ตอนที่ 27 ซื้อใจคน
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ของข้ากลับมาแล้ว”
เหยียนลั่วหลีเพิ่งมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ก็เห็นหัวผักกาดน้อยหลายคนกำลังกระโดดโลดเต้นส่งเสียงร้องเรียกมาแต่ไกล ผู้อยู่หน้าสุดจะเป็นผู้ใดได้หากไม่ใช่เหยียนหยาจื่อ
ความสูงของเด็กวัยหกเจ็ดขวบอย่างเหยียนหยาจื่อนับว่าเตี้ยที่สุดในหมู่เด็ก ๆ ทว่าน้ำเสียงกลับดังกังวาน ฟังดูก็รู้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ได้รับการบำรุงดูแลเป็นอย่างดี ความเฉลียวฉลาดมีไหวพริบนั้นก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในหมู่คนแดนเหนือ
“พี่ใหญ่ ท่านเหนื่อยหรือไม่ขอรับ”
เหยียนหยาจื่อวิ่งนำหัวผักกาดน้อยหลายคนเข้ามาหา บนร่างยังคงสวมเสื้อสีฟ้า กางเกงสีดำตัวเดิมตั้งแต่ตอนหนีภัยแล้ง
กลุ่มเด็กตัวน้อยยืนนิ่งไม่ไหวติง จ้องมองนางด้วยดวงตาที่สุกใสเป็นประกาย ทำเอาหัวใจของเหยียนลั่วหลีแทบจะหลอมละลาย
ในชาติก่อน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าหญิงสาวที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าอย่างนาง แท้จริงแล้วก็ชื่นชอบสิ่งของที่นุ่มนิ่มน่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้เหมือนกัน ทว่าในเวลานั้น หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็อาจตายไร้ที่ฝังศพ แล้วนางจะมีคุณสมบัติอันใดไปครอบครองสิ่งเหล่านี้ได้เล่า
เวลานี้แตกต่างออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสวรรค์เห็นว่าในชาติก่อนนางใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเกินไปหรือไม่ จึงได้ชดเชยให้นางถึงเพียงนี้
ทว่านั่นหาใช่เรื่องสำคัญไม่
เหยียนลั่วหลีลูบศีรษะเล็ก ๆ นั้นพลางสาบานในใจ ชาตินี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจแย่งชิงความสุขของนางไปได้
เวลาเดินผ่านทางเข้าหมู่บ้าน นางก็พยักหน้าทักทายเงาร่างบนต้นไม้ ก่อนจะโอบกอดกลุ่มหัวผักกาดน้อยมุ่งหน้ากลับบ้าน ดูท่าแผนการของนางจำต้องขยายขอบเขตให้ใหญ่ขึ้นเสียแล้ว
“พี่ใหญ่เหยียน หมูป่าตัวนั้นท่านเป็นคนล่ามาจริง ๆ หรือ”
เด็กชายผมจุกสวมกางเกงผ่าเป้าหน้าตาจิ้มลิ้มสูดน้ำมูกเสียงดังซู้ดพลางเอียงคอถาม หัวผักกาดน้อยคนอื่น ๆ ต่างก็มีใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถึงขั้นหยุดฝีเท้าแล้วจ้องมองนางตาไม่กะพริบ
เหยียนลั่วหลีพ่ายแพ้ต่อสิ่งมีชีวิตที่น่ารักน่าชังเช่นนี้อย่างราบคาบ น้ำเสียงของนางอ่อนโยนลง ฝืนยิ้มบาง ๆ ออกมา
“ข้าเป็นคนล่าเอง”
“แต่ว่า แต่ว่าพี่ใหญ่เหยียนยังตัวเล็กอยู่เลย สูงไม่เท่าท่านพ่อของเหอสุ่ยด้วยซ้ำ”
เด็กชายอมนิ้วมือด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างแรงกล้า
“ท่านพ่อของเหอสุ่ยรึ” คือผู้ใดกัน
หัวผักกาดน้อยหลายคนหันขวับไปมองเด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบที่รูปร่างกำยำล่ำสันราวกับลูกวัวพร้อมกัน รูปร่างที่ทั้งแข็งแรง และจ้ำม่ำของเขานั้นช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก มองดูก็รู้ว่าได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี
“ท่านพ่อของข้าคือเหอเฟิง”
เด็กชายเชิดหน้าขึ้นสูงโอ้อวด ท่านพ่อของเขาคือพรานป่าที่เก่งกาจที่สุดในหมู่บ้าน ทุกครั้งที่ขึ้นเขาล้วนล่าเนื้อกลับมาได้มากมาย เนื้อนั้นอร่อยนัก เพียงแต่ช่วงนี้ท่านพ่อได้รับบาดเจ็บ เรื่องนี้ทำให้เหอสุ่ยกลัดกลุ้มใจยิ่งนัก
ได้ยินว่าในหมู่บ้านมีคนที่สามารถล่าหมูป่าตัวใหญ่ได้เพิ่งย้ายเข้ามา เมื่อวานเขาจึงอ้อนวอนให้ท่านพ่อไปซื้อมาให้ เมื่อท่านพ่อบอกว่าเป็นฝีมือของเด็กหนุ่ม เขาก็ไม่ปักใจเชื่อ วันนี้จึงต้องมาสอดแนมดูให้เห็นกับตา
นี่เช่นไรเล่า กลุ่มหัวผักกาดน้อยมาถึงตีนเขา เกาะประตูมองดู ทว่ากลับไม่กล้าเข้าไปด้านใน
เหยียนหยาจื่อชำเลืองมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่านั่นคือเพื่อนเล่นรุ่นราวคราวเดียวกัน เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านเดิมไม่ชอบเล่นกับเขา เวลานี้พอได้เห็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันจึงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
ทว่าพอได้ยินผู้มาเยือนเคลือบแคลงสงสัยในความสามารถของพี่สาว เหยียนหยาจื่อก็ไม่ยอมแพ้ทันที เขาลากคนเหล่านั้นไปดูเนื้อหมูป่าที่ยังกินไม่หมด ยังไม่เชื่ออีกรึ ได้ งั้นข้าจะพาพวกเจ้าไปดูพี่ใหญ่ของข้า
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มหัวผักกาดน้อยจึงไปชะเง้อคอมองอย่างจดจ่ออยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน กระทั่งอากาศที่ร้อนอบอ้าวก็ไม่อาจหยุดยั้งความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาได้
เหยียนลั่วหลีฟังหัวผักกาดน้อยผลัดกันเล่าเจื้อยแจ้วด้วยความขบขัน มิเช่นนั้นจะกล่าวว่าจิตใจอันบริสุทธิ์ของเด็กน้อยนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดได้อย่างไร เกรงว่าหากเติบโตขึ้นอีกสักหน่อย ก็คงไม่มีกะจิตกะใจมาค้นหาคำตอบของเรื่องราวแปลกประหลาดเหล่านี้แล้ว
วันนี้ข้าจะเติมเต็มความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาให้เอง
เหยียนลั่วหลีมองซ้ายมองขวาก็เห็นหินใหญ่ก้อนหนึ่ง นางพาเด็ก ๆ เดินเข้าไปใกล้ แล้วตบก้อนหินเบา ๆ
“ก้อนหินก้อนนี้เป็นเช่นไร”
พวกหัวผักกาดน้อยยังคงงุนงงว่าสิ่งใดเป็นเช่นไร เพียงเห็นเหยียนลั่วหลีวางห่อสัมภาระในมือลง ย่อตัวลงในท่ายืนม้า สองมือจับก้อนหินไว้มั่น
“ฮึบ”
สิ้นเสียงร้อง ก้อนหินยักษ์ก็ถูกยกขึ้นสูง แถมยังถูกโยนขึ้นลงเบา ๆ อีกด้วย
กลุ่มหัวผักกาดน้อยอ้าปากค้าง แหงนหน้ามองด้วยความตกตะลึง กระทั่งเหยียนหยาจื่อเองก็ยังเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกว่าพี่ใหญ่มีพละกำลังมหาศาลถึงเพียงนี้
“ตึง”
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ เหยียนลั่วหลีก็โยนก้อนหินลงพื้น ทำเอาพื้นดินสั่นสะเทือน
“ว้าว เก่งกาจนัก”
“พี่ใหญ่เหยียนเก่งกาจเหลือเกิน เก่งกว่าท่านพ่อของข้าเสียอีก”
“สุดยอด พี่ใหญ่เหยียนสุดยอดไปเลย”
“เหยียนหยาจื่อ พี่ใหญ่ของเจ้าเก่งจริง ๆ”
พวกหัวผักกาดน้อยมีใบหน้าเปี่ยมด้วยความอิจฉาและเลื่อมใส ส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวกระโดดโลดเต้นไปมา ท่าทางดีใจประหนึ่งว่าตนเป็นคนยกก้อนหินนั้นขึ้นมาเสียเอง
“พี่ใหญ่”
เหยียนหยาจื่อน้ำตาคลอเบ้ามองดูเหยียนลั่วหลี พี่สาวของเขาเก่งกาจเกินไปแล้ว ฮือ ๆ ๆ แล้ววันข้างหน้าเขาจะปกป้องพี่สาวได้เช่นไร
เหยียนลั่วหลีมองดูด้วยความเบิกบานใจ “ไป ข้าจะเลี้ยงเนื้อพวกเจ้าเอง” นางโบกมืออย่างห้าวหาญ นำพากลุ่มเด็กน้อยเดินขบวนกลับบ้านอย่างครึกครื้น
เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็เห็นเซียวเย่หยางกำลังตอกนั่นตอกนี่อยู่ในลานบ้าน บริเวณหน้าประตูถูกกั้นด้วยรั้วไม้ไผ่แล้ว เค้าโครงของลานบ้านเริ่มปรากฏให้เห็น เหยียนลั่วหลีพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ไม่เลวเลย ในที่สุดก็ไม่แอบอู้
“กลับมาแล้วรึ” เซียวเย่หยางเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคน เขาได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวมาแต่ไกลแล้ว
“อืม”
เหยียนลั่วหลีอารมณ์ดีจึงมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่เซียวเย่หยางมองแวบหนึ่งก็รีบดึงสายตากลับมา ภายในใจรู้สึกวูบโหวงแปลก ๆ ความรู้สึกเช่นนี้ช่างประหลาดนัก
นางปลดเนื้อหมูป่าชิ้นใหญ่ที่แขวนอยู่ใต้ชายคาลงมาลองโยนกะน้ำหนักดู “มา วันนี้จะทำให้พวกเจ้ากินจนหนำใจไปเลย”
“โอ้ มีเนื้อให้กินแล้ว”
“เมื่อคืนข้าเพิ่งได้กินเนื้อหมูป่า หอมกรุ่นเลยเชียวละ”
“นี่ข้าเพิ่งจะได้กินเนื้อเป็นครั้งแรกเลยนะ”
“บ้านข้าก็เหมือนกัน เสบียงอาหารหมดเกลี้ยงแล้ว”
พวกหัวผักกาดน้อยพูดคุยกันไปพลาง ก็แยกย้ายกันออกค้นหาไปพลาง เพียงไม่นานฟืนแห้ง และท่อนไม้กองโตก็ถูกลากเข้ามาในลานบ้าน ก้อนหินน้อยใหญ่ใต้เพิงบังแดดถูกนำมาก่อเป็นเตาไฟอย่างรวดเร็ว
เปลวไฟสีแดงฉานลุกโชนขึ้น เมื่อมีเพิงคอยบังแดดให้จึงไม่ค่อยรู้สึกถึงความร้อนอบอ้าวนัก
กระทั่งเซียวเย่หยางก็ยังอดทอดถอนใจไม่ได้ เด็กที่เกิดในครอบครัวยากจนย่อมเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าปกติจริง ๆ ท่าทางคล่องแคล่วว่องไวเช่นนี้ มองดูก็รู้ว่ามักจะทำงานเหล่านี้อยู่เป็นประจำ
กลุ่มเด็กน้อยนั่งล้อมวงรอบกองไฟ ต่างน้ำลายสอ จ้องมองเนื้อหมูป่าย่างตาไม่กะพริบ เนื้อติดมันที่ถูกย่างจนส่งเสียงซู่ซ่า และกลิ่นหอมฉุยมีน้ำมันหยดติ๋ง ๆ ลงมา พร้อมกับที่น้ำลายคนรอหยดแหมะลงสู่พื้นดิน
เหยียนลั่วหลีชะโงกหน้าออกมาจากในห้อง เห็นแล้วก็หัวเราะพลางส่ายหน้า ช่างไร้เดียงสาบริสุทธิ์เสียจริง คนในหมู่บ้านแห่งนี้ปกป้องคุ้มครองพวกเขาได้ดีเกินไปแล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นในเมือง แววตาของนางก็มืดหม่นลง ดูท่าแผนการคงต้องถูกหยิบยกขึ้นมาดำเนินการให้เร็วขึ้นเสียแล้ว แม้หมู่บ้านแห่งนี้จะอยู่ห่างไกลความเจริญ ทว่าหากถึงเวลานั้นเข้าจริง ๆ เกรงว่าคงไม่อาจหลีกหนีผลกระทบได้
เจ้าคิดว่าการที่นางนำเนื้อมาเลี้ยงเด็กพวกนี้นั้นเพื่อสิ่งใดกันเล่า ประการแรก นางรู้สึกเอ็นดูหัวผักกาดน้อยเหล่านี้จากใจจริง ประการที่สอง ต่อให้ชาวบ้านจะมีความระแวดระวังตัวสูงปานใด ทว่าจะมีผู้ใดต้านทานคนที่ทำดีต่อลูกหลานของตนเองได้เล่า
สิ่งที่ผู้ใหญ่ยอมทุ่มเททำลงไปก็เพียงเพื่อให้ลูกหลานได้กินอิ่มนอนหลับ เมื่อรับของของผู้อื่นมาแล้วก็ย่อมต้องเกรงใจ เมื่อกินของของผู้อื่นมาแล้วย่อมไม่อาจพูดจาร้ายกาจใส่ได้ ถึงเวลานั้น หากนางต้องการดำเนินแผนการอันใดก็ย่อมสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น
ในเมื่อตัดสินใจลงหลักปักฐานในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว ความปลอดภัยย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ช่วงหลายปีนี้นางไม่คิดที่จะรอนแรมเดินทางอีกแล้ว เมื่อหาสถานที่ที่สามารถอยู่อาศัย และทำมาหากินได้อย่างสงบสุขพบแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงต่อไปก็คือปากท้อง และความปลอดภัย ซึ่งเรื่องความปลอดภัยยังคงต้องได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้น แต่จะเริ่มจากจุดใดดีเล่า
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงของเหยียนหยาจื่อก็ดังขึ้นจากนอกประตู
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ เนื้อย่างสุกแล้วขอรับ”
“พี่ใหญ่เหยียน”
“พี่ชาย”
เมื่อเห็นนางเดินออกมา พวกหัวผักกาดน้อยต่างก็จ้องมองตาละห้อยโดยไม่กล้าขยับเขยื้อน เนื้อหมูป่าที่ย่างบนกองไฟจนเป็นสีเหลืองทองอร่ามช่างยั่วน้ำลายยิ่งนัก ทุกคนต่างกลืนน้ำลายเอื๊อก ๆ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ
เหยียนลั่วหลีนำใบไม้ใบใหญ่ใบหนึ่งมารองเนื้อหมูป่า เนื้อหมูป่าน้ำหนักกว่าห้าชั่งถูกหั่นแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สิ้นคำสั่งลงมือ บรรยากาศก็ประหนึ่งพายุโหมกระหน่ำ เด็ก ๆ ต่างแย่งชิงกันชุลมุนวุ่นวาย ปากเคี้ยวตุ้ย ๆ มือหยิบฉวย สายตาก็จ้องมองของชิ้นต่อไปไม่ยอมหยุดพัก
เหยียนลั่วหลีเอามือไพล่หลังมองดูภาพนั้นพร้อมกับอมยิ้มโดยไม่ปริปากพูดสิ่งใด
เซียวเย่หยางค่อย ๆ ขยับเท้าลอบถอยหลังไปอย่างเงียบเชียบ ทุกครั้งที่คนผู้นี้เผยรอยยิ้มเช่นนี้ออกมา ย่อมไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นสักครา
