ตอนที่ 26 สยบอันธพาล
“นี่ นี่ นี่มัน”
หวังหมาจื่อมองเลือดแดงสดที่สาดกระเซ็นอยู่เบื้องหน้า เหยียนลั่วหลีกระแทกศอกเข้าที่หน้าท้องของเฉินเซี่ยนอย่างจังราวกับภาพเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า หากตั้งใจฟังให้ดี ยังสามารถได้ยินเสียงกระดูกซี่โครงหักลั่นดังเป๊าะ
ในอากาศคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
หวังหมาจื่อใช้สองมือยันกำแพงพลางทรุดตัวไถลลงไปกองกับพื้นอย่างช้า ๆ เขาอ้าปากค้างจนลืมแม้กระทั่งกลืนน้ำลาย จ้องมองร่างเล็ก ๆ ตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวจนพูดไม่ออก
เขารู้ดีว่าผู้มาใหม่ทั้งสามคนนี้มีลับลมคมในอยู่บ้าง ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่าคนผู้นี้จะร้ายกาจถึงเพียงนี้ ตัวยังสูงไม่เท่าเขาด้วยซ้ำ เหตุใดจึงสามารถซ้อมชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่บึกบึนทั้งสี่คนจนสลบเหมือดไปได้เล่า
ฟันของหวังหมาจื่อกระทบกันดังกึก ๆ อย่างควบคุมไม่ได้ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าหากคนผู้นี้ล่วงรู้เรื่องที่เขาหลอกกินค่านายหน้า เขาจะถูกซ้อมจนมีสภาพเหมือนสุนัขข้างถนนหรือไม่
เหยียนลั่วหลีแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น นางตบแขนตัวเองเบา|ๆ พละกำลังนี้ยังต้องได้รับการปรับปรุงอีก จากประสบการณ์ในชาติก่อน น้ำหนักของหมัดนี้พุ่งสูงถึงกว่าสองร้อยชั่งแล้ว ส่วนพละกำลังของท่อนขาแม้อ่อนลงมาหน่อย ทว่าก็ยังหนักถึงร้อยห้าสิบชั่ง เพียงเท่านี้ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว
โชคดีที่ร่างกายนี้มีความพิเศษแตกต่างออกไป หากเป็นคนทั่วไป กว่าจะฝึกฝนมาถึงขั้นนี้ได้ คงต้องพึ่งพาทั้งพรสวรรค์ และการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงทั้งวันทั้งคืน หากไม่ใช้เวลาหลายปีก็คงไม่เห็นผลหรอก
“ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกว่าถ้าไม่ตีจนตายก็ไม่มีเรื่องอันใดหรอกหรือ”
เหยียนลั่วหลีเลิกคิ้ว ขยิบตาให้หวังหมาจื่อด้วยท่าทีกวน ๆ นางอุตส่าห์ออมมือให้แล้วนะ
“มะ ไม่มีปัญหา” จะมีปัญหาอันใดได้เล่า ไม่มีสิ่งใดเป็นปัญหาทั้งนั้น
“เอ่อ คือ น้องชาย ข้าขอสารภาพเรื่องหนึ่งกับเจ้าได้หรือไม่” หวังหมาจื่อตัวสั่นเทาคิดจะสารภาพความจริง สารภาพเพื่อลดโทษ ต่อต้านเพื่อเพิ่มโทษมิใช่หรือ ร่างกายบอบบางของเขาคงทนรับการทรมานไม่ไหวหรอก
เหยียนลั่วหลียกมือขึ้นห้าม “ลูกไม้ตื้น ๆ ของเจ้า คิดว่าจะตบตาข้าได้งั้นรึ ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก”
เงินแค่นี้นางไม่ได้ขัดสนเสียหน่อย หวังหมาจื่อพินิจดูแล้วเห็นว่านางไม่ได้พูดปด จึงค่อยสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาลุกขึ้นตบไหล่เหยียนลั่วหลี สรรพนามเปลี่ยนจากไอ้หนูเป็นน้องชายในทันที
“น้องชายที่ดี วันข้างหน้าหากมีเรื่องอันใดก็จงเอ่ยนามหวังหมาจื่อผู้นี้ได้เลย ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าก็จะต้องตอบแทนบุญคุณเจ้าให้จงได้”
เหยียนลั่วหลีพยักหน้ารับ ดูจากสถานการณ์ในวันนี้ วันข้างหน้าคงมีโอกาสได้ใช้งานเขาอีกมาก
นางเดินเข้าไปค้นตัวคนทั้งสี่ “โอ้ มีไม่น้อยเลยนี่”
นางโยนถุงเงินทั้งสี่ใบในมือขึ้นลงพลางยิ้มกว้างจนตาหยี วันนี้ได้ทุนคืนแล้ว นางหันกลับไปมองหวังหมาจื่อที่กำลังบ่นพึมพำ ใช้เท้าเขี่ยคนที่อยู่แทบเท้า
“แล้วสี่คนนี้จะจัดการเช่นไรดี”
“โอ๊ะ เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่สักครู่ได้หรือไม่ ข้าต้องรีบกลับไปส่งข่าวเสียหน่อย”
หวังหมาจื่อสะดุ้งเฮือกราวกับนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ ภายในเมืองคงจะเกิดความวุ่นวายขึ้นเป็นแน่ พรรคหมานเป่ยเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ เหตุใดพวกเขากลับไม่รู้เรื่องเลยเล่า
“ไปเถิด”
นางพยักหน้ารับพลางมองตามแผ่นหลังที่เดินห่างออกไป
เหยียนลั่วหลีกระชากเข็มขัดของคนเหล่านั้นออกมา จับทั้งสี่คนมัดมือมัดเท้ารวมกันจนกลายเป็นก้อนกลม ๆ เงื่อนที่ใช้มัดนี้ใช่ว่าผู้ใดก็สามารถดิ้นหลุดได้ ในชาติก่อน วิธีการนี้มีไว้เพื่อจัดการกับคนร้ายที่โหดเหี้ยมอำมหิตโดยเฉพาะ มีเพียงพละกำลังอย่างเดียวไม่ได้ช่วยอันใด ทักษะเช่นนี้ใช่ว่าผู้ใดก็สามารถเรียนรู้ได้
นางทิ้งตัวลงนั่ง คุ้ยหาแผ่นแป้งแห้งกรังในห่อสัมภาระออกมาแทะกิน ร่างกายนี้ยังต้องได้รับการบำรุงอีกมาก แค่ขยับตัวนิดหน่อยก็หิวเสียแล้ว พอลองกระโดดดู ช่วงนี้นางเหมือนจะสูงขึ้นกระมัง เมื่อดูจากความสูงของบิดาสารเลวนั่นก็ไม่ถือว่าเตี้ย ร่างกายนี้ยังสามารถพัฒนาได้อีกมากทีเดียว
ผ่านไปเพียงชั่วจิบชา ภายในตรอกก็มีเสียงฝีเท้าสับสนดังขึ้น ใบหูของเหยียนลั่วหลีขยับไหวเล็กน้อยก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม
“ทางนี้ ๆ”
หวังหมาจื่อนำชายฉกรรจ์สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งสี่ห้าคนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ในมือของทุกคนล้วนถือไม้เท้า นางชักจะได้กลิ่นอายของพรรคกระยาจกขึ้นมาบ้างแล้ว
คนเหล่านั้นมองดูทั้งสี่คนที่หมดสภาพถูกมัดกองรวมกันด้วยความหวาดหวั่น ไม่กล้าก้าวเข้าไปใกล้ พวกเขาจ้องมองเด็กหนุ่มแปลกหน้าที่กำลังนั่งแทะแผ่นแป้งอย่างสบายอารมณ์บนพื้นด้วยความระแวดระวัง
สภาพเละเทะบนพื้น และคราบเลือดที่ยังไม่แห้งบนกำแพง ล้วนเป็นประจักษ์พยานว่าสถานที่แห่งนี้เพิ่งผ่านพ้นการต่อสู้อันดุเดือดมา
หวังหมาจื่อมองดูคนทั้งหลายที่กำลังระแวดระวัง และเหยียนลั่วหลีที่นั่งเงียบไม่ปริปาก เขาจำต้องฝืนใจก้าวออกไป
“ท่านทูตซ้าย เขาคือพวกเดียวกัน เฮ้! น้องชาย นี่เจ้าเป็นคนมัดงั้นรึ” หวังหมาจื่อเตะก้อนเนื้อทั้งหลายที่สลบไสลไม่ได้สติ วิธีมัดเช่นนี้ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย
เหยียนลั่วหลีกลืนแผ่นแป้งลงคอแล้วพยักหน้า นอกจากนางแล้วยังจะเป็นผีที่ใดได้อีกล่ะ
“ท่านทูตซ้าย ท่านดูสิ นี่คือไอ้เด็กเฉินเซี่ยน”
หวังหมาจื่อกระชากหัวเฉินเซี่ยนขึ้นมา ใบหน้าที่บวมปูดจนดูไม่ได้นั้น จะยังมองออกถึงเค้าโครงเดิมได้อย่างไร
ชายที่ถูกเรียกว่าทูตซ้ายมีเรือนผมยุ่งเหยิงรุงรังปิดบังดวงตาจนไม่อาจมองเห็นสีหน้า สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเฉกเช่นขอทาน สวมรองเท้าฟางขาดวิ่น
ทูตซ้ายจ้องมองเหยียนลั่วหลีอย่างเปิดเผยก่อนจะละสายตาไป น้ำเสียงแหบพร่าทุ้มต่ำราวกับเครื่องสูบลมที่พังทลายขาดการซ่อมแซมมาเนิ่นนานดังกึกกัก
“ขอบใจน้องชายที่ช่วยปกป้องคนของพรรคกระยาจก วันข้างหน้าหากมีสิ่งใดให้ข้าช่วยเหลือ ก็ให้หวังหมาจื่อมาบอกข้าได้เลย”
“ย่อมได้”
เหยียนลั่วหลีกวาดสายตามองทูตซ้ายด้วยความสนใจแวบหนึ่งแล้วก็ละสายตาไป ยุคสมัยนี้กระทั่งขอทานยังมีรูปร่างหน้าตาไม่เลวเลยเชียวรึ ภายใต้เสื้อผ้าที่ซอมซ่อนั้นคือกล้ามเนื้อที่เป็นมัด ๆ มองดูก็รู้ว่าผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน
ขอทานพวกนี้ นอกจากการแย่งชิงอาณาเขตแล้ว ยังมีเรื่องอันใดที่ต้องใช้กำลังอีกรึ น่าสนใจทีเดียว
ดูท่าคงต้องเตรียมรับมือให้มากเสียแล้ว หลิ่งเป่ยแห่งนี้ ดูเหมือนจะไม่ปลอดภัยเสียแล้วสิ
ภายนอกเมือง เหยียนลั่วหลีโบกมืออำลาหวังหมาจื่อที่มาส่ง บนบ่าและในมือล้วนเต็มไปด้วยข้าวของ เมื่อนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เพื่อเป็นการตอบแทนคนเหล่านั้นถึงกับมอบเสบียงอาหารให้นางเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง ผู้ใดจะรังเกียจที่มีเสบียงอาหารมากเกินไปเล่า นางรับไว้ทั้งหมดโดยไม่ขัดข้อง
วันข้างหน้าหากมีผู้ใดบอกว่าพรรคกระยาจกยากจน นางจะเป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วย คนที่สามารถอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่โตในเมืองได้ จะเป็นเพียงคนธรรมดาได้อย่างไร ไม่ว่าในเมืองจะวุ่นวายเพียงใด ก็ควรรีบเข้าป่าไปหาสถานที่หลบภัยแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่า
เมื่อครู่หวังหมาจื่อเพิ่งจะแพร่งพรายข่าวสารบางอย่างออกมา ดูท่าปีนี้คงจะไม่สงบสุขเสียแล้ว
ในหลิ่งเป่ยมีเพียงสองพรรคใหญ่ คือพรรคกระยาจกและพรรคหมานเป่ย ต่างฝ่ายต่างครอบครองอาณาเขตของตน น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง ต่างคนต่างไม่ยุ่งเกี่ยวกัน หัวหน้าของทั้งสองฝ่ายก็มักจะพบปะกันอยู่เสมอ ช่างอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองยิ่งกว่าที่นางเคยรับรู้มาเสียอีก หรือว่าพรรคพวกในยุคโบราณจะคอยปกปิดช่วยเหลือซึ่งกันและกัน น่าสนใจนัก
หัวหน้าพรรคหมานเป่ยเกิดเรื่องขึ้น ทว่าพรรคกระยาจกกลับไม่ได้รับข่าวคราวใด ๆ เลย นี่แสดงว่าหัวหน้าคนใหม่คิดจะประกาศศึกแล้วสินะ เมื่อดูจากการกระทำของเฉินเซี่ยนในวันนี้ ก็รู้แล้วว่าหัวหน้าคนใหม่ของพรรคหมานเป่ยไม่ได้เรื่องได้ราวอันใด หากเกิดความวุ่นวายขึ้น ชาวบ้านในเมืองต่างหากที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด
ตัวนางได้ช่วยระงับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นลมไว้แล้ว ส่วนเรื่องราวจะลุกลามไปในทิศทางใดอีก ก็คงต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเขาแล้ว
“หือ มีคนไม่กลัวตายจริง ๆ ด้วยรึ”
ขณะที่เดินมาถึงทางโค้งใกล้จะถึงหมู่บ้าน จู่ ๆ ใบหูของเหยียนลั่วหลีก็ขยับไหว นางพุ่งตัวเข้าไปในพงหญ้าแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
สองคนที่ลอบสะกดรอยตามมาแต่ไกลมองดูกอหญ้าที่สั่นไหวแล้วสบตากัน ชักมีดสั้นออกมาแล้วค่อย ๆ ย่องเข้าไปในดงหญ้าที่สูงท่วมหัว
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ
“อึก”
เสียงร้องอู้อี้ดังขึ้นหลายครั้ง กอหญ้าที่สั่นไหวก็กลับมาเงียบสงบ ร่างเล็ก ๆ ที่สะพายห่อสัมภาระพะรุงพะรังเดินนวยนาดออกมาอย่างองอาจ เบื้องหลังมีเพียงเสียงลมพัดต้นหญ้าดังสวบสาบ
