากดำมองดูเด็กน้อยตัวกะเปี๊ยกตรงหน้า เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือยอดฝีมือที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่พวกเขา ทว่าความเจ็บปวดที่แล่นขึ้นมาจากท่อนขาเป็นริ้วก็ตอกย้ำว่านี่คือเรื่องจริง
ยังไม่ทันที่จะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เด็กตัวกะเปี๊ยกตรงหน้าก็พูดเร่งเร้ามาอีกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญใจ
“เจ้าจะจ่ายหรือไม่จ่าย หรือว่าเจ้าจะไม่จ่ายใช่หรือไม่”
เหยียนลั่วหลีไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ นางตวัดดาบใหญ่ฟันฉับลงไปทันที
เคร้ง
ดาบสองเล่มปะทะกันอย่างจังจนเกิดเสียงเสียดสีแสบแก้วหู บุรุษหน้ากากดำสั่นสะท้านไปทั้งตัว ปลายเท้าไถลครูดไปกับพื้นจนต้องถอยร่นไปหลายจั้ง กว่าจะปักดาบในมือลงดินเพื่อทรงตัวไว้ได้
ยังไม่ทันที่เหยียนลั่วหลีจะหันกลับมา เขาก็ทะยานร่างเตรียมหลบหนีอีกครั้ง ดาบใหญ่เล่มเขื่องทะลวงผ่านหน้าอกของบุรุษหน้ากากดำจากด้านหลัง หยาดโลหิตสาดกระเซ็นเป็นสายฝนสีเลือดร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ
“ข้าก็ถามแล้วว่าจะจ่ายหรือไม่จ่าย หากเจ้ายอมจ่ายตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่องแล้ว”
เหยียนลั่วหลีค้นเอาถุงเงินใบเขื่องที่บรรจุเศษเงินจากตัวบุรุษหน้ากากดำ นางโยนมันขึ้นลงในมืออย่างชอบใจ ก่อนจะแบกดาบใหญ่แล้วเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย
