ตอนที่ 25 ถูกดักปล้น
“เจ้ารีบเดินตามข้ามาให้ทัน”
เมื่อเข้าเมืองมาแล้ว หวังหมาจื่อก็นำทางมุดเข้าในตรอกซอกซอย เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอย่างคล่องแคล่ว หากไม่มีคนนำทาง คนต่างถิ่นให้เดินเป็นครึ่งค่อนวันก็คงหาทางออกไม่เจอ
จนกระทั่งมองไม่เห็นเงาคนที่คอยด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ด้านหลังแล้ว หวังหมาจื่อถึงได้ชะลอฝีเท้าลง หันมาโอ้อวดกับเหยียนลั่วหลีด้วยสีหน้าได้ใจ
“เป็นเช่นไร เมืองหลิ่งเป่ยแห่งนี้ไม่เลวเลยใช่หรือไม่”
“ไม่เลวเลยจริง ๆ กลิ่นอายต่างแดนก็ยังมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย” เหยียนลั่วหลีเดินเอามือไพล่หลังมองหวังหมาจื่อที่เดินนำทาง นางจดจำเส้นทางเหล่านี้ไว้จนปรุโปร่งแล้ว “ทว่าเหตุใดเจ้าจึงพาข้ามาที่นี่เล่า”
มองซ้ายมองขวาก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เส้นทางที่จะมุ่งไปสู่ถนนใหญ่
“เรื่องนี้เจ้าคงไม่รู้ละสิ ที่ทำไปก็เพื่อหลบเลี่ยงพวกที่คอยดักปล้นกลางทางเช่นไรเล่า”
“กลางวันแสก ๆ ยังมีคนกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้อีกหรือ”
เหยียนลั่วหลีประหลาดใจ ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นถึงในตัวเมือง การรักษาความสงบหละหลวมถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“นั่นมันก็แค่พวกอันธพาลรีดไถเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางการเขาไม่มาใส่ใจเรื่องพรรค์นี้หรอก พวกที่หากินอยู่บนเส้นทางสายนี้ ผู้ใดบ้างเล่าที่ไม่มีเส้นสาย ขอเพียงไม่มีเหตุถึงแก่ชีวิต ทางการก็มักจะหลับตาข้างหนึ่งทั้งนั้นแหละ”
หวังหมาจื่อถกแขนเสื้อขึ้นแล้วพัดวีคลายร้อน สายอาชีพของพวกเขาก็ใช่ว่าจะทำกันได้ง่าย ๆ นะ
หากไม่มีคนตายก็จะไม่รับแจ้งความกระนั้นหรือ นี่นับเป็นข่าวดีไม่เบาเลย เหยียนลั่วหลีนวดคลึงข้อศอกที่แข็งเกร็ง หากมีคนตาบอดคนใดเข้ามารนหาที่ นำของมาประเคนให้ นางก็ไม่ขัดข้องที่จะรับไว้
หวังหมาจื่อหารู้ไม่ว่าเหยียนลั่วหลีกำลังคิดสิ่งใดอยู่ จึงยังพ่นน้ำลายเล่าสถานการณ์ในเมืองให้ฟังจนหมดเปลือก
“ข้าจะพาเจ้าไปย่านการค้าที่ชาวบ้านทั่วไปมักจะไปจับจ่ายซื้อของดีหรือไม่ ของที่นั่นทั้งดี และราคาถูก เรื่องนี้มีแต่พวกคนท้องถิ่นอย่างพวกข้าเท่านั้นแหละที่รู้”
“เอาสิ” พวกนางอาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็ไม่ได้ใช้ของหรูหราอันใดอยู่แล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องการเพียงของที่ใช้งานได้จริงเท่านั้น
เดินมาได้เพียงไม่นาน ตลาดที่คึกคักจอแจก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มีทั้งร้านขายข้าว ขายน้ำมัน กระทั่งขายคนก็ยังมี เสียงพูดคุยด้วยสำเนียงท้องถิ่นที่หลากหลายดังเซ็งแซ่สลับกันไปมา
“ที่นี่ยังมีคนแคว้นเว่ยอยู่อีกหรือ”
เหยียนลั่วหลีเดินทอดน่องชมตลาด ได้ยินพ่อค้าแม่ค้าร้องตะโกนขายของ และเสียงต่อรองราคาของชาวบ้าน หากมองข้ามใบหน้าที่เหลืองซีดผอมโซของผู้คนไปเสีย ภาพตรงหน้าก็ไม่ต่างจากยุคบ้านเมืองสงบสุขเลยสักนิด
“ที่นี่มีการไปมาหาสู่กับแคว้นเว่ยนี่นา หญิงสาวที่แต่งงานเข้ามาบางคนก็เป็นคนแคว้นเว่ย ดังนั้นเจ้าต้องเดินตามข้าให้ทันล่ะ”
หวังหมาจื่อเดินนำลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็มาถึงหน้าร้านขายของชำแห่งหนึ่ง
“นี่แหละ ร้านนี้ราคาเป็นธรรม ข้าวของก็ไม่เลว” หวังหมาจื่อบุ้ยปากเป็นเชิงบอกให้เข้าไป
เหยียนลั่วหลีก้าวเท้าเข้าไปในร้านโดยไม่ได้มีท่าทีระแวดระวังอันใด คิดว่านางไม่เห็นการลอบส่งสายตาระหว่างหวังหมาจื่อกับหลงจู๊ของร้านหรืออย่างไร ก็แค่การกินค่านายหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ รบกวนผู้อื่นทั้งที จะไม่ยอมเสียเลือดเสียเนื้อบ้างเลยรึ ขอเพียงไม่ทำเกินไปนักนางก็รับได้
ในเมื่อนางได้กินเนื้อ ก็ต้องแบ่งน้ำแกงให้ผู้อื่นซดบ้างมิใช่หรือ นี่แหละคือวิธีการในการซื้อใจคน
ผ่านไปเพียงสองเค่อ ทั้งสองก็เดินหิ้วของห่อเล็กใหญ่พะรุงพะรังออกมา นางพึงพอใจ ส่วนหวังหมาจื่อก็ยิ้มกว้างจนหุบปากไม่ลง วันนี้เขาทำกำไรได้งามทีเดียว
การสามารถซื้อของได้ครบครันในร้านเดียวช่างสะดวกสบายเสียนี่กระไร ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้น ผู้อื่นอยากได้ก็ปล่อยให้ได้ไปเถิด ถึงอย่างไรก็ยังมีคนมาช่วยจ่ายชดเชยให้มิใช่หรือ
กลุ่มคนที่ลอบตามมาด้านหลังนั่น ไม่ใช่ว่ากำลังนำเงินมาประเคนให้หรอกหรือ
เหยียนลั่วหลีนิ่งเงียบ มองหวังหมาจื่อที่กำลังเคลิบเคลิ้มอยู่ในความฝันอันแสนหวานโดยไม่คิดจะเอ่ยเตือน เรื่องการปล้นชิงดักปล้นนี่ นางถนัดที่สุดเลยละ
“นี่ ข้าจะบอกให้นะ คราวหน้าหากต้องการสิ่งใดก็มาหาข้า หวังหมาจื่อ ได้เลย รับรองว่าเจ้าจะต้องพึงพอใจ” หวังหมาจื่อหิ้วของพะรุงพะรังโดยไม่บ่นเหนื่อยสักคำ คำพูดคำจาล้วนแฝงเจตนาผูกมิตรกับเหยียนลั่วหลี
“ข้าเข้าใจแล้ว” ไม่หาเขาแล้วจะไปหาผู้ใดเล่า
ขณะที่เดินลึกเข้าไปในตรอกได้เพียงไม่กี่สิบจั้ง จู่ ๆ ก็มีชายฉกรรจ์สองคนเดินออกมาขวางไว้ พวกเขาล้วนสวมเสื้อผ้าหยาบ ๆ รั้งชายเสื้อเหน็บไว้ที่เอว สวมรองเท้าฟางหยาบ ๆ บนมือพันด้วยผ้าพันแผลหลายทบ
“นี่เฉินเซี่ยนมิใช่หรือ เหตุใดกัน นี่คิดจะมาปล้นชิงหวังหมาจื่อผู้นี้งั้นรึ”
หวังหมาจื่อก้าวถอยหลังพลางเอ่ยทักทาย หากมองข้ามร่างกายที่เกร็งเขม็งขึ้นมาในพริบตาของเขาไปก็คงจะดี
“หวังหมาจื่ออย่างเจ้ายังมีอันใดให้ปล้นอีกรึ รีบวางของลงเดี๋ยวนี้” เฉินเซี่ยนนวดหมัดเป่าผมปรกหน้า ทำท่าทางกร่างเยี่ยงอันธพาล
หวังหมาจื่อฝืนแข็งใจสู้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขานำทางผู้คน แล้วเหตุใดจู่ ๆ ถึงได้มาปล้นกันซึ่ง ๆ หน้าเช่นนี้เล่า หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของหวังหมาจื่อผู้นี้จะเอาไปไว้ที่ใด
“ไม่รู้ว่าลูกพี่เฉิงจะยินดีกับการกระทำของพวกเจ้าหรือไม่นะ พรรคกระยาจกของพวกเราก็ใช่ว่าจะตอแยได้ง่าย ๆ นะ” หวังหมาจื่อหรี่ตาลง หยิบยกชื่อของลูกพี่เฉิงขึ้นมาข่มขู่ นี่คิดจะประกาศศึกกับพรรคกระยาจกของพวกเขาหรืออย่างไร
พรรคกระยาจกรึ นี่คงจะคล้ายกับพรรคขอทานกระมัง เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะมีอิทธิพลกว้างขวางเพียงใด ถึงตอนนี้เหยียนลั่วหลีก็ลูบปลายคางรอดูละครฉากสนุกแล้ว
“ลูกพี่เฉิงงั้นรึ ฮ่า ๆ ๆ หลายชั่วยามก่อนน่ะไม่มีลูกพี่เฉิงอันใดแล้ว เวลานี้ลูกพี่เฉินเจี๋ยต่างหากที่เป็นใหญ่”
เฉินเซี่ยนหัวเราะลั่น เวลานี้มันคือยุคของสกุลเฉินของพวกเขาแล้ว
หวังหมาจื่อเบิกตากว้างตะโกนลั่น “พวกเจ้าถึงกับทรยศนายทิ้งหัวหน้าเชียวรึ”
คนหลิ่งเป่ยอย่างพวกเขาเลิกยึดถือคุณธรรมกันตั้งแต่เมื่อใด
“เลิกพูดพล่ามได้แล้ว วางของลงเสีย แล้วจะไว้ชีวิต”
“ข้าจะถ่วงเวลาพวกเขาไว้ เจ้าจงหนีไปเสีย” หวังหมาจื่อมีสีหน้าเคร่งเครียด กระซิบสั่งเหยียนลั่วหลีให้ถอยไป
“หนีรึ คิดว่าจะหนีพ้นหรืออย่างไร”
เฉินเซี่ยนปรบมือฉาด ทันใดนั้นก็มีคนเดินออกมาจากตรอกด้านหลังคนทั้งสองอีกสองคน เมื่อถูกปิดล้อมทั้งหน้าหลังเช่นนี้ ดูท่าหวังหมาจื่อคงจะถูกหมายหัวไว้แล้ว
“เฉินเซี่ยน เจ้าอย่ารังแกกันเกินไปนักนะ” หวังหมาจื่อเปลี่ยนจากท่าทีล้อเล่นเป็นจริงจัง เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงดุดัน
“รังแกกันเกินไปงั้นรึ ข้าอยากจะกวาดล้างพรรคกระยาจกของพวกเจ้ามาตั้งนานแล้ว วันนี้ก็แค่เรียกน้ำย่อยเท่านั้น”
เฉินเซี่ยนหมายตาพรรคกระยาจกมานานแล้ว เวลานี้เฉิงรุ่ยหลินล่มสลายไปแล้ว จะไม่สมดั่งใจได้อย่างไร เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าพุ่งเป้ามาที่พรรคกระยาจกของเขา จะยอมปล่อยไปง่าย ๆ ได้อย่างไร
หวังหมาจื่อกัดฟันยอมถอย “พวกเจ้าต้องการตัวข้าไม่ใช่หรือ เช่นนั้นก็ปล่อยไอ้หนุ่มนี่ไปซะ แล้วข้าจะยอมตามพวกเจ้าไปแต่โดยดี ว่าอย่างไร อย่ามาผิดกฎเกณฑ์กันนะ”
“กฎเกณฑ์ ฮ่า ๆ ๆ ไอ้เด็กนี่มาพูดเรื่องกฎเกณฑ์กับข้างั้นรึ ตอนที่ตั้งใจมาหาเจ้า พวกข้าก็ไม่คิดจะทำตามกฎเกณฑ์อันใดอยู่แล้ว”
เฉินเซี่ยนกุมท้องหัวเราะจนตัวงอ กระโดดโลดเต้นไปมาด้วยท่าทีโอหัง ท่าทางอันธพาลข้างถนนถูกแสดงออกมาได้อย่างสมจริง เขาชี้มาที่คนทั้งสองพลางพูดกลั้วหัวเราะ
“ไอ้หนุ่มนี่จะไปก็ได้ แต่เจ้ากับของทั้งหมดต้องทิ้งไว้ที่นี่”
ผ่านไปหลายอึดใจ หวังหมาจื่อก็วางของลงแล้วหันมามองเหยียนลั่วหลี “เจ้าไปเถิด”
ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดูท่าเมืองหลิ่งเป่ยแห่งนี้คงจะเกิดความวุ่นวายขึ้นเสียแล้ว
เหยียนลั่วหลีวางห่อสัมภาระในมือลงแล้วบิดข้อมือไปมา “หนีงั้นรึ กล้ามาคิดหมายตาของของข้า แล้วคิดจะให้เรื่องจบลงง่าย ๆ เช่นนี้หรือ”
ของของนาง เอาไปได้ง่าย ๆ เสียเมื่อใด
“หา ฮ่า ๆ ๆ พวกเจ้าดูไอ้หนุ่มนี่สิ ลูกวัวเพิ่งเกิดไม่กลัวเสือจริง ๆ ด้วย ดูสิว่าหวังหมาจื่อไปหาตัวตลกพรรค์นี้มาจากที่ใด ฮ่า ๆ ๆ”
ทั้งสี่คนหัวเราะน้ำหูน้ำตาไหลจนต้องพิงกำแพง ไอ้เด็กนี่คิดว่ากำลังเล่นขายของอยู่หรืออย่างไร
หวังหมาจื่อตกใจสุดขีด รีบคว้าข้อมือเหยียนลั่วหลีหมายจะผลักนางออกไป “เจ้า”
เหยียนลั่วหลีสะบัดหลุดจากการจับกุมอย่างนุ่มนวล ร่างกายพลิ้วไหวราวกับภาพลวงตา พุ่งทะยานขึ้นเหยียบกำแพงแล้วตวัดขากวาดเตะออกไป ดูเผิน ๆ เหมือนจะเบา ทว่ากลับฟาดเข้าใส่คนทั้งสองอย่างจัง
“อ๊าก”
เสียงหัวเราะหยุดลงทันที ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวน ร่างสองร่างปลิวไปกระแทกพื้น ไถลไปไกลหลายจั้งกว่าจะหยุดนิ่ง
นางกระชากตัวหวังหมาจื่อหลบไปด้านหลังอย่างแผ่วเบา เมื่อยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว หมัดหนึ่งและเท้าหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่สองคนที่ลอบโจมตีจากด้านหลังจนร่างกระเด็นอัดกำแพง
“ปึก ๆ ๆ”
เสียงเนื้อกระทบกันดังสนั่น สองคนนั้นหน้าตาบวมปูดล้มพับลงกับพื้น แขนขาบิดเบี้ยวผิดรูป ถูกชกจนกระดูกหักสะบั้นไปทั้งตัว
“อ๊าก”
เฉินเซี่ยนกุมปากที่เลือดพุ่งกระฉูด อ้อมมาด้านหลังหวังจะล็อกตัวเด็กน้อยผู้นี้ ทว่าเหยียนลั่วหลีกลับศอกกลับ กระแทกเข้าที่หน้าท้องของเขาอย่างจัง
“พรวด”
เฉินเซี่ยนแหงนหน้าขึ้น เลือดสด ๆ พุ่งกระฉูดออกมาเป็นสาย ดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายอ่อนยวบทรงตัวไม่อยู่ ล้มฟุบลงกับพื้น
“เอื๊อกกก”
หวังหมาจื่อลอบกลืนน้ำลาย ยืนอึ้งพูดไม่ออก
