ตอนที่ 23 รักแรกที่ซุกซ่อน
พอถึงเวลากลางคืนหมู่บ้านเงียบสงัดเป็นอย่างยิ่ง หลังจากส่งเหอเฟิงกลับไป เหยียนลั่วหลีก็ปิดประตูใหญ่ เมื่อหันกลับมาก็เห็นอีกสองคนจ้องนางตาไม่กะพริบ
“มีเรื่องอันใดกัน” หรือว่าบนใบหน้านางมีสิ่งใดติดอยู่
“เจ้าคิดจะไปล่าหมีตาบอดตัวนั้นจริง ๆ หรือ”
เซียวเย่หยางซดน้ำแกงร้อน ๆ พลางเดาะลิ้นถาม แม้แต่เหยียนหยาจื่อก็ยังจ้องมองตาละห้อย
เหยียนลั่วหลีนั่งลงเขี่ยกองไฟ “ถึงเวลานั้นคงต้องให้เจ้าช่วยเหลือ”
เซียวเย่หยางอ้าปากค้าง “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ”
“พี่ใหญ่ พวกเราไม่ไปล่าหมีตาบอดได้หรือไม่ขอรับ”
เหยียนหยาจื่อมุดเข้าสู่อ้อมอกของเหยียนลั่วหลีพลางออดอ้อน หมีตาบอดตัวใหญ่ปานนั้น เขาไม่อยากให้พี่สาวต้องไปเสี่ยงอันตราย เหยียนลั่วหลีดึงแก้มที่มีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อยของเหยียนหยาจื่อ
“จำเป็นต้องไปจริง ๆ วันนี้เพียงแค่ข้ามภูเขาไปหนึ่งลูกก็พบรอยเท้าของหมีตาบอดตัวนั้นแล้ว หากไม่กำจัดมันทิ้ง ผู้ใดจะรู้ว่ามันจะลงเขามาทำร้ายผู้คนเมื่อใด”
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังอาศัยอยู่ตรงตีนเขา ย่อมต้องรับเคราะห์เป็นบ้านแรกมิใช่หรือ บ้านผุพังหลังนี้จะไปต้านทานสิ่งใดได้ เซียวเย่หยางลอบกลืนน้ำลาย
“ไม่มีทางประนีประนอมเลยรึ”
เมื่อเห็นสีหน้าของเหยียนลั่วหลีไม่มีแววล้อเล่น ในใจก็สั่นสะท้าน สัตว์ป่าที่ดุร้ายที่สุดที่เขาเคยเห็นก็คือเหยียนลั่วหลี เอ๊ะ ไม่สิ สมควรเป็นเสือในป่าต่างหาก นี่จะให้เขาไปตอแยหมีตาบอดที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเสืองั้นรึ เซียวเย่หยางขยับเท้า เวลานี้ยังวิ่งหนีทันหรือไม่
“รีบพักผ่อนเถิด ช่วงสองสามวันนี้ต้องหาซื้อข้าวของเข้าบ้านเพิ่ม และต้องซ่อมแซม เสริมความแข็งแกร่งให้ตัวบ้านด้วย”
เหยียนลั่วหลีปัดมือ บ้านหลังนี้กระทั่งตัวนางยังต้านทานไม่ได้ แล้วจะไปรับมือฝ่ามือของหมีตาบอดได้อย่างไร เมื่อประตูห้องที่ปิดลง เซียวเย่หยางและเหยียนหยาจื่อต่างสบตากันด้วยใบหน้าอมทุกข์ แม้แต่เนื้อย่างในมือก็พานหมดความอร่อยไปเสียแล้ว
“เจ้าไม่คิดจะเกลี้ยกล่อมพี่ใหญ่ของเจ้าหน่อยหรือ” เซียวเย่หยางพยายามหลอกล่อเหยียนหยาจื่อ หากเกลี้ยกล่อมเด็กคนนี้ได้ ก็ถือว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว
เหยียนหยาจื่อปรายตามอง ในใจเต็มไปด้วยความขมขื่น “เรื่องที่พี่ใหญ่ตัดสินใจแล้ว ไม่เคยมีคำว่าเปลี่ยนใจหรอก”
พี่ใหญ่ผู้นี้ช่างใจกล้าขวัญเทียมฟ้ายิ่งนัก
“เฮ้อ ข้านี่มันช่างอาภัพนัก”
เซียวเย่หยางทิ้งตัวลงนอนด้วยความสิ้นหวัง อายุยังน้อยแท้ ๆ นึกไม่ถึงว่าจะต้องมาตายในปากหมีตาบอด
เช้าวันรุ่งขึ้น
“เฮ้ย”
เสียงอุทานดังขึ้นในลานบ้าน ตามมาด้วยเสียงของหนักล้มตึง เซียวเย่หยางล้มก้นจ้ำเบ้า ขยี้ตาที่ยังแทบลืมไม่ขึ้น เมื่อเพ่งมองเงาราง ๆ ในลานบ้าน นั่นไม่ใช่เหยียนลั่วหลีหรอกหรือ เขาก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกสองสามก้าว
มองดูคนผู้นั้นทำท่าทางแปลกประหลาดราวกับกำลังเข้าฌาน นี่มันกระบวนท่าอันใดกัน ไก่ทองยืนขาเดียวรึ หรือว่านกขาด้วน
เขายื่นมือเข้าไปใกล้หมายจะจิ้มดู จู่ ๆ เหยียนลั่วหลีก็ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว เซียวเย่หยางถึงกับชะงัก ดวงตาคู่นั้นทั้งสุกใส และลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
ความเด็ดเดี่ยวในแววตาราวกับจะทะลักทลายออกมาช่างงดงามยิ่งนัก ทว่าแฝงไปด้วยรังสีอำมหิต เหตุใดจึงมีคนที่มีดวงตาเยี่ยงนี้ได้ ขณะที่ทั้งสองขยับเข้าใกล้กันเรื่อย ๆ ลมหายใจก็เป่ารดประสานกัน
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่”
เสียงเรียกสองครั้งดึงสติเซียวเย่หยางให้หลุดจากภวังค์ เหยียนลั่วหลีปรายตามองเซียวเย่หยางอย่างมีความหมาย ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าห้อง ทิ้งให้เซียวเย่หยางยืนเหม่อมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไป
ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง ภายในลานบ้านเชิงเขาก็ปรากฏร่างสามร่าง ร่างหนึ่งยืนนิ่งราวกับรูปสลัก อีกสองร่างโงนเงนไปมาจนล้มลุกคลุกคลานอยู่บ่อยครั้ง
เหยียนลั่วหลีรำมวยไทเก๊กอย่างลื่นไหลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนเซียวเย่หยาง และเหยียนหยาจื่อกำลังยืนท่าม้าประจันหน้ากัน เหยียนหยาจื่อตัวเล็กกะเปี๊ยกล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง ทว่าก็ไม่ร้องไห้โวยวาย กลับลุกขึ้นมาทำท่าเดิมต่อไป ส่วนเซียวเย่หยางนั้นยืนได้อย่างมั่นคง และผ่อนคลาย เพียงแต่ดวงตาทั้งสองกลับเหม่อลอยไร้จุดหมาย ร่างกายแข็งทื่อราวกับคนสติหลุด
เมื่อครู่นี้เขารู้สึกว่าเหยียนลั่วหลีงดงามกระนั้นหรือ ไอ้หนุ่มนั่นพื้นฐานหน้าตาดีก็จริง ทว่าก็ไม่ได้ถึงขั้นทำให้เขาลุ่มหลงได้ขนาดนั้นนี่นา เขาเคยเห็นโฉมงามมามากแล้ว คุณชายในเมืองหลวงอย่างเขา สิ่งที่ไม่เคยขาดที่สุดก็คือการเที่ยวเตร่หาความสำราญ เริ่มดูตัวแม่นางน้อยตั้งแต่ตอนอายุสิบสี่ปี มีเรื่องอันใดบ้างที่เขาไม่ประสีประสา ด้วยชาติกำเนิดที่ไม่ธรรมดา รอบกายย่อมไม่ขาดแคลนสตรีที่พร้อมจะทอดสะพานให้
ทว่าเหตุใด เหตุใดเขาถึงได้รู้สึกว่าไอ้หนุ่มนี่หน้าตาหมดจดชวนมองนัก หรือว่าอยู่ตัวคนเดียวมานานเกินไป จนกระทั่งเห็นบุรุษด้วยกันก็ยังเกิดอารมณ์งั้นรึ
เซียวเย่หยางลูบหน้าตัวเองอย่างแรง ไม่ได้การแล้ว เขาจะกลายเป็นพวกต้วนซิ่วตัดแขนเสื้อไม่ได้เด็ดขาด นี่มันเรื่องผิดผีต่อบรรพบุรุษเชียวนะ
ตอนที่ถูกลากไปหอคณิกาอี้หงย่วน ไฉนเขาถึงไม่รู้จักลองลิ้มชิมรสเสียบ้างเล่า หากได้ลิ้มลองรสชาติอันเลื่องลือนั่นแล้ว ยามนี้คงไม่เกิดความรู้สึกบ้า ๆ บอ ๆ กับบุรุษด้วยกันหรอก
ไม่ได้การ ไม่ได้การแล้ว ห้ามคิดฟุ้งซ่านอีก
เซียวเย่หยางคลายท่ายืนท่าม้าแล้วเดินตรงดิ่งไปที่ห้องครัว เขาต้องหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ จะมามัวจ้องสองพี่น้องคู่นี้ไม่ได้อีกแล้ว
ทั้งสองคนมองดูเซียวเย่หยางที่เดินหน้าดำคร่ำเครียดเข้าไปง่วนอยู่ในห้องครัวด้วยความงุนงง เจ้าหมอนี่ไม่รู้ว่าไปกินของผิดสำแดงมาหรืออย่างไร ถึงได้ทำตัวผีเข้าผีออกตั้งแต่เช้าตรู่
“อ่า สบายท้องชะมัด”
ข้าวต้มสองชามตกถึงท้อง เหยียนลั่วหลีก็ลูบพุงอย่างสบายอารมณ์พลางเรอออกมาอย่างพึงพอใจ กินสิ่งใดก็ไม่สู้ข้าวขาวจริง ๆ เมื่อเห็นว่าข้าวสารในถุงใกล้จะหมด ก็คงต้องไปหาหวังหมาจื่อเพื่อให้พาเข้าเมืองเสียแล้ว ของกิน ของใช้ เสื้อผ้า มีสิ่งใดบ้างที่ไม่ต้องซื้อหา
เซียวเย่หยางกินอาหารอย่างเชื่องช้า ขมวดคิ้วมองดูเหยียนลั่วหลีที่มีท่าทางราวกับโจรป่าด้วยความไม่สบอารมณ์ ไอ้หนุ่มนี่เหตุใดจึงมีท่าทางหยาบกระด้างถึงเพียงนี้ เขาคิดว่าตัวเองก็ถือว่าเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวแล้วนะ นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนที่ห้าวหาญยิ่งกว่าเขาอีก คิดได้ดังนั้นก็เบ้ปาก ต่อให้เป็นพวกต้วนซิ่วก็คงไม่คว้าคนพรรค์นี้มาทำพันธุ์หรอก
เหยียนลั่วหลีแคะฟันพลางมองดูเซียวเย่หยางที่เดินห่างออกไปด้วยสายตารังเกียจราวกับมองคนประหลาด ช่างทำตัวอ่อนปวกเปียกเหมือนอิสตรีไม่มีผิด นางตบศีรษะเล็ก ๆ ของเหยียนหยาจื่อไปหนึ่งฉาด
“เจ้าเด็กนี่ ต้องทำตัวให้มันเข้มแข็งหน่อยนะ”
เหยียนหยาจื่อรีบยืดอกอย่างดีใจพลางโยกตัวไปมา “พี่ใหญ่ ข้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ”
เหยียนลั่วหลีรู้สึกขบขัน หยิบทัพพีตักข้าวต้มเพิ่มให้เขาอีกหลายทัพพี
“กินเยอะ ๆ จะได้โตไว ๆ มา ๆ กินให้หมดเลย”
เมื่อได้รับคำชม เหยียนหยาจื่อก็ก้มหน้าก้มตาซดข้าวต้ม เขาต้องรีบโตไว ๆ จะได้ช่วยเหลืองานพี่ใหญ่ได้
เซียวเย่หยางที่ได้ยินความเคลื่อนไหวถึงกับเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ นี่นางยังเห็นว่าเขาไม่เข้มแข็งพออีกรึ เขาเชิดหน้าขึ้น กวาดลานบ้านอย่างขะมักเขม้น คนผู้นี้เก่งแต่เรื่องใช้กำลัง ทว่างานละเอียดอ่อนเช่นนี้ย่อมสู้เขาไม่ได้อย่างแน่นอน
กินดื่มอิ่มหนำแล้ว เหยียนลั่วหลีก็พาทั้งสองคนเดินสำรวจรอบลานบ้าน ชี้ชวนให้ดู และตัดสินใจว่าจะเสริมความแข็งแกร่งให้ลานบ้านเช่นไร เซียวเย่หยางเดาะลิ้น
“นี่มันงานใหญ่เลยนะเนี่ย”
นี่คิดจะก่อกำแพงหินล้อมลานบ้านงั้นรึ ยามที่กำลังขาดแคลนน้ำเช่นนี้ จะไปหาน้ำมากมายจากที่ใดมาผสมโคลนกันเล่า
“เช่นนั้นก็เสริมความแข็งแกร่งให้รั้วไม้ไผ่ไปก่อน”
นางรู้ดีว่าเวลาเร่งรัดเช่นนี้คงทำสิ่งใดให้แน่นหนามากไม่ได้ ทว่าการป้องกันเบื้องต้นก็ยังจำเป็นต้องมีมิใช่หรือ รั้วไม้ไผ่ที่ผุพังเหล่านี้ กระทั่งคนยังป้องกันไม่ได้เลยกระมัง
“ข้าจะไปตัดต้นไม้กลับมาซ่อมแซม ด้านในด้านนอกก็ปลูกต้นจิงเถียวเอาไว้ ผู้ใดยังกล้าปีนรั้วเข้ามา ข้าจะทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้กลับออกไป”
ต้นจิงเถียวเป็นไม้พุ่มทนแล้งที่มีหนาม เหยียนลั่วหลีกำหมัดแน่น สาบานได้เลยว่ากำแพงของนางจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาปีนป่ายได้ง่าย ๆ
เซียวเย่หยางฟังแล้วก็จินตนาการภาพคนร้ายที่ถูกหนามทิ่มแทงจนพรุนไปทั้งตัว ภายในใจถึงกับสั่นสะท้าน คนผู้นี้นอกจากจะหยาบคายแล้ว ยังอำมหิตอีกด้วย
“พี่ใหญ่ ยังต้องขุดร่องลึกแล้วปักท่อนไม้แหลม ๆ ไว้ข้างในด้วยนะขอรับ” เหยียนหยาจื่อจ้องมองเหยียนลั่วหลีตาเป็นประกายเพื่อรอรับคำชม
“ไอ้หยา เหยียนหยาจื่อของข้าช่างมีหัวคิดเสียจริง” เหยียนลั่วหลีขยี้หัวเล็ก ๆ ที่แสนฉลาดนั้นอย่างมันเขี้ยว สองพี่น้องเดินกอดคอกันออกไปอย่างสนิทสนม
ทิ้งให้เซียวเย่หยางยืนอึ้งรับลมอยู่เบื้องหลัง เจ้าเสื้อกันหนาวตัวน้อยที่เคยคิดว่าจะให้ความอบอุ่น บัดนี้กลับมีรอยรั่วจนลมโกรกเข้าเสียแล้ว ยังจะเก็บไว้ดีหรือไม่นะ
