ตอนที่ 24 เข้าเมือง
“โครม”
ไม้ที่ตัดเป็นท่อน ๆ เรียบร้อยแล้วถูกโยนลงพื้นอีกกอง เหยียนลั่วหลีถกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า มองดูกองไม้ที่เตรียมไว้สำหรับทำรั้วกองเต็มลานบ้านด้วยความพึงพอใจ
“พี่ใหญ่ ดื่มน้ำขอรับ”
เหยียนหยาจื่อตาไว รีบคว้ากระบอกน้ำข้างกายแล้ววิ่งเตาะแตะเข้ามาหา เหยียนลั่วหลีรู้สึกอบอุ่นในใจ คว้าร่างเด็กน้อยมาขยี้ผมอย่างมันเขี้ยว น้องชายตัวนุ่มนิ่มน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ ต้องรีบหยอกล้อให้หนำใจเสียแต่ตอนนี้ รอให้โตกว่านี้ก็จะหยอกเล่นไม่ได้แล้ว
น้ำเปล่าอึกใหญ่ไหลลงคอ ความร้อนรุ่มพลันมลายหายไปสิ้น นางเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าพลางยกมือขึ้นบังแดด
“ต้องทำเพิงบังแดดในลานบ้านสักหน่อยแล้ว”
เวลาปกติจะได้ใช้เป็นที่สำหรับกินข้าว และทำงานบ้าน จะได้ไม่ต้องทนตากแดดเปรี้ยง ๆ เช่นนี้
“พี่ใหญ่ ข้าช่วยทำเองขอรับ” เหยียนหยาจื่อกระโดดชูมืออาสา
“จะทำตรงที่ใดเล่า” เซียวเย่หยางเงยหน้าขึ้นมอง ท่อนไม้กองเต็มลานบ้านปานนี้ กว่าจะทำเสร็จต้องใช้เวลาเท่าใดกัน
“ตรงนี้ ๆ บริเวณหน้าห้องครัวนี่แหละ”
เหยียนลั่วหลีใช้มือและเท้ากะระยะวาดขอบเขตบริเวณหน้าห้องครัว กะขนาดพื้นที่ราว ๆ หนึ่งจั้งวางโต๊ะเก้าอี้ลงไป เพิ่มคนนั่งอีกสองสามคนก็กำลังดี ฤดูร้อนใช้หลบร้อน ฤดูหนาวก็ใช้บังหิมะได้ ตกแต่งให้ดูดีสักหน่อย ก็จะกลายเป็นลานบ้านไร่ที่น่าอยู่ทีเดียว
ทั้งสองคนฟังเหยียนลั่วหลีวาดฝันอย่างอลังการก็เริ่มเคลิบเคลิ้มตาม หากอยู่ในยุคที่บ้านเมืองสงบสุข ที่นี่คงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจชั้นยอดเป็นแน่
“เจ้าว่ามาเลยว่าจะให้ทำเช่นไร ข้าจะทำเอง”
เซียวเย่หยางถกแขนเสื้อเตรียมพร้อม ในเมื่อลงหลักปักฐานแล้ว ก็ต้องจัดแจงที่พักอาศัยให้ดีเสียหน่อย
เหยียนหยาจื่อเองก็มีสีหน้ากระตือรือร้นอยากจะลองทำดูบ้าง
เหยียนลั่วหลีคว้าจอบที่ขอยืมมา ถ่มน้ำลายใส่มือเพื่อให้จับด้ามจอบกระชับขึ้น “หลบไป”
นางตวัดจอบลงสับพื้นดินเบื้องหน้า เกิดเป็นหลุมลึกในพริบตา สับไปมาเพียงไม่กี่ครั้ง ก็ได้หลุมสี่หลุม นางหยิบท่อนไม้สี่ท่อนมาขยับให้เข้าที่แล้วฝังดินกลบทับ ด้วยเกรงว่าจะไม่มั่นคง จึงขนก้อนหินใหญ่มาวางทับโคนเสาไว้อีกชั้น
ด้านบนของเสาไม้ใช้เถาวัลย์ที่มีความเหนียวทนทานมัดโยงเข้าด้วยกัน เกิดเป็นโครงเพิงบังแดดรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่
นางให้เหยียนหยาจื่อเฝ้าบ้าน ส่วนพวกนางก็ขึ้นเขาไปหาใบไม้ขนาดใหญ่มามุงเป็นหลังคา ปูซ้อนทับกันทีละชั้น ๆ จนกระทั่งสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายที่แผ่ซ่านลงมาถึงด้านล่างจึงหยุดมือ
ทั้งสามคนมองดูเพิงบังแดดที่ใช้เวลาสร้างเพียงสองชั่วยามกว่า ๆ ด้วยความพึงพอใจ นี่สิถึงจะดูเป็นบ้านขึ้นมาหน่อย
“ยังขาดโต๊ะเก้าอี้อยู่นะ รอให้ข้าว่างสักสองสามวัน ข้าจะลงมือทำเองสักชุด”
นางเป็นคนประเภทคิดปุ๊บทำปั๊บ โชคดีที่มีพละกำลังมหาศาล หากเป็นคนทั่วไป กว่าจะสร้างเสร็จคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งวัน เซียวเย่หยางเดาะลิ้น
“ยังมีสิ่งใดที่เจ้าทำไม่ได้อีกบ้าง”
ลำพังคนผู้นี้คนเดียว ก็มีฝีมือเทียบเท่ากองทัพย่อม ๆ แล้วกระมัง นางได้ยินคำถามก็ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
“เรื่องที่เจ้าไม่รู้ยังมีอีกเยอะแยะ ไปทำกับข้าวได้แล้ว” พูดจบนางก็ลูบพุงร้องหิว
เซียวเย่หยางบ่นอุบอิบเดินผละไป นี่เขาต้องกลายมาเป็นพ่อครัวไปแล้วหรือ ผู้ใดจะคาดคิดว่าคุณชายที่มีคนคอยปรนนิบัติพัดวีตั้งแต่เกิด จะต้องมาตกระกำลำบากถึงเพียงนี้ เฮ้อ แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ค้นพบว่า ตนเองมีฝีมือทำอาหารไม่เลวเลย
เหยียนลั่วหลีซดข้าวต้มเปล่า ๆ แกล้มกับเนื้อหมูป่าชิ้นโต นางรู้สึกว่าฝีมือการทำอาหารของเซียวเย่หยางพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ อีกไม่นานนางก็คงไม่ต้องลงครัวเองแล้ว ช่างเป็นเด็กฉลาดรู้ความเสียนี่กระไร
“ช่วงบ่ายข้าจะเข้าเมืองไปหาซื้อของกินของใช้สักหน่อย วันข้างหน้าพวกเราคงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อบำรุงรักษาร่างกายกันยาว ๆ”
เหยียนลั่วหลีวางชามและตะเกียบลงพลางพูดสั่งการ
“ไม่พาพวกเราไปด้วยหรือ”
เซียวเย่หยางยันตัวลุกขึ้นก่อน พวกเขาสามคนตัวติดกันมาตลอด มีของอร่อยก็กินด้วยกัน มีเรื่องสนุกก็ทำด้วยกัน ยามนี้คิดจะทิ้งพวกเขางั้นรึ
เหยียนหยาจื่อเองก็มองตาละห้อย โปรดพาข้าไปด้วยเถิด
“หรือเจ้าจะไปเองเล่า” เหยียนลั่วหลีกลอกตาใส่ คิดว่านางกำลังจะหนีหรืออย่างไร เหยียนหยาจื่อยังถูกทิ้งไว้เป็นตัวประกันอยู่ที่นี่นะ
“พี่ใหญ่ ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่เฝ้าบ้านให้ท่านเอง”
เหยียนหยาจื่อส่ายตัวไปมา ทำตัวเป็นเด็กดีว่าง่าย ทำเอาเหยียนลั่วหลีรักใคร่เอ็นดูเป็นที่สุด
“เดี๋ยวพี่ใหญ่จะซื้อขนมกลับมาฝากนะ”
เซียวเย่หยางปรายตามองเจ้าเด็กที่ลู่ตามลมผู้นี้ ช่างรู้จักประจบประแจงเสียจริง
“ไม่ไปก็ไม่ไป ทว่าเจ้าต้องซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่กลับมาด้วยนะ” เขาขยับเสื้อผ้าบนตัว นี่เขาไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้ามาหลายเดือนแล้วนะ กลิ่นเหม็นเปรี้ยวจนแทบจะเอาไปหมักปุ๋ยได้อยู่แล้ว
เรื่องนี้ย่อมแน่นอนอยู่แล้ว เหยียนลั่วหลีพยักหน้ารับ
“รอให้ได้เสื้อผ้าใหม่กลับมา พวกเราค่อยเข้าป่าไปอาบน้ำให้สะอาดสะอ้านกัน”
เวลานี้คราบไคลบนตัวคงหนาจนขัดออกมาได้เป็นชั้น ๆ แล้วกระมัง ที่ต้องแต่งตัวซอมซ่อเช่นนี้ก็เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาระหว่างการเดินทาง ทว่ายามนี้มีที่พักพิงแล้ว ก็ย่อมต้องหันมาดูแลใส่ใจตัวเองบ้าง นางเองก็เป็นคนรักความสะอาดนะ จะบอกให้
เหยียนลั่วหลีจัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพ ก็โบกมือลาคนทั้งสองแล้วเดินตัวปลิวออกไป นางไม่กล้าขี่ม้าไป หากถูกพบเห็นเข้าคงถูกรุมทึ้งจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก ด้วยความว่องไว นางใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งชั่วยามก็มาถึง
หน้าประตูเมืองยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเช่นเคย เหยียนลั่วหลีตาไว สังเกตเห็นบริเวณนอกกำแพงเมืองมีเนินดินโผล่ขึ้นมาใหม่อีกสิบกว่าเนิน เมื่อเพ่งมองดูดี ๆ นั่นมันดินที่เพิ่งถูกกลบใหม่ ๆ ไม่ใช่หรือ
เพิงพักที่ผุพังเรียงรายอยู่รอบกำแพงเมือง ภายใต้แสงแดดอันร้อนระอุ มีเพียงไม่กี่คนที่โผล่หัวที่ผอมโซราวกับหัวกะโหลกออกมาสูดอากาศ ทว่าเมื่อทนความร้อนไม่ไหวก็ผลุบกลับเข้าไปใหม่ ท่าทางดูไร้ชีวิตชีวายิ่งนัก
หน้าประตูเมืองยังคงมีทหารสวมชุดเกราะยืนเฝ้ายามอย่างแน่นหนา เบื้องหน้ามีโอ่งน้ำขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายอยู่หลายใบ หวังหมาจื่อเคยเล่าว่า ทางการจะอนุญาตให้ผู้อพยพตักน้ำได้เพียงวันละครั้งเท่านั้น หากต้องการมากกว่านี้ก็ไม่มีให้แล้ว
ทุก ๆ ห้าวัน ทางการในเมืองจะออกมาแจกทาน แต่เป็นเพียงน้ำข้าวใสแจ๋ว นี่มันตั้งใจจะปล่อยให้ผู้อพยพเหล่านี้ค่อย ๆ อดตายไปอย่างช้า ๆ ชัด ๆ
ขณะที่กำลังจ้องมองอยู่นั้น จู่ ๆ เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาคว้าแขนนางแล้วลากออกไปด้านนอก เหยียนลั่วหลีเดินตามไปอย่างว่าง่าย
“เป็นอันใดไป สถานการณ์ตึงเครียดนักรึ”
เมื่อเห็นหวังหมาจื่อที่กำลังมีท่าทีลุกลน คอยชะเง้อมองซ้ายขวา เหยียนลั่วหลีก็อยากจะหยั่งเชิงดูเสียหน่อย
หวังหมาจื่อรอจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น จึงสะบัดแขนเสื้อแล้วทิ้งตัวลงนั่ง “เฮ้อ อย่าให้พูดเลย เมื่อคืนเพิ่งจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกแล้ว”
“ทะเลาะกันรึ” นางคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าวันเช่นนี้จะต้องมาถึง
“อย่าว่าแต่ทะเลาะเลย นั่นน่ะ เห็นเนินดินนั่นหรือไม่ มีคนตายด้วยนะ”
หวังหมาจื่อเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อคืนด้วยความหวาดกลัว การจลาจลนั่นทำเอาเขาแทบจะฉี่ราดกางเกง
ทว่าเหยียนลั่วหลีกลับขมวดคิ้ว วันนี้คงไม่ใช่ว่านางมาเสียเที่ยวหรอกนะ“แล้วเรายังเข้าเมืองได้หรือไม่”
หวังหมาจื่อโบกมือปฏิเสธ ปรายตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความภูมิใจ “เข้าได้ ๆ เป็นอย่างไรบ้าง หมู่บ้านที่ข้าหาให้ ถูกใจเจ้าหรือไม่”
“ไม่เลวเลย คุ้มค่าเงินที่จ่ายไป”
“เพ้ย เจ้าเด็กนี่พูดจาถูกหูนัก ฟังแล้วสบายใจจริง ๆ”
หวังหมาจื่อตบหน้าอกระบายความอัดอั้น คนในสายอาชีพอย่างพวกเขายึดถือหลักคุณธรรมเป็นสำคัญ พวกที่ดูแคลนพวกเขานั้น หารู้ไม่ว่าพวกเขามีฝีมือเพียงใด หลิ่งเป่ยแห่งนี้ ยังมีสถานที่ใดที่พวกเขาไม่คุ้นเคยอีกบ้าง
หวังหมาจื่อพูดจาโอ้อวดสรรพคุณของตนเองพลางนำทางเหยียนลั่วหลีลัดเลาะไปจนถึงหน้าประตูเมือง เขายัดเงินอีแปะพวงหนึ่งใส่มือทหารยาม แล้วยกนิ้วหัวแม่มือชี้ไปทางเหยียนลั่วหลีพลางขยิบตา
“พี่ชาย ช่วยอำนวยความสะดวกให้ทีเถิด คนจากหมู่บ้านข้าเอง”
ทหารยามกวาดสายตามองเหยียนลั่วหลีขึ้นลงอยู่หลายครั้งก่อนจะพยักหน้า
“เข้าไปเถิด ก่อนพระอาทิตย์ตกดินต้องกลับออกมานะ มิเช่นนั้นข้าจะคิดบัญชีกับหวังหมาจื่อ”
หวังหมาจื่อถลึงตาใส่ “พี่ชาย ท่านวางใจได้เลย ชื่อเสียงของหวังหมาจื่อผู้นี้ ข้าไม่ยอมให้เสื่อมเสียหรอกน่า”
พูดจบก็พานางเดินเลี่ยงทหารยามเข้าไปในเมือง
เหยียนลั่วหลีมองดูวิธีการของหวังหมาจื่อแล้วก็รู้สึกสนใจ คนผู้นี้ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับทหารยามหรือผู้อพยพ ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างแนบเนียน ช่างเป็นบุคคลที่มีความสามารถจริง ๆ
“ทหารยามผู้นั้นคือบุตรชายคนโตของหัวหน้าหมู่บ้านเจ้าน่ะ”
หวังหมาจื่อกระซิบกระซาบ ทหารเหล่านี้ หากไม่ใช่คนที่มาจากในเมือง ก็ล้วนเป็นคนมีฝีมือจากหมู่บ้านต่าง ๆ ทั้งสิ้น ว่ากันว่านี่คือกลวิธีซื้อใจคนของผู้มีอำนาจ เช่นนี้บรรดาหัวหน้าหมู่บ้านจะไม่ภักดีต่อคนในเมืองได้อย่างไร วิธีนี้นับว่าได้ผลดีกว่าการข่มขู่หรือติดสินบนเป็นไหน ๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหยียนลั่วหลีก็เริ่มรู้สึกสนใจบุคคลผู้มีอำนาจสั่งการในเมืองแห่งนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว
