ตอนที่ 28 ป่าลึกอันเร้นลับ
ณ เชิงเขา
กลุ่มหัวผักกาดน้อยที่กินจนพุงกางต่างเดินอุ้ยอ้ายกลับบ้าน ในมือของแต่ละคนยังหิ้วเนื้อหมูป่ากลับไปอีกหลายชิ้น เหยียนลั่วหลีทอดสายตามองดูแต่ไกลด้วยความเบิกบานใจ เด็กเหล่านี้แหละคือความหวังใหม่
“พี่ใหญ่” เหยียนหยาจื่อบิดตัวไปมา พร้อมเบะปากออดอ้อน
เขารู้สึกว่าพี่ใหญ่ไม่รักเขาแล้ว เขาไม่ใช่ยอดดวงใจตัวน้อย ๆ ของพี่ใหญ่อีกต่อไปแล้ว เหยียนลั่วหลีหัวเราะร่วนพลางบีบพวงแก้มยุ้ย ๆ ของเด็กน้อย
“เจ้าตัวเล็ก นี่อิจฉางั้นรึ”
นางรวบกอดเหยียนหยาจื่อที่กำลังแง่งอนไว้แน่นพลางปลอบประโลม
“พี่ใหญ่ย่อมรักเจ้าที่สุดอยู่แล้ว”
เหยียนหยาจื่อยิ้มกว้างจนตาหยี ทว่าใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็นจริงจัง ท่าทางน่าเอ็นดูเช่นนี้ทำเอาเหยียนลั่วหลีอดไม่ได้ที่จะฟัดเขาอีกชุดใหญ่
เซียวเย่หยางมองดูสองพี่น้องที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันพลางเบ้ปาก ยังจะบอกว่ารักที่สุดอีกรึ วันข้างหน้าภรรยาของคนผู้นี้คงจะน่าสงสารแย่เลย
เหยียนลั่วหลีจูงมือเด็กน้อยเดินเข้าไปในบ้าน เปิดห่อสัมภาระแล้วหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาให้คนละสามชุดไว้สำหรับผลัดเปลี่ยน
“ว้าว เสื้อผ้าใหม่นี่นา”
เหยียนหยาจื่อกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เขาไม่ได้สวมเสื้อผ้าใหม่มานานแสนนานแล้ว เมื่อก่อนเขาต้องสวมใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ของบิดาที่นำมาตัดเย็บใหม่ แม่เลี้ยงใจร้ายนั่นมักจะจงใจเย็บให้ยาวรุ่มร่าม โดยอ้างว่าเผื่อไว้ตอนโตก็ยังสวมใส่ได้ ทำให้เขาต้องสะดุดล้มจนได้แผลอยู่บ่อยครั้ง
พี่ใหญ่ยิ่งน่าสงสารกว่าเขาเสียอีก ต้องสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ของแม่เลี้ยง และลูกสาวของนาง แถมยังถูกพวกนางจงใจฉีกทึ้งจนขาดวิ่นอีกต่างหาก
เหยียนหยาจื่อกุมเสื้อผ้าใหม่ไว้ในมือพลางก้มหน้าลงด้วยความเศร้าสร้อย เขาจะต้องเป็นคนมีหน้ามีตาให้จงได้ วันข้างหน้าจะไม่มีผู้ใดมาบังคับให้พวกเขาสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ได้อีก และเขาจะกินให้อิ่ม เพื่อที่จะได้มีแรงปกป้องพี่ใหญ่
เหยียนลั่วหลีลูบศีรษะที่ก้มต่ำนั้นพลางทอดถอนใจ ยุคสมัยนี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ จิตใจคนเรานั้นยากแท้หยั่งถึง
เซียวเย่หยางเองก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์ ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่จึงเผยรอยยิ้มขื่น ๆ ออกมา
เหยียนลั่วหลีทนดูสภาพอมทุกข์ของคนทั้งสองไม่ได้ แม้ท้องฟ้าจะถล่มลงมาก็ยังมีนางคอยค้ำยันไว้อยู่ไม่ใช่หรือ ดวงตากลมโตกลอกไปมาก็พลันนึกบางสิ่งขึ้นมาได้
“อยากจะอาบน้ำกันหรือไม่เล่า”
ผ่านมาเกือบครึ่งค่อนเดือนแล้วนับตั้งแต่อาบน้ำครั้งล่าสุด นางไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องนี้จะดึงความสนใจของพวกเขาไม่ได้
เป็นดังคาด พอได้ยินคำว่า 'อาบน้ำ' คนทั้งสองก็ตาเป็นประกาย จ้องมองนางตาไม่กะพริบ ช่างเหมือนลูกสุนัขตัวน้อย ๆ ไม่มีผิด
พอพูดถึงเรื่องอาบน้ำ เหยียนลั่วหลีก็พลันรู้สึกคันยุบยิบไปทั้งตัว นางเก็บเสื้อผ้าแล้วกวักมือเรียก นำทางทั้งสองคนมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก
“มีกระรอกด้วย”
เหยียนหยาจื่อกระโดดโลดเต้นตลอดทางด้วยความตื่นตาตื่นใจ ป่าทางเหนือนี่ช่างแตกต่างจากแดนใต้เสียจริง ทั้งต้นไม้ที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า กระรอกบินตัวอ้วนกลมที่กำลังร่อนถลาอยู่บนต้นไม้ก็สร้างรังอยู่บนนั้นด้วย
เซียวเย่หยางเองก็ทำตัวราวกับคนที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อน เขาลูบคลำสำรวจไปทั่ว มองเห็นสิ่งใดก็ล้วนแปลกตาไปเสียหมด
เหยียนลั่วหลีรู้สึกงุนงง “เจ้าไม่ได้เป็นคนแดนเหนือหรอกหรือ เหตุใดจึงทำท่าทางตื่นตาตื่นใจราวกับไม่เคยเห็นโลกภายนอกเช่นนี้เล่า”
เหยียนลั่วหลีมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าคนผู้นี้ต้องมาจากเมืองหลวงในแดนเหนือเป็นแน่ ภูมิหลังของคนผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดา คงจะเป็นคุณชายที่คุ้นเคยกับการมีคนคอยปรนนิบัติพัดวีเป็นแน่ ไหนว่าบรรดาองค์ชาย และเชื้อพระวงศ์ในยุคโบราณโปรดปรานการออกล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงมิใช่หรือ
เซียวเย่หยางถึงกับสะอึก คนผู้นี้จงใจใช่หรือไม่ จงใจเปิดโปงปมด้อยของเขาชัด ๆ
“ผู้ใดบอกเจ้ากันล่ะว่าเกิดในแดนเหนือแล้วต้องเคยเห็นของพวกนี้”
กระทั่งลานล่าสัตว์ของราชวงศ์ที่อยู่นอกเมืองหลวง เขาก็เพิ่งจะเคยไปเพียงแค่สองครั้งตั้งแต่เกิดมา คนผู้นี้คิดว่าป่าเขาลำเนาไพรเป็นผักกาดขาวที่หาได้ทั่วไปหรืออย่างไร
“หึ”
เซียวเย่หยางสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์แล้วเดินจ้ำอ้าวไปเบื้องหน้า
ท่าทางกระฟัดกระเฟียดเช่นนั้นช่างดูงดงามชดช้อย จู่ ๆ คำสองคำนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว ทำเอาเหยียนลั่วหลีสะดุ้งเฮือกกับความคิดตนเอง
บุรุษอกสามศอกจะใช้คำว่างดงามชดช้อยมาบรรยายได้อย่างไร หากเจ้านั่นล่วงรู้เข้า มีหวังงอนจนประท้วงอดข้าวอดน้ำอีกเป็นแน่
เหยียนลั่วหลีลูบจมูกแก้เก้อแล้วรีบวิ่งตามคนทั้งสองไป “อย่าวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วสิ ในป่านี้มีหมูป่าอยู่นะ”
“พี่ใหญ่ ท่านดูสิขอรับ ของสิ่งนี้เหตุใดจึงมีรูปร่างคล้ายคนเลยล่ะขอรับ”
เหยียนหยาจื่อใช้เถาวัลย์แห้งเขี่ยดู ใต้โคนต้นไม้มีก้อนกลม ๆ รูปร่างคล้ายคนดูน่าเอ็นดูซ่อนอยู่ มองดูคล้ายมันสำปะหลัง ทว่าก็คล้ายมันเทศ ในแดนเหนือเช่นนี้มีมันเทศด้วยรึ
เหยียนลั่วหลีเดินเข้าไปชะโงกดู นี่มันเหอโส่วอู สมุนไพรบำรุงเลือดมิใช่หรือ เหอโส่วอูมีสรรพคุณช่วยระงับประสาท บำรุงเลือด ทะลวงเส้นลมปราณ ล้างพิษ บำรุงกระดูกและเอ็น รวมถึงบำรุงตับและไต การนำมากินในชีวิตประจำวันก็ถือเป็นยาบำรุงเลือด และพลังชี่ชั้นยอด
โอ้โห หัวใหญ่ปานนี้ คงมีอายุเป็นร้อยปีแล้วกระมัง ทั้งยังเป็นของป่าที่เติบโตในป่าลึกตามธรรมชาติ สรรพคุณทางยาย่อมต้องล้ำเลิศกว่าปกติเป็นแน่
เหยียนลั่วหลีค่อย ๆ ขุดคุ้ยดินออกอย่างระมัดระวัง ผ่านไปกว่าหนึ่งเค่อ เหอโส่วอูยักษ์ก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา ทำเอาเซียวเย่หยางถึงกับตกตะลึง นี่มันของล้ำค่าเชียวนะ
ทั้งสองสบตากันแล้วตกลงใจว่าจะทิ้งมันไว้ที่นี่ก่อน นางใช้มีดสั้นทำเครื่องหมายไว้บนต้นไม้ ตอนลงเขาค่อยกลับมาขุดเพื่อประหยัดแรง
ทั้งสามคนเดินหาแหล่งน้ำไปพลาง พักผ่อนไปพลาง แม้จะยังไม่พบแหล่งน้ำ ทว่ากลับค้นพบเสบียง และสมุนไพรมากมาย ทั้งยารักษาแผลฟกช้ำ ยาแก้หวัดคัดจมูก ยาลดไข้แก้อักเสบ กระทั่งยาห้ามเลือด และยาบำรุงเลือด
ในยุคข้าวยากหมากแพง ของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งช่วยชีวิตทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ นางก็เก็บกวาดลงตะกร้าจนหมด สักวันหนึ่งย่อมต้องได้ใช้งานแน่
“ว้าว นั่นมันสือหู หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากล้วยไม้ป่านี่นา” เซียวเย่หยางชี้ไปยังกอพืชสีเขียวชอุ่มที่เกาะอยู่บนหน้าผาหินพลางร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น นี่ก็เป็นของดีเช่นกัน “เร็วเข้า รีบไปเก็บมันลงมาเร็ว”
เหยียนลั่วหลีมองดูเด็กหนุ่มที่กำลังตื่นเต้นด้วยความงุนงง คนผู้นี้เหตุใดจึงรอบรู้นัก นี่ใช่คุณชายสำอางจริง ๆ หรือ
เซียวเย่หยางยังไม่รู้ตัวว่าความลับแตกเสียแล้ว สายเลือดที่ซุกซ่อนอยู่ในกายถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ในวัยเยาว์เขาเคยอาศัยอยู่กับท่านตา ซึมซับเรื่องราวเหล่านี้มาโดยตลอด จะไม่รู้จักของพวกนี้ได้อย่างไร
เหยียนลั่วหลีกระโดดถีบตัวปีนป่ายขึ้นไปบนหน้าผาหินอย่างคล่องแคล่ว มือเกาะเกี่ยวเถาวัลย์เพียงไม่กี่ครั้งก็ขึ้นไปถึงต้นสือหู สมกับเป็นของป่า รากและลำต้นอวบอ้วน ใบสีเขียวสดใสไร้ร่องรอยของการขาดน้ำ
ขาดน้ำรึ
ราวกับฉุกคิดสิ่งใดขึ้นมาได้ แววตาของเหยียนลั่วหลีก็เป็นประกายวาววับ นางถอนต้นสือหูขึ้นมาทั้งราก ทว่าก็ยังเหลือทิ้งไว้สองสามต้นเพื่อให้มันได้ขยายพันธุ์ต่อไป จะให้สูญพันธุ์ไปเลยก็คงไม่ดีนักใช่หรือไม่
นางใช้เท้าเกี่ยวเถาวัลย์แล้วรูดตัวลงมาถึงพื้นอย่างปลอดภัย เซียวเย่หยางกับเหยียนหยาจื่อมองดูด้วยสายตาที่ทั้งอิจฉาและเลื่อมใส วรยุทธ์ของคนผู้นี้ไร้ซึ่งอาจารย์สั่งสอนจริงหรือ
“ไม่ต้องอิจฉาข้าหรอก พรสวรรค์นี้ข้ามีมาแต่กำเนิด”
เหยียนลั่วหลียืดอกโอ้อวด หากไม่ฝึกฝนมาเป็นสิบ ๆ ปี ย่อมไม่มีทางบรรลุถึงขั้นนี้ได้หรอก
ทว่าเมื่อมีสมุนไพรเหล่านี้แล้ว นางอาจจะลองปรุงยาสมุนไพรเพื่อฝึกฝนร่างกายดูก็ได้ ในชาติก่อน ตอนที่เพิ่งเข้าประจำการในหน่วยรบพิเศษ นางถูกจับโยนลงไปแช่ในถังยาสมุนไพรทั้งเป็นนานเกือบหนึ่งเดือน รสชาติความเจ็บปวดในตอนนั้น กระทั่งตัวนางเองยังไม่อยากจะลิ้มลองมันอีกเป็นครั้งที่สอง ทว่าเมื่อกัดฟันทนผ่านมาได้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่ามหาศาล
ว่ากันว่าตำรับยานั้นเป็นสูตรลับโบราณเชียวนะ ต่อให้เป็นสูตรรักษาความลับขั้นสุดยอดเพียงใด นางก็ยังอุตส่าห์ขโมยมาจนได้
เมื่อนึกถึงแผนการในอนาคตที่จำต้องพึ่งพาวิธีการนี้ อย่างน้อยนางก็ต้องมีหนูทดลอง นางลอบปรายตามองเซียวเย่หยางที่อยู่เบื้องหน้าพลางรู้สึกผิดขึ้นมาดื้อ ๆ
ต้นสือหูชอบที่ร่มรำไร และไม่ชอบแสงแดดจัด มักจะเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ชื้นแฉะและมืดมิด มีความจู้จี้จุกจิกต่อสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตเป็นอย่างยิ่ง
เหยียนลั่วหลีลูบปลายคางพลางมองดูภูเขาสูงตระหง่านเบื้องหน้าด้วยความสงสัย ที่นี่ต้องมีลับลมคมในเป็นแน่ พืชพรรณบนภูเขาลูกอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงล้วนแห้งเหี่ยวเฉาตาย ทว่าเหตุใดพืชพรรณบนภูเขาลูกนี้ยังคงหลงเหลือสีเขียวขจีอยู่บ้างเล่า
นางนำทางทั้งสองคนเดินสำรวจไปรอบ ๆ ภูเขาลูกนี้จนมาหยุดอยู่หน้าก้อนหินยักษ์ก้อนหนึ่ง
“ชู่ว”
นางยกมือขึ้นห้ามไม่ให้ทั้งสองส่งเสียง แล้วแนบหูลงบนก้อนหินเพื่อตั้งใจฟัง
นางยืดตัวขึ้น ขยับสายรัดกางเกงให้แน่น แล้วใช้สองมือผลักก้อนหินยักษ์
“ฮึบ”
สิ้นเสียง ก้อนหินยักษ์ก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออก เสียงสายน้ำไหลรินก็ยิ่งดังก้องชัดเจนขึ้น
เซียวเย่หยางมองดูก้อนหินยักษ์ขนาดเท่าภูเขาขนาดย่อมที่ถูกผลักออกไปพลางลอบกลืนน้ำลาย สมองของเขาขาวโพลนไปชั่วขณะ วันข้างหน้าเขาจะไม่ล้อเล่นกับคนผู้นี้อีกเป็นอันขาด
“พี่ใหญ่เก่งกาจเหลือเกิน”
เหยียนหยาจื่อหน้าแดงก่ำ ร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น ท่าทางราวกับว่าเขาเป็นคนลงมือผลักก้อนหินนั้นด้วยตนเอง
เมื่อก้อนหินยักษ์ถูกเลื่อนออกไป ปากถ้ำอันมืดมิดก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา ทั้งสองชะโงกหน้าเข้าไปดู ทันใดนั้นก็มีละอองน้ำพวยพุ่งออกมาจากปากถ้ำ สัมผัสอันเย็นสดชื่นแผ่ซ่านซึมลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของทั้งสองคน
“น้ำ มีน้ำด้วย”
