ตอนที่ 29 สายน้ำลับใต้บาดาล
“ซู่ ๆ” เสียงน้ำไหลชัดเจนยิ่งขึ้น ไอเย็นของละอองน้ำพวยพุ่งออกมาจากปากถ้ำอันมืดมิดเป็นระลอก
ทั้งสามสบตากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง นี่มันคือธารน้ำลับใต้บาดาลนี่นา ธารน้ำลับใต้บาดาลหาใช่สิ่งที่จะพบเจอได้ง่าย ๆ มักจะซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปใต้ดินหลายสิบจั้ง ทว่าเหตุใดธารน้ำลับแห่งนี้ถึงได้ผุดทะลักขึ้นมาถึงบนผิวดินเล่า
เหยียนลั่วหลีมองดูคนทั้งสองที่ยิ้มร่าด้วยความดีใจ ทว่าภายในใจของนางกลับหนักอึ้ง นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย
นางสูดดมกลิ่นในอากาศ กลิ่นกำมะถันที่ปะปนมากับละอองน้ำนั้นเข้มข้นยิ่งนัก หรือว่านี่จะเป็นบ่อน้ำพุร้อน หรือว่า...แผ่นดินกำลังเคลื่อนตัว
นิ้วมือของเหยียนลั่วหลีถูกันไปมาโดยไม่รู้ตัว มีเพียงสองความเป็นไปได้นี้เท่านั้น นางรวบรวมสติแล้วกวักมือเรียกทั้งสอง หาเศษไม้แห้งมาจุดเป็นคบเพลิงสองอัน แล้วทั้งสามคนก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปในถ้ำ
เหยียนลั่วหลีเดินนำหน้า เซียวเย่หยางปิดท้าย โดยมีเหยียนหยาจื่ออยู่ตรงกลาง ทุกคนถือคบเพลิงไว้ในมือ ยิ่งเดินลึกเข้าไป แสงสว่างก็ยิ่งเจิดจ้าบาดตา ทันใดนั้น แสงไฟก็สาดกระทบเข้ากับผนังหินจนเกิดประกายสีทองวาววับ
แววตาของเหยียนลั่วหลีหดเกร็ง หวังว่าคงจะไม่ใช่สิ่งนั้นหรอกนะ
เมื่อคบเพลิงทั้งสองมารวมกัน ภายในถ้ำก็สว่างไสว เปล่งประกายสีทองระยิบระยับไปทั่ว ทองคำ ทองคำเต็มผนังไปหมด กระทั่งเศษหินที่เหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าก็ยังมีก้อนทองคำบริสุทธิ์ที่ยังไม่ผ่านการสกัดปะปนอยู่ประปราย
ทั้งสามคนยืนจ้องมองตาค้าง คำกล่าวที่ว่า 'มองเพียงปราดเดียวก็จดจำไปหมื่นปี' คงใช้กับภาพตรงหน้านี้ได้กระมัง
“เอื๊อก” เซียวเย่หยางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ จ้องมองตาไม่กะพริบ นี่มันความมั่งคั่งระดับแคว้นเลยนะ นี่คือเหมืองทองคำชัด ๆ
เหยียนลั่วหลีรวบรวมสมาธิ เมื่อครู่เดินลงมาตามทางใช้เวลาประมาณหนึ่งเค่อ เวลานี้คงจะเข้ามาถึงใจกลางภูเขาแล้วกระมัง
อากาศภายในถ้ำเริ่มเบาบางลง การหายใจเริ่มติดขัด เมื่อหันไปมองเหยียนหยาจื่อก็พบว่าเด็กน้อยหน้าแดงก่ำ แม้แต่เซียวเย่หยางเองก็มีสีหน้าอึดอัด
“รีบออกไปเร็วเข้า”
นางอุ้มเหยียนหยาจื่อขึ้นด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือก็ลากเซียวเย่หยางวิ่งหน้าตั้งออกไป แม้แต่คบเพลิงที่ร่วงหล่นระหว่างทางก็ยังไม่มีเวลาก้มไปเก็บ อาศัยความจำอันเป็นเลิศ เหยียนลั่วหลีพาทั้งสองคนวิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางอันคดเคี้ยว วิ่งสุดฝีเท้าอยู่กว่าสองเค่อจึงจะพุ่งตัวออกมาพ้นปากถ้ำได้ ทั้งสามคนหอบหายใจแฮ่ก ๆ อยู่พักใหญ่กว่าสีหน้าจะกลับมาเป็นปกติ
“แค่ก ๆ ๆ” เซียวเย่หยางสำลักจนไอโขลก “เมื่อ เมื่อครู่นี้คือของจริงใช่หรือไม่”
เมื่อได้สติกลับมา เขาก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก จ้องมองเหยียนลั่วหลีเพื่อขอคำยืนยัน
เหยียนลั่วหลีพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่ง มือก็คอยลูบหน้าอกให้เหยียนหยาจื่อ เด็กน้อยขาดอากาศหายใจจนอึดอัดไปหมด เซียวเย่หยางทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากับพื้น ทอดสายตามองดูท้องฟ้าอันสว่างไสว จิตใจล่องลอยไปไกลแสนไกล
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากได้เห็นเหมืองทองคำที่เต็มเปี่ยมไปทั้งภูเขาเช่นนั้น ย่อมไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้ ทว่าครั้งนี้เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเสียแล้ว
เมื่อเห็นเหยียนหยาจื่ออาการดีขึ้น เหยียนลั่วหลีก็ลุกขึ้นไปยกก้อนหินยักษ์มาปิดปากถ้ำไว้อย่างแน่นหนา และยังนำก้อนหินมาวางระเกะระกะรอบ ๆ เพื่ออำพรางอีกด้วย
ในช่วงไม่กี่ปีนี้ นางจะไม่แตะต้องภูเขาลูกนี้เด็ดขาด
นางพาทั้งสองคนข้ามภูเขาใหญ่อีกหลายลูกจนมาถึงภูเขาที่หัวหน้าหมู่บ้านบอกไว้ ที่นี่มีสายน้ำเล็ก ๆ ไหลรินอยู่จริง ๆ สายน้ำไหลออกมาจากรอยแยกของภูเขา รวมตัวกันเป็นลำธารกว้างราวครึ่งจั้ง น้ำเย็นเฉียบชื่นใจคลายร้อนได้เป็นอย่างดี
เหยียนหยาจื่อส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ ปลดกระบอกน้ำกระบอกเล็กที่อกออกแล้วดื่มอึก ๆ เหยียนลั่วหลีก็วักน้ำขึ้นลูบหน้า แล้วก้มลงดื่มน้ำจากลำธารจนอิ่มหนำ
เซียวเย่หยางที่ยังคงตกอยู่ในภวังค์ไม่ได้เห็นน้ำมานานกว่าครึ่งค่อนเดือนแล้ว เวลานี้ไม่สนสิ่งใดอีกต่อไป รีบถอดเสื้อผ้าเตรียมจะลงไปอาบน้ำในลำธาร
“อ๊าก ไอ้คนลามก”
เหยียนหยาจื่อที่เพิ่งเติมน้ำเต็มกระบอกเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเซียวเย่หยางเปลือยท่อนบน เด็กน้อยส่งเสียงกรี๊ดลั่น วิ่งไปด้านหลังเหยียนลั่วหลีแล้วใช้มือน้อย ๆ ปิดตาพี่ใหญ่ไว้แน่น
“เซียวเย่หยาง” เหยียนหยาจื่อร้องตะโกนลั่น หน้าแดงก่ำไม่แพ้ตอนที่ขาดอากาศหายใจในถ้ำเมื่อครู่
คนผู้นี้กล้าดีอย่างไรมาเปลือยอกต่อหน้าพี่ใหญ่ของเขา ช่างไร้ยางอายสิ้นดี
“เหยียนหยาจื่อ เจ้าจะกลัวสิ่งใดกัน พวกเราก็เป็นบุรุษด้วยกันทั้งนั้น” เซียวเย่หยางวักน้ำสาดใส่ตัวพลางเอ่ยหยอกล้อ ช่างทำตัวเหมือนอิสตรีไม่มีผิด
เดี๋ยวนะ อิสตรีรึ
“โอ๊ย” เซียวเย่หยางร้องลั่น รีบยกมือขึ้นปิดบังหน้าอกแล้วย่อตัวลงน้ำ จบกัน คราวนี้เขาต้องรับผิดชอบแต่งงานกับเหยียนหยาจื่อใช่หรือไม่ ความเข้าใจผิดของเซียวเย่หยางนั้นยังคงดำเนินต่อไปโรคคิดเองเออเองของเขากำเริบอีกแล้ว เขาทึกทักเอาเองว่าเหยียนหยาจื่อคือสตรีอาจจะเป็นด้วยรูปร่างผอมบางเพราะขาดสารอาหารทำให้การเจริญเติบโตช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน อีกทั้งหน้าตาของเหยียนหยาจื่อนั้นน่ารักน่าเอ็นดูต่างจากเด็กชายทั่วไป
เหยียนลั่วหลีดึงมือที่ปิดตาอยู่ออก หมุนตัวพาเหยียนหยาจื่อเดินนำหน้าไป “เจ้าอาบอยู่ตรงนั้นแหละ ห้ามขยับไปไหนนะ”
สองคนนี้ช่างเล่นใหญ่เสียจริง ชีวิตสิบปีในค่ายทหาร นางมีสิ่งใดบ้างที่ไม่เคยเห็น รูปร่างแค่นี้ นางไม่ชายตามองหรอก
“พี่ใหญ่” เหยียนหยาจื่อบิดตัวไปมาอย่างไม่สบอารมณ์ ไอ้คนกะล่อนเซียวเย่หยางผู้นี้มักจะทำตัวเช่นนี้อยู่เรื่อย
“เอาละ ๆ ตอนที่ตัดสินใจปลอมตัวเช่นนี้ ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าต้องมีวันนี้” นางบีบแก้มยุ้ย ๆ ของเด็กน้อยแล้วปล่อยมือ “ไปอาบน้ำเถิด”
เหยียนหยาจื่อจับมือพี่สาวเขย่าไปมา “พี่ใหญ่ เวลานี้พวกเราก็ลงหลักปักฐานได้แล้ว ท่านกลับไปสวมชุดสตรีได้หรือไม่ขอรับ”
พี่ใหญ่ของเขาอายุสิบห้าปีแล้ว อายุเท่านี้ก็ดูตัวแต่งงานได้แล้ว เมื่อคิดถึงตรงนี้ เหยียนหยาจื่อก็ก้มหน้าลงด้วยความเศร้าใจ เขารู้สึกแย่ เขาไม่อยากจากพี่ใหญ่ไป
“พี่ใหญ่ไม่อยากกลับไปเป็นสตรีหรอก พี่ใหญ่ยังอยากจะแต่งภรรยา และมีลูกด้วยซ้ำไป” นางหัวเราะร่วนโดยไม่สนใจท่าทีตกตะลึงของเหยียนหยาจื่อ แล้วเดินห่างออกไปเพื่อถอดเสื้อผ้าอาบน้ำ
สิ่งที่นางพูดออกไปนั้นคือสิ่งที่นางคิดจริง ๆ ในยุคสมัยนี้สตรียังเป็นเพียงทรัพย์สินของบุรุษ แล้วกำแพงจวนอันสูงใหญ่เหล่านั้นจะมาขวางกั้นอิสรภาพของนางได้อย่างไร ชาตินี้นางขอใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีตามใจปรารถนา จะสวมชุดสตรีหรือชุดบุรุษ ท้ายที่สุดนางก็คือเหยียนลั่วหลี
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทั้งสามคนก็มานอนแผ่หลาอยู่บนโขดหินทอดสายตามองดูท้องฟ้าสีคราม ฟังเสียงแมลง และนกร้องประสานกับเสียงน้ำไหลริน หากบ้านเมืองสงบสุขคงจะดีไม่น้อย
เซียวเย่หยางหันไปมองคนทั้งสอง น้ำใส ๆ ได้ชำระล้างคราบไคล และเผยให้เห็นผิวพรรณที่ขาวสะอาด เมื่อมองดูดี ๆ รูปร่างหน้าตาของทั้งสองก็ไม่เลวเลยทีเดียว คิ้วดกดำ ดวงตากลมโต ผิวพรรณละเอียดอ่อน ริมฝีปากจิ้มลิ้ม จมูกโด่งเป็นสัน
ซี้ด เหตุใดมองไปมองมาจึงแยกไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรีเล่า หรือว่าเป็นเพราะเขาไม่ได้พบเจอสตรีมานาน จึงมองผู้ใดก็ล้วนเห็นเป็นโฉมงามไปหมด ไม่ได้การ ไม่ได้การเด็ดขาด เขาจะยอมเป็นพวกต้วนซิ่วไม่ได้
“พอได้อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณแล้ว แต่ละคนก็ดูหมดจดขึ้นมาเชียว คุณชายอย่างข้าก็หล่อเหลาขึ้นไม่เบาเลยนะเนี่ย” เซียวเย่หยางลูบหน้าพลางเอ่ยชมตัวเองอย่างมีความสุข ในเมื่อไม่มีแม่นางให้ชม ก็มองดูสองคนนี้แก้ขัดไปก่อนก็แล้วกัน
เหยียนหยาจื่อส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ คร้านจะใส่ใจเจ้าคนโง่งมผู้นี้ เขาพลิกตัวเพื่ออาบแดดให้ผิวคล้ำลงอย่างสม่ำเสมอ
ทว่าเหยียนลั่วหลีกลับนึกถึงร่องรอยที่ทิ้งไว้ตามทางเมื่อครู่ จู่ ๆ ราวกับนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ นางเบิกตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ตบคนทั้งสองที่อยู่ข้างกายให้ลุกขึ้นแล้วหยิบเสื้อผ้ามาสวม
“ลุกขึ้นได้แล้ว” นางต้องย้อนกลับไปดูสถานการณ์เสียหน่อย หากมีคนลักลอบเข้ามาเล่า
ทั้งสองคนไม่รู้ถึงความมืดมิดที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเหยียนลั่วหลี คิดว่านางเพียงแค่รีบร้อนอยากกลับบ้าน จึงรีบผุดลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้า
ระหว่างทางกลับ ทั้งสามคนก็เดินสำรวจ และเก็บของป่ากลับมาได้อีกไม่น้อย เมื่อแบกเหอโส่วอูลงจากเขา ระหว่างทางก็ยังล่าไก่ป่ามาได้อีกหลายตัว อาหารเย็นมื้อนี้มีวัตถุดิบแล้ว
“เจ้าจัดการส่วนที่เหลือ ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย” เหยียนลั่วหลีโยนไก่ป่าทิ้งไว้ในลานบ้านแล้วสั่งการ
เซียวเย่หยางบ่นอุบอิบ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง เขากลายเป็นพ่อครัวไปแล้วจริง ๆ
เหยียนลั่วหลีพุ่งทะยานลัดเลาะไปตามหมู่แมกไม้อย่างรวดเร็ว ปลายเท้าแทบไม่แตะพื้น เพียงไม่กี่ก้าวก็พุ่งทะยานไปได้ไกลหลายสิบจั้ง ใบหูขยับไหวเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งตัวไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
นางปัดฝุ่นที่มือพลางมองดูคนสองคนที่ถูกมัดรวมกันเป็นก้อนกลมสลบไสลไม่ได้สติ แล้วก็หลุดหัวเราะออกมาด้วยความสมเพช ช่างรู้จักซ่อนตัวเสียจริง
รูปแบบเสื้อผ้าเช่นนี้แคว้นจิ้งย่อมไม่มี นี่ย่อมเป็นสายลับของแคว้นเว่ย คาดไม่ถึงเลยว่าจะลักลอบเข้ามาถึงในป่าลึกแห่งนี้ได้ ไม่รู้ว่ายังมีพวกมันลอบเข้ามาอีกกี่คน
