ตอนที่ 7 วิ่งหนีสุดฝีเท้า
“ไม่เลว ๆ เป็นเด็กดีจริง ๆ”
เหยียนลั่วหลีลูบศีรษะของน้องชาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู นางยังคิดอยู่ว่าจะแก้ไขนิสัยซื่อบริสุทธิ์ของเด็กคนนี้เช่นไร ที่แท้ก็ซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้เหมือนกันหรือนี่
สำหรับน้องชายผู้นี้ เหยียนลั่วหลียิ่งมองก็ยิ่งรักใคร่ ตัวถ่วงอันใดกัน นี่มันคือกำลังรบชั้นยอดชัด ๆ
ไม่ใช่ว่าเหยียนลั่วหลีมีจิตใจชั่วร้าย ทว่านิสัยซื่อบริสุทธิ์นั้นไม่เหมาะกับยุคสมัยนี้เอาเสียเลย ยามนี้คือยุคสมัยอันใดกัน ขุนนางไม่ทำหน้าที่ขุนนาง ชาวบ้านไม่ใช่ชาวบ้าน กระทั่งเหตุการณ์คนกินคนก็ยังเกิดขึ้นให้เห็น แล้วความใสซื่อจะมีประโยชน์อันใดเล่า
เหยียนลั่วหลีหวังให้เด็กน้อยผู้นี้มองโลกตามความเป็นจริงโดยเร็ว หากวันใดเกิดพลัดหลงกันขึ้นมา จะได้ไม่ถูกคนอื่นจับไปขาย แล้วยังมานั่งช่วยเขานับเงินอีก
ที่แท้น้องชายตัวน้อยผู้นี้ก็รู้จักปวดใจแทนนาง ถึงได้ตั้งใจหาผู้ใช้แรงงานมาให้โดยเฉพาะ เหยียนลั่วหลีที่เดิมตั้งตนจะเป็นศัตรูกับเด็กหนุ่มที่สลบไสลไม่ได้สติ แต่ตอนนี้นางกลับมองเขาด้วยสายตาปรานีขึ้น
เด็กหนุ่มไม่รู้สักนิดว่าในยามที่ตนหมดสติอยู่นั้น ได้ถูกผู้อื่นจัดแจงวางแผนชีวิตไว้ให้อย่างเสร็จสรรพ ต่อให้เป็นเนื้อหมูก็ยังไม่อาจชำแหละขายได้หมดจดปานนี้กระมัง
“เจ้าเฝ้าเขาไว้ก่อนนะ พี่ใหญ่จะออกไปหาสมุนไพรเสียหน่อย”
คนผู้นี้จะตายไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นที่ลงแรงแบกหามมาคงสูญเปล่า เหยียนหยาจื่อมองตามแผ่นหลังของพี่สาวตาละห้อย ก่อนจะวิ่งไปที่ปากถ้ำแล้วนำหญ้าแห้งมาปิดทับไว้อีกหลายกำมือ
เหยียนลั่วหลีปามีดสั้นในมืออกไป กระต่ายป่าสีเทาถูกตรึงร่างติดกับพื้น ขาที่ยังคงดิ้นรนถีบส่งถูกคว้าหมับแล้วหิ้วขึ้นมา เหยียนลั่วหลีคว้าขากระต่ายป่าสีเทาตัวอ้วนที่ถูกยิงนอนอยู่บนพื้นขึ้นมา ใช้เถาวัลย์ที่เตรียมไว้มามัดติดกับเอวของตนเอง ตอนนี้รอบเอวของนางมีสัตว์ป่าที่ล่าได้มัดติดอยู่เต็มไปหมด ทั้งไก่ป่าและกระต่ายป่าตัวอ้วนพี
เหยียนลั่วหลีถือห่อใบไม้ขนาดใหญ่ที่มีไข่นกฟองเล็กฟองใหญ่นับสิบฟองบรรจุอยู่ในนั้นอย่างระมัดระวัง อีกมือก็ถือสมุนไพรหลายชนิดมุ่งหน้ากลับไปหาน้องชาย และไม่ลืมที่จะกลบร่องรอยตนเองตลอดทางที่มาด้วย
ช่วงสองสามวันนี้คงไม่อาจออกมาหาอาหารได้อีก ไม่ใช่นางหวาดกลัว ทว่าการต้องกระเตงเด็กน้อย และคนเจ็บสาหัสไปด้วยนั้น นางไม่อาจเอาชีวิตตนไปเสี่ยงได้จริง ๆ
เหยียนลั่วหลีผู้นี้ต้องตกอยู่ในสภาพยุ่งยากเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน รอให้สบโอกาสก่อนเถิด นางจะสับพวกมันให้แหลกละเอียด แล้วโยนให้สุนัขป่ากินเสีย
เดิน ๆ หยุด ๆ เด็ดผลไม้ป่ามาอีกหลายผลจนล้นมือจึงรีบเร่งฝีเท้า เหยียนหยาจื่ออยู่ในถ้ำเพียงลำพัง ไม่รู้ว่าจะหวาดกลัวหรือไม่
ยามนี้เหยียนหยาจื่อกำลังถอดเสื้อผ้าของเด็กหนุ่มเพื่อเช็ดตัวให้ ทว่าเมื่อเห็นท่อนบนที่เปลือยเปล่าของเด็กหนุ่มก็รู้สึกไม่ค่อยเหมาะสม จึงรีบนำเสื้อผ้ามาคลุมปิดไว้ พี่สาวของเขาเป็นสตรี จะปล่อยให้คนผู้นี้มาเอาเปรียบไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวภายนอกถ้ำ เขาก็รีบคว้ามีดสั้นมากอดไว้แนบอก จ้องเขม็งไปยังเงาร่างที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านนอก
“เหยียนหยาจื่อ”
พอได้ยินเสียงพี่สาวเรียก เขาก็วิ่งไปแหวกกอหญ้าออก หัวเล็ก ๆ โผล่พ้นปากถ้ำออกมา
“พี่ใหญ่”
ภายในถ้ำ เหยียนหยาจื่อกระโดดโลดเต้นวนรอบตัวเหยียนลั่วหลี
“มีเนื้อเยอะแยะเลย”
ช่างน่าเวทนานัก เด็กคนนี้หิวโหยมานานเพียงใดกัน นางปลดสัตว์ป่าที่เอวโยนทิ้งไว้ให้เขาชื่นชมตามสบาย ส่วนตนเองก็หยิบก้อนหินมาบดทุบสมุนไพร
ขณะกำลังจะเลิกเสื้อของเด็กหนุ่มขึ้น นางก็ถูกเรียกเอาไว้เสียก่อน เหยียนหยาจื่อร้อนรนจนเสียงหลง
“ข้าทำเอง ให้ข้าทำเอง”
เขาแย่งสมุนไพรมาถือไว้แล้ววิ่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่ม แล้วหันมามองเหยียนลั่วหลีด้วยใบหน้าขึงขัง
“พี่ใหญ่ ท่านหันไปเลยนะ ห้ามแอบดูเด็ดขาด”
เหยียนลั่วหลีได้ยินก็หัวเราะร่วน
“เหตุใดจึงแอบดูไม่ได้เล่า ตอนเจ้าอาบน้ำก็ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่เป็นคนอาบให้น่ะ”
“นั่น นั่นมันไม่เหมือนกันนี่” เหยียนหยาจื่อโวยวายหน้าแดงก่ำ
“ไม่เหมือนกันอย่างไร เจ้าไม่ใช่เด็กผู้ชายหรือ หรือว่าเขาไม่ใช่เด็กผู้ชาย”
เหยียนลั่วหลีรู้สึกขบขัน มองน้องชายที่หน้าแดงเถือกถึงใบหูพลางย้อนถาม
“โธ่เอ๊ย ก็มันไม่เหมือนกันนี่นา”
เหยียนหยาจื่อร้อนรนจนกระทืบเท้า ทว่ากลับอธิบายไม่ได้ว่าไม่เหมือนกันตรงที่ใด
เมื่อเห็นว่าตนเองแกล้งน้องจนเกือบร้องไห้ นางก็ยอมแพ้
“ได้ ๆ ไม่เหมือนกันก็ไม่เหมือนกัน ข้าไปทำของอร่อยให้เจ้ากินดีกว่า”
พูดจบนางก็หิ้วสัตว์ป่าบนพื้นแล้วเดินออกจากถ้ำไป
เหยียนหยาจื่อมองดูเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าซีดเผือดพลางทายาให้ ปากก็บ่นพึมพำเสียงเบา
“ก็มันไม่เหมือนกันนี่ พี่ใหญ่เป็นของข้าต่างหาก”
“เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ”
ภายในถ้ำเงียบสงัด มีเพียงเสียงฟืนแตกปะทุ และเสียงน้ำมันจากเนื้อสัตว์หยดลงในกองไฟที่ดังซู่ซ่ามาเป็นระยะ เหยียนหยาจื่อลอบกลืนน้ำลาย เขามองซ้ายทีขวาที ทว่ากลับไม่กล้าจ้องมองไก่ย่างตรง ๆ
เหยียนลั่วหลีก็ไม่ได้พูดอะไรให้เขารู้สึกเสียหน้า เด็กก็ต้องมีท่าทีสมวัยเยี่ยงเด็กสิ เฝ้าดูท่าทางตะกละตะกลามเช่นนี้ไปเงียบ ๆ ไม่ดีหรอกหรือ นางไม่อยากทำตัวเป็นยายเฒ่าคอยจู้จี้จุกจิกเรื่องนั้นเรื่องนี้
ที่จริงเหยียนลั่วหลีก็ไม่กล้าพูดออกไปหรอก เกรงว่าเดี๋ยวเด็กน้อยจะกระโดดโลดเต้นโวยวายขึ้นมาอีก ท่ามกลางความเงียบสงบ จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังทำลายความเงียบขึ้นมา
“อือ ที่นี่คือที่ใด”
เซียวเย่หยางฟื้นขึ้นมาก็เห็นเพียงถ้ำที่มืดสนิท ไม่สิ ยังมีผู้คนและแสงไฟ หรือว่าเขาจะถูกคนพวกนั้นจับได้เสียแล้ว เขารีบหยัดกายลุกขึ้นนั่ง
“ซี้ด”
ความเจ็บปวดที่หน้าอกบอกให้รู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เขาได้รับบาดเจ็บจริง ๆ และยังมีชีวิตอยู่ ทันใดนั้นก็มีเสียงเด็กพูดดังขึ้น
“พี่ใหญ่ เขาฟื้นแล้ว”
เซียวเย่หยางรีบหันไปมองทางกองไฟ ก่อนถอนหายใจด้วยความโล่งอก เป็นเพียงเด็กน้อยสองคนเท่านั้น บนร่างของเขามีกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ โชยมา ดูท่าเขาคงจะได้รับการช่วยเหลือไว้เป็นแน่
เหยียนหยาจื่อคว้ากระบอกน้ำแล้ววิ่งไปหยุดอยู่ข้างกายเด็กหนุ่ม ยื่นกระบอกน้ำให้ด้วยใบหน้าใสซื่อไร้เดียงสา
“นี่ขอรับ พี่ชาย ท่านมีนามว่าอันใดหรือ”
“ขอบใจนะ ข้ามีนามว่าเซียวเย่หยาง”
พูดจบเขาก็รับกระบอกน้ำมาดื่มอึก ๆ ไปหลายอึก ริมฝีปากที่แห้งแตกเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง
“ข้ามีนามว่าเหยียนหยาจื่อ ส่วนพี่ใหญ่ของข้ามีนามว่าเหยียนลั่วหลี”
เมื่อได้ทราบนามของอีกฝ่าย เหยียนหยาจื่อก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง วันข้างหน้าเขากับพี่ใหญ่ก็ไม่ต้องเหนื่อยยากถึงเพียงนี้อีกแล้ว
เซียวเย่หยางมองดูเด็กน้อยที่มีใบหน้าไร้เดียงสา แล้วหันไปมองเด็กหนุ่มที่นั่งเงียบขรึมอยู่หน้ากองไฟ เขาพบพานคนดีเข้าแล้ว
“ขอบคุณทั้งสองคนมาก เซียวเย่หยางผู้นี้จะต้องทดแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้อย่างแน่นอน”
เซียวเย่หยางคิดว่าทั้งสองเป็นบุตรหลานของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตีนเขา แต่หารู้ไม่ว่า ตนเองกำลังขายตัวเป็นทาสรับใช้พวกเขาไปอย่างสมบูรณ์แล้ว
เมื่อได้ยินว่าเซียวเย่หยางต้องการทดแทนคุณ เหยียนหยาจื่อก็มีใบหน้าตื่นเต้นยินดี
“เช่นนั้นพี่เซียวติดตามพวกเราไปดีหรือไม่ขอรับ”
ดีหรือไม่ ดีหรือไม่ เหยียนหยาจื่อจ้องมองเขาอย่างอ้อนวอน สีหน้าคาดหวังนั้นทำเอาเซียวเย่หยางถึงกับสั่นสะท้านขึ้นมาดื้อ ๆ แล้วจะไปที่ใดเล่า หรือว่าพวกเขาไม่ใช่บุตรหลานของชาวบ้านที่อยู่ตีนเขาหรอกหรือ
“พวกเราเป็นผู้อพยพ”
เหยียนลั่วหลีพูดคลายความสงสัย น้ำเสียงกังวานใสไม่ทำให้เซียวเย่หยางเคลือบแคลงใจแม้แต่น้อย อายุยังน้อยเพียงนี้ เสียงยังไม่แตกหนุ่มก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ผู้อพยพ เซียวเย่หยางตกตะลึง คาดไม่ถึงเลยว่าเด็กสองคนนี้จะเป็นผู้อพยพ ลองดูใบหน้าที่สะอาดสะอ้านและดวงตาที่สุกใสเป็นประกายนี่สิ หากจะว่ากันตามจริง ยามนี้ตัวเขาเองต่างหากที่ดูเหมือนผู้อพยพเสียมากกว่า
“เจ้าไม่เชื่อหรือ”
เหยียนลั่วหลีหันไปมองเด็กหนุ่มที่หยัดกายลุกขึ้น รูปร่างไม่เลวเลยนี่ แต่จู่ ๆ เหยียนหยาจื่อก็คว้าเสื้อผ้าที่หล่นอยู่แถวขึ้นมาคลุมร่างของเซียวเย่หยางไว้มิดชิด เหยียนลั่วหลีจึงต้องดึงสายตากลับมา
“ก็ ก็ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ เพียงแต่...ดูไม่ค่อยเหมือนสักเท่าใด”
เซียวเย่หยางเกาศีรษะแกรก ๆ หรือว่าเขาจะหูหนวกตาบอดไปแล้วจริง ๆ ผู้อพยพสามารถใช้ชีวิตได้ดีเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียว ลองดูถ้ำที่แสนอบอุ่นแห่งนี้ ไก่ย่างสองตัวบนกองไฟ และผลไม้ป่าอีกหลายผลนั่นสิ กระทั่งยามที่ตัวเขาเองหลบหนีเอาชีวิตรอด ยังไม่อาจเสวยสุขได้ถึงเพียงนี้เลยกระมัง
“พี่ชาย บ้านของท่านอยู่ที่ใดหรือ”
เหยียนหยาจื่อมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเกรงว่าผู้ใช้แรงงานที่หามาได้อย่างยากลำบากผู้นี้จะหลบหนีไปกลางคัน
บ้าน เซียวเย่หยางพลันเปลี่ยนสีหน้า เขาจะมีบ้านได้อย่างไร ตัวเขาหลบหนีเอาชีวิตรอดมาตลอดทางจนถึงที่นี่ เกรงว่าคนพวกนั้นคงแทบอยากจะสับร่างของเขาเป็นหมื่น ๆ ชิ้นเสียด้วยซ้ำกระมัง
“พี่ชายไม่มีบ้านหรอก”
ท่าทีเซียวเย่หยางดูเศร้าลง ทว่าสองพี่น้องเหยียนกลับสบตากันหลายครั้ง ไม่มีบ้านก็ดีน่ะสิ พวกเขาก็ไม่มีบ้านเหมือนกัน เช่นนั้นก็ประจวบเหมาะเข้ากันได้พอดีเลย
“พี่ชาย เช่นนั้นตามพวกเราไปเถิดนะ”
ใบหน้าเหยียนหยาจื่อเปี่ยมด้วยความคาดหวัง ในใจพร่ำภาวนาว่ารีบตกลงสิ รีบตกลงสิ จนกระทั่งเซียวเย่หยางพยักหน้ารับ เขาก็กระโดดโลดเต้นส่งเสียงร้องดังอย่างยินดี พวกเขามีลูกหาบให้ใช้งานแล้ว
เซียวเย่หยางมองดูเหยียนหยาจื่อที่กระโดดโลดเต้นไปมาก็พลันพลอยยินดีไปด้วย เขาหลงคิดไปจริง ๆ ว่าเหยียนหยาจื่อดีใจที่จะได้ตนไปเป็นพี่ชาย
ความรู้สึกปีติยินดีที่ตนเองยังเป็นที่ต้องการของผู้อื่นความรู้สึกอบอุ่นพลันเอ่อล้นขึ้นมาในใจ เหยียนลั่วหลีเองก็ถูกสองคนนี้ทำให้ขบขันจนหลุดหัวเราะ ช่างเข้าใจกันไปคนละทิศคนละทางเสียจริง
หลายวันต่อมา เหยียนลั่วหลีกดไหล่ของคนทั้งสองที่หลบซ่อนอยู่ในซอกหินไว้แน่น
“เจ้าอย่าขยับ นั่งนิ่ง ๆ เงียบเสียงไว้”
พูดจบนางก็คว้าหญ้าแห้งหลายกำมือมาคลุมร่างของทั้งสองไว้ จากนั้นก็หิ้วดาบใหญ่แล้วแฝงตัวเร้นกายหายไป
ระหว่างที่วิ่งตะบึงไปตลอดทาง ความเคลื่อนไหวที่แว่วเข้าหูทำให้เหยียนลั่วหลีอดไม่ได้ที่จะสบถด่า นางทะยานร่างขึ้นไปเหยียบต้นไม้ใหญ่แล้วร่อนลงเกาะบนกิ่งไม้อย่างมั่นคง ริมฝีปากคาบมีดสั้นคมกริบไว้ ท่าทางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังหมอบซุ่มรอคอยจังหวะ
