บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 30 สายลับแคว้นเว่ย

“จับมัดมาจากบนเขาจริง ๆ หรือ”

หัวหน้าหมู่บ้านสะบัดกล้องยาสูบในมือไปด้านหลังแล้วเสียบเข้าที่กระเป๋าเสื้อ ค้นเสื้อผ้าบนร่างของคนทั้งสองด้วยใบหน้ามืดครึ้ม

เหยียนลั่วหลีพยักหน้า “เป็นความจริงแท้แน่นอนขอรับ”

หมู่บ้านแห่งนี้หากไม่ป้องกันให้ดี เกรงว่าวันใดถูกคนลอบเข้ามาก็คงไม่รู้ตัวเป็นแน่

หัวหน้าหมู่บ้านหรี่ตามองเหยียนลั่วหลีแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินเอามือไพล่หลังไปที่ประตู ทอดสายตามองเบื้องหน้าอันไกลโพ้น

“หากไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อน”

นางประสานมือคารวะ ไม่รอให้หัวหน้าหมู่บ้านได้สติก็รีบจ้ำอ้าวออกจากลานบ้านไป ครั้งนี้ถือเสียว่ามอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้พวกเขาก็แล้วกัน

เพิ่งมาถึงก็ทำความดีความชอบเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่คนกลุ่มนี้ที่นิสัยไม่เลว นางจะทำไปเพื่อเหตุใด หากเป็นคนทั่วไป พอเห็นอย่างนี้ก็คงหวาดกลัว แล้วหอบลูกจูงหลานหนีเตลิดไปกันหมดแล้ว จะมีผู้ใดคิดถึงการมาส่งข่าวเช่นนี้เล่า

ท้ายที่สุด ชาวบ้านกับทหารก็ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง

อาวุธที่ยึดมาได้ และซ่อนไว้บนเขาก็ต้องหาทางย้ายสถานที่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เตรียมการไว้แต่เนิ่น ๆ ย่อมดีกว่า เหยียนลั่วหลีผู้นี้ไม่เคยออกรบโดยไม่เตรียมตัว

“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว”

เพิ่งจะผลักประตูเข้าไป เหยียนหยาจื่อก็กระโดดเข้ามาหาพลางเอียงคอถาม “พี่ใหญ่ไปที่ใดมาหรือขอรับ”

สอบสวนอย่างนี้ เป็นตำรวจหรืออย่างไร

นางคว้าเส้นผมที่ยาวของน้องชายขึ้นมา “พี่ใหญ่จะมัดผมให้เจ้านะ” ยุ่งเหยิงรุงรังดูไม่ได้เลยเชียว

ในยุคโบราณนี้ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีล้วนไว้ผมยาว บุรุษสวมกวาน สตรีเกล้ามวยผม ดูไปก็ไม่ต่างกันนัก เช่นนี้ก็ช่วยประหยัดเวลาที่ต้องโกนผมเวลาปลอมเป็นบุรุษ รอให้วันใดเบื่อฐานะนี้แล้ว ค่อยเปลี่ยนกลับไปสวมชุดสตรีก็ยังได้

นางดึงตัวเหยียนหยาจื่อมานั่งใต้เพิงบังแดด มือถือมีดสั้นตั้งใจเหลาท่อนไม้ ผ่านไปเพียงไม่นานปิ่นปักผมที่ดูหยาบกระด้างทว่าแฝงความประณีตก็ปรากฏขึ้น

“พี่ใหญ่ดีที่สุดเลย” เหยียนหยาจื่อยิ้มกว้างจนตาหยี นั่งรอให้เหยียนลั่วหลีมัดผมให้อย่างว่าง่าย

เซียวเย่หยางได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็ชะโงกหน้าออกมาดู ก็เห็นสองพี่น้องกำลังหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม บนเตามีน้ำแกงไก่ที่กำลังเคี่ยวส่งกลิ่นหอมหวาน มีควันลอยกรุ่นขึ้นสู่เบื้องบน เขารู้สึกว่าแดนสุขาวดีก็คงจะเป็นภาพเช่นนี้กระมัง ตอนนี้พวกเขาราวกับเป็นครอบครัวเดียวกันที่ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวล

“เหลาให้ข้าสักอันสิ”

ปิ่นปักผมของเขาหล่นหายไประหว่างทางตั้งนานแล้ว เวลานี้ทำได้เพียงใช้กิ่งไม้ขัดไว้เท่านั้น จะไปงดงามเท่าสัตว์แกะสลักตัวน้อยเช่นนี้ได้อย่างไร

“ไม่ให้ ๆ พี่ใหญ่ ไม่ต้องให้เขานะ”

เหยียนหยาจื่อส่งเสียงฮึดฮัด ปรายตามองไอ้คนกะล่อนผู้นี้ ยังอยากได้ปิ่นปักผมที่พี่สาวทำเองอีกหรือ ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน ท่านอาจารย์ไม่เคยสอนหรืออย่างไร เสียแรงที่เกิดมาตัวโตเสียเปล่า

“เช่นนั้นน้ำแกงไก่นี่เจ้าก็ไม่ต้องกินแล้วสิ ดูสิ น้ำแกงนี้ใส่สมุนไพรลงไปตั้งมากมาย จะบำรุงร่างกายได้ดีเพียงใดหนอ” เซียวเย่หยางส่ายหัวไปมาพร้อมพูดจาหลอกล่อ เหยียนหยาจื่อผู้นี้เกิดมาเพื่อเป็นดาวข่มของเขาชัด ๆ

“เซียวเย่หยาง เจ้าหุบปากไปเลยนะ น้ำแกงไก่หม้อนี้ก็มีส่วนของข้า ข้าเป็นคนก่อไฟให้เชียวนะ”

พอมัดผมเสร็จ เหยียนหยาจื่อก็วิ่งเข้าไปคิดบัญชี ผมจุกบนหัวแกว่งไปมา เพียงไม่นานภายในห้องครัวก็มีเสียงหยอกล้อปนด่าทอของคนทั้งสองดังขึ้น เหยียนลั่วหลีเหลาท่อนไม้ในมือพลางส่ายหัว สองคนนี้ช่างฝีปากกล้าไม่ยอมแพ้กันเลยจริง ๆ ตลอดทางก็ทะเลาะเบาะแว้งกันมาเรื่อย กลายเป็นคู่กัดกันเสียแล้ว

เมื่อทำปิ่นปักผมเสร็จ นางก็จัดการรวบผมให้ตนเองเป็นทรงที่ดูสง่างามดุจหยก สะบัดศีรษะอย่างพึงพอใจแล้วเดินเข้าไปในห้องโถง

บนโต๊ะอาหาร ทั้งสามคนถือชามใบใหญ่กินข้าวสวยร้อน ๆ น้ำแกงไก่ป่า ผัดไก่ใส่เห็ดหอม รสชาติเช่นนี้ ต่อให้เอาโสมหรือหอยเป๋าฮื้อมาแลกก็ไม่ยอม

โชคดีที่พวกเขาอาศัยอยู่เชิงเขา ไม่มีเพื่อนบ้านอยู่ใกล้เคียง มิเช่นนั้นการกินหรูหราเพียงนี้เด็กบ้านข้าง ๆ คงได้ร้องไห้เพราะความอยากกินเป็นแน่

“เอิ๊ก อืม”

ทั้งสามคนนั่งอยู่กับที่ไม่อยากขยับเขยื้อน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เกินหนึ่งปี ร่างกายนี้คงได้รับการฟื้นฟูบำรุงจนสมบูรณ์เป็นแน่ มีเนื้อสัตว์นานาชนิดคอยปรนเปรออยู่ทุกวี่วัน ต่อให้ร่างกายอ่อนแอเพียงใดก็ต้องฟื้นตัวกลับมาได้

เหยียนลั่วหลีบีบแขนขาเล็ก ๆ ของตนเอง แล้วหันไปมองเหยียนหยาจื่อซึ่งก็ไม่ได้ดูดีไปกว่านางสักเท่าใดเลย หากไม่ได้พรสวรรค์อันโดดเด่นติดตัวมา ตลอดทางที่ผ่านมานี้คงถูกผู้อื่นกลืนกินจนไม่เหลือซากไปนานแล้ว

นางแคะฟันพลางแกว่งเท้าไปมา ในหัวกำลังคำนวณทรัพย์สินที่มีอยู่ ข้าวของเครื่องใช้นั้นมีเพียงพอแล้ว ทว่าของที่ใช้ปกป้องคุ้มครองชีวิตนั้นยังมีน้อยเกินไป อย่างเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ หากไม่ป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ จะใช้ได้เช่นไร

ได้ยินมาว่าด้านหลังภูเขาใหญ่นี้ มีแม่น้ำสายหนึ่งกั้นกลาง ถัดไปก็คือแคว้นเว่ย แม้ที่ด่านชายแดนจะมีทหารเฝ้ายามอย่างแน่นหนา ทว่าสุดท้ายก็ยังมีคนลักลอบเข้ามาได้อยู่ดี สองคนที่นางจับได้ แล้วส่งตัวให้หัวหน้าหมู่บ้านนั้นเป็นเพียงทัพหน้า กองกำลังหลักเกรงว่าคงจะรออยู่เบื้องหลัง

“เฮ้อ พายุฝนกำลังจะตั้งเค้าแล้ว”

เหยียนลั่วหลีทอดถอนใจแล้วเอนตัวลงนอน นางไม่ได้หวาดกลัวอันใด เพียงแต่คิดว่าวันเวลาที่แสนสงบสุขที่หามาได้อย่างยากลำบากนี้ จะเกิดความวุ่นวายขึ้นอีกแล้วหรือ

สองคนที่กำลังทะเลาะกันหยุดชะงัก เซียวเย่หยางขมวดคิ้ว “มีเรื่องอันใด เกิดเรื่องขึ้นรึ”

“เมื่อครู่เพิ่งจะจับสายลับแคว้นเว่ยได้สองคน ที่นี่เกรงว่าจะไม่สงบสุขเสียแล้ว”

เหยียนลั่วหลีไม่คิดจะปิดบัง พวกเขาทั้งสามลงเรือลำเดียวกันแล้ว มีเรื่องอันใดก็ควรบอกกล่าวให้รับรู้ หากไม่พูดให้กระจ่าง วันใดที่เกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ ก็จะงุนงงสับสนเปล่า ๆ

สิ่งที่นางต้องการคือสหายที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ อ่อนแอหน่อยก็ไม่เป็นไร ทว่าจะเป็นตัวถ่วงไม่ได้

“ทหารแคว้นเว่ยคงไม่สามารถตีฝ่าแนวป้องกันเข้ามาได้เร็วถึงเพียงนี้กระมัง ทหารนับแสนของพวกเรายังคอยคุ้มกันอยู่นะ”

เหยียนลั่วหลีปรายตามองแวบหนึ่ง แล้วดึงสายตากลับ “เรื่องนั้นก็ไม่อาจแน่ใจได้หรอก”

“พี่ใหญ่ พวกเราต้องย้ายไปอีกหรือไม่ขอรับ”

เหยียนหยาจื่อถามบ้าง เขาตัดใจทิ้งสหายตัวน้อยในหมู่บ้านนี้ไม่ลง หากพวกเขาจากไปแล้วคนเหล่านี้ต้องมาเจอกับทหารแคว้นเว่ยจะทำเช่นไร

เมื่อนึกถึงภาพอันน่าสยดสยองของหมู่บ้านที่ผ่านมาตอนหนีภัยแล้ง เหยียนหยาจื่อก็โผเข้ากอดเหยียนลั่วหลีไว้แน่น ภาพนองเลือดนั้นยังคงตามมาหลอกหลอนในความฝันของเขาอยู่บ่อยครั้ง

นางส่งสายตาบอกให้เซียวเย่หยางเงียบเสียง มือก็ลูบแผ่นหลังของน้องชายที่กำลังสั่นเทาเบา ๆ แววตาแฝงไปด้วยความมืดมิด “เจ้าอยากจะไปหรือไม่เล่า”

เนิ่นนานผ่านไป เหยียนหยาจื่อที่ซุกหน้าอยู่ก็พูดเสียงอู้อี้ “ไม่อยากไปขอรับ พี่ใหญ่ ข้าชอบที่นี่”

“เช่นนั้นก็ไม่ต้องไป พี่ใหญ่จะทำให้พวกมันไม่มีโอกาสได้รอดกลับไปเอง”

เหยียนลั่วหลีพูดถ้อยคำอันโหดเหี้ยมด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก สำหรับนางแล้ว การฆ่าคนก็ง่ายดายดั่งเชือดไก่ ในเมื่อบังอาจมาทำให้เหยียนหยาจื่อหวาดกลัว เช่นนั้นก็จงชดใช้หนี้เลือดนี้เสียเถิด

เซียวเย่หยางหน้าแข็งค้างเมื่อได้ยินเสียงพึมพำของเหยียนลั่วหลี เขารู้ดีว่าคนผู้นี้ไม่ได้พูดปด เหยียนลั่วหลีมีความสามารถที่จะทำให้พวกมันไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับไปได้อย่างแน่นอน เวลานี้ต่อให้เขาหยิ่งยโสปานใด ก็จำต้องยอมรับในฝีมือของเหยียนลั่วหลี

ขณะที่ทั้งสามกำลังครุ่นคิด ก็มีเสียงความเคลื่อนไหวดังมาจากนอกประตู

“เหยียนลั่วหลี ไอ้หนูสกุลเหยียน อยู่หรือไม่”

เหยียนลั่วหลีเงยหน้าขึ้นมอง ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เหตุใดจึงยังมีคนมาหาอีก เมื่อนึกถึงสายลับสองคนนั้น ใบหน้าของนางก็มืดครึ้มลง เมื่อนางลุกขึ้นไปเปิดประตู ก็พบว่าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านจริง ๆ

ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะปิดประตูแล้วเดินเลี่ยงไปอีกมุมหนึ่ง

“ไอ้หนูเหยียน คืนนี้คงต้องรบกวนเจ้าแล้วละ” หัวหน้าหมู่บ้านพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า นัยน์ตาสาดประกายวาววับ

“สองคนนี้ คงต้องให้เจ้าช่วยนำส่งเข้าไปในเมืองกลางดึกคืนนี้เลย”

เด็กหนุ่มตรงหน้านี้ตัวยังสูงไม่เท่าเขาด้วยซ้ำ การต้องมาไหว้วานให้ทำเรื่องเช่นนี้ ตัวเขาเองก็รู้สึกไม่สบายใจนัก ทว่าก็ไม่มีผู้ใดเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว

เขามองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา ภายในหมู่บ้านนี้ เกรงว่าแม้แต่เหอเฟิงก็คงไม่อาจเทียบเคียงเขาได้

“แค่ก ๆ ๆ หมู่บ้านนี้” หัวหน้าหมู่บ้านเดาะลิ้น ไม่รู้จะเอ่ยปากขอร้องเช่นไรดี

มองดูเด็กที่หน้าตายังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม อายุอานามก็พอ ๆ กับหลานชายของตนเอง แถมยังเป็นเพียงคนต่างถิ่น จะยอมเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อพวกเขางั้นรึ

“เฮ้อ ช่างเถิด ๆ เจ้ากลับไปเสียเถอะ”

เมื่อมองดูเด็กหนุ่มผู้นี้ เขาไม่รู้จะเอ่ยปากต่ออย่างไรจริง ๆ จึงโบกมือแล้วหันหลังกลับ คิดจะหาคนอื่นในหมู่บ้านที่เหมาะสมแทน

“ให้ข้าไปเองเถิด”

เหยียนลั่วหลีเปิดปาก น้ำเสียงกังวานใสดังชัดเจนท่ามกลางราตรีอันเงียบสงัด

“จริงรึ” หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินก็รีบหันขวับ ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างราวกับมีเปลวไฟลุกโชน จ้องมองตาไม่กะพริบ

“จริงแท้แน่นอน”

พูดจบนางก็หันหลังผลักประตูเข้าไปในลานบ้าน ผ่านไปเพียงครู่เดียว ก็สะพายห่อสัมภาระ และจูงม้าเดินออกมา

ณ ทางเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งถือคบเพลิงมองตามแผ่นหลังที่เดินห่างออกไป เนิ่นนานก็ยังไม่อาจดึงสติกลับคืนมาได

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel