บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 22 หมีตาบอด

ชายหนุ่มรูปร่างกำยำหนวดเคราเฟิ้มสวมรองเท้าฟางวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา หอบหายใจแฮ่ก ๆ

“ไอ้หนู เจ้ามีเนื้อขายหรือไม่”

ชายผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน แตกต่างจากชายชาวแดนใต้ที่มักจะตัวเล็กกะทัดรัด ท่าทางดุดันแข็งกร้าวแผ่ซ่านมาแต่ไกล บ่งบอกถึงความเป็นคนเถื่อนแห่งแดนเหนือ แม้ใบหน้าจะดูซูบผอมเหลืองซีดจากความอดอยาก ทว่าการเคลื่อนไหวกลับยังคงกระฉับกระเฉงและทรงพลัง

“เนื้อน่ะมี ทว่าไม่รู้ว่าเจ้าต้องการเนื้ออันใด”

“เนื้ออันใดก็ได้ทั้งนั้น พอดีเจ้าลูกชายตัวแสบที่บ้านข้าบ่นอยากกินเนื้อน่ะสิ บังเอิญว่าข้ายังบาดเจ็บอยู่ มิเช่นนั้นข้าคงเข้าป่าไปล่าเนื้อมาให้กินให้หนำใจไปแล้ว”

ชายหนุ่มตบหน้าอกเสียงดังลั่น เสียงอันทรงพลังของเขาดังก้องไปไกล ชาวบ้านหลายคนที่แอบมองอยู่หลังรั้วบ้านต่างก็ชะโงกหน้าออกมาดู เหยียนลั่วหลีปรายตามองขาของชายหนุ่มที่ขยับไปมาอย่างผิดปกติ นี่เขาขาเป๋งั้นรึ

“เจ้าจะให้ราคาเท่าใดเล่า”

ถึงอย่างไรก็กินไม่หมดอยู่แล้ว บนเขายังมีสัตว์ป่าอีกมากมาย หากไม่รีบจัดการ อากาศร้อนระอุเช่นนี้ประเดี๋ยวเดียวก็เน่าเสียหมด สู้แบ่งปันให้ผู้อื่นนำไปกินยังจะดีกว่า ถือเป็นการปูทางสำหรับแผนการในวันข้างหน้าของนางด้วย

“บ้านเจ้ามีเนื้ออันใดรึ”

“เนื้อหมูป่า”

ชายหนุ่มเกาหัวแกรก ๆ “เนื้อหมูเลี้ยงในเมืองขายราคายี่สิบอีแปะต่อหนึ่งชั่ง ข้าให้เจ้ายี่สิบอีแปะเป็นเช่นไร”

“ข้าขอแค่สิบห้าอีแปะก็พอ”

หากไม่ยอมลดหย่อนผ่อนปรนเสียบ้าง จะตกปลาตัวใหญ่ได้อย่างไร เมื่อชายหนุ่มได้ยินว่าราคาถูกลงก็มีสีหน้ายินดีปรีดา ประหยัดเงินไปได้บ้างก็ยังดี จะได้นำไปซื้อเสบียงอาหารเพิ่มได้

เขารู้ตัวว่าได้เปรียบจึงรู้สึกเกรงใจ คิดจะหาทางชดเชยให้ด้วยวิธีอื่น ฝ่ามือใหญ่ตบลงบนแผ่นหลังของเหยียนลั่วหลีดังอั้ก น้ำเสียงทุ้มต่ำดังกังวาน

“ไอ้หนู เจ้านี่ช่างมีน้ำใจนัก วันข้างหน้าหากมีเรื่องอันใดก็มาหาข้า เหอเฟิง ผู้นี้ได้เลย ในหมู่บ้านนี้ ขอเพียงเจ้าเอ่ยชื่อข้า ผู้ใดก็ไม่กล้ารังแกเจ้า หากมีเรื่องอันใดก็มาหาข้าได้ บ้านข้าอยู่ตรงตีนเขาหน้าหมู่บ้านนี่เอง ลองไปถามดูผู้ใดก็รู้จัก”

เหอเฟิงรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก ลูกชายตัวน้อยบ่นอยากกินเนื้อมาหลายวันแล้ว ทว่าเขากลับได้รับบาดเจ็บจนขยับตัวไม่สะดวก มิเช่นนั้นการขึ้นลงเขาเพื่อล่าสัตว์ก็เป็นเพียงเรื่องกล้วย ๆ สำหรับเขา

พูดจบเขาก็โอบไหล่เหยียนลั่วหลีมุ่งหน้าไปยังเชิงเขา ลูกชายตัวน้อยของเขาอุตส่าห์ไปสืบข่าวมาจนรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว ถึงได้มารบเร้าให้เขามาซื้อเนื้อ

เหยียนลั่วหลีก็ไม่ได้ประหลาดใจอันใด หมู่บ้านแห่งนี้มีแต่คนเก่งกาจซ่อนตัวอยู่ หากรู้จักใช้ประโยชน์ให้ดี บางทีอาจจะได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง

“นี่ ๆ น้องชาย รอก่อนเถิด รอก่อน”

ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินตามกันไป เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางอีกคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบตามมา

“อ้าว ซูซานเองรึ เจ้ามาทำอันใดที่นี่ คนผู้นี้ข้าเป็นคนคุ้มครองอยู่นะ” เหอเฟิงถลึงตาดุดัน เอ่ยปากปรามทันที

“เพ้ย ข้าจะมาทำอันใดได้เล่า ก็เจ้าเด็กที่บ้านบ่นอยากกินเนื้อน่ะสิ”

ซูซานประสานมือคารวะเหอเฟิงพลางตอบ จากนั้นก็หันไปประสานมือคารวะเหยียนลั่วหลีด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ

“น้องชายผู้นี้ ที่บ้านเจ้ายังมีเนื้อเหลืออยู่อีกหรือไม่ พวกเราก็อยากจะขอซื้อบ้าง”

“ยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ลำพังเนื้อจะกินเองยังแทบไม่มี แล้วจะมีเนื้อเหลือเฟือมาจากที่ใดเล่า ต่อให้มีก็คงมีไม่มากนักหรอกกระมัง”

เหอเฟิงแสร้งทำเป็นโมโหโวยวาย ทว่าในน้ำเสียงกลับแฝงเจตนาที่จะช่วยพูดแทนชาวบ้านอย่างชัดเจน พูดพลางก็ลอบมองปฏิกิริยาของเหยียนลั่วหลีไปด้วย

เหยียนลั่วหลีสบตากับเขาด้วยแววตาขบขัน เหอเฟิงรีบหลบสายตา ทำตัวไม่ถูกขึ้นมาดื้อ ๆ เมื่อมองซูซานที่กำลังรอคอยอย่างมีความหวัง และชาวบ้านที่ชะเง้อมองอยู่เบื้องหลัง นางก็ยิ้มบาง ๆ

“เนื้อน่ะมี ทว่าขายในราคาสิบห้าอีแปะต่อชั่ง หากรับราคานี้ได้ก็มาเอาไปเถิด”

ถือเสียว่าซื้อใจพวกเขาเอาไว้ก็แล้วกัน นางมีความรู้สึกที่ดีต่อหมู่บ้านแห่งนี้ อย่างไรเสียก็ต้องอาศัยอยู่ที่นี่ไปอีกหลายปี การสร้างความสัมพันธ์อันดี และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันไว้บ้างก็ถือเป็นเรื่องสมควร

“ราคานี้พวกเรารับได้อย่างแน่นอน น้องชายช่างมีน้ำใจนัก ใช่แล้ว ๆ ดูหน้าก็รู้ว่าเป็นเด็กดี”

“หากมีเรื่องอันใดก็บอกพวกเราได้เลย พวกเราจะจดจำบุญคุณนี้ไว้ไม่ลืม”

“ถูกต้อง ยุคสมัยนี้การได้กินเนื้อถือเป็นเรื่องที่ประเสริฐที่สุดแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”

เมื่อได้ยินคำตอบของเหยียนลั่วหลี ชาวบ้านก็พากันยิ้มหน้าบาน เดิมทีพวกเขาก็เป็นพรานป่าที่พอจะมีฝีมือล่าสัตว์มาประทังชีวิต และแก้ขัดความอยากเนื้อได้บ้าง

ทว่าผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่าภัยแล้งในปีนี้จะรุนแรงถึงเพียงนี้ แม้แต่หมู่บ้านที่เคยมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ไม่เคยขาดแคลนอาหารก็เริ่มเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำ แล้วสัตว์ป่าบนเขาจะไม่บ้าคลั่งได้อย่างไร

เดิมทีพวกเขาก็มักจะจับกลุ่มกันไปล่าสัตว์บริเวณชายป่า ทว่าใครจะรู้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ สัตว์ร้ายที่เคยอยู่ลึกเข้าไปในป่าจะพากันอพยพออกมายังชายป่า

กลุ่มพรานป่าที่ออกไปล่าสัตว์ครั้งก่อนต้องสังเวยชีวิตไปหนึ่งคน และบาดเจ็บกลับมาอีกหลายคน กว่าจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้ก็แทบแย่

ที่เลวร้ายที่สุดคือเหอเฟิง พรานป่าที่เก่งกาจที่สุดในหมู่บ้านได้รับบาดเจ็บที่ขาจนป่านนี้ยังไม่หายดี เมื่อขาดผู้นำ ผู้คนก็หวาดกลัวไม่กล้าเข้าป่าอีก

หมู่บ้านนี้เดิมทีผู้คนก็ไม่ได้ร่ำรวยอันใด ยามนี้จึงยิ่งตกที่นั่งลำบาก เหยียนลั่วหลีรับฟังเรื่องราวจากชาวบ้านไปตลอดทางจนพอจะเข้าใจสถานการณ์คร่าว ๆ

“เช่นนั้นบ้านที่อยู่ตีนเขานั่นเล่า”

ซูซานตบมือฉาดใหญ่แล้วร้องขึ้น “เจ้าเตือนสติข้าพอดี ตอนแรกที่พวกหลี่ถงย้ายออกไป ก็เพราะกลัวว่าสัตว์ร้ายพวกนี้จะบุกหมู่บ้านมิใช่หรือ น้องชาย เจ้าลองไปคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านดูสิ ขอเปลี่ยนไปอยู่บ้านที่ห่างไกลจากตีนเขาสักหน่อยจะดีกว่าหรือไม่”

“ใช่แล้ว มันอันตรายเกินไปจริง ๆ”

“ผู้ใดจะรู้ว่าสัตว์ร้ายพวกนั้นจะบุกรุกเข้ามาในหมู่บ้านหรือไม่”

ชาวบ้านพากันออกความเห็นเสนอแนะเหยียนลั่วหลี ทว่าเหยียนลั่วหลีกลับหมายตาสัตว์ร้ายเหล่านั้นเอาไว้แล้ว

“ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง ครอบครัวของข้าก็หาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์เช่นกัน ไม่ทราบว่าเป็นสัตว์ร้ายชนิดใดหรือที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัวถึงเพียงนี้”

“จะเป็นตัวอันใดได้เล่า ก็หมีตาบอดตัวโตเต็มวัยน่ะสิ หากเป็นพวกหมาป่า เสือ หรือเสือดาวก็ยังพอรับมือได้ ทว่าหมีตาบอดตัวนี้ไม่รู้ว่ามันกลายเป็นปีศาจไปแล้วหรืออย่างไร กระทั่งพวกเราสิบกว่าคนก็ยังเอามันไม่อยู่”

เหอเฟิงตบลงบนต้นขาที่บาดเจ็บของตนพลางเลิกขากางเกงขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเหวอะหวะน่ากลัว เนื้อก้อนหนึ่งถูกตะปบหายไป

“น้องชาย เจ้าอย่าได้วู่วามไปเชียว หมีตาบอดตัวนี้มันฉลาดแกมโกงยิ่งกว่าแต่ก่อนมากนัก”

เหอเฟิงคิดว่าเหยียนลั่วหลียังเด็ก และไม่รู้ประสีประสา จึงพร่ำเตือนด้วยความหวังดี รอให้เขาหายดีเมื่อใด ค่อยพาคนขึ้นไปสำรวจดูว่ารังของมันอยู่ที่ใด แล้วหาทางกำจัดมันเสีย

“ท่านลุงเหอวางใจได้ ข้าเข้าใจแล้ว”

เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ จะฟังหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรเสียก็ต้องไปหยั่งเชิงดูเสียหน่อย

เหยียนลั่วหลีพาทุกคนมาถึงหน้าประตูบ้าน ยังไม่ทันจะเข้าไปในบ้านก็ยินเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นของเหยียนหยาจื่อดังแว่วมาแต่ไกล นางยิ้มพลางผลักประตูเข้าไป เสียงร้องก็เงียบลงทันที

“โอ้ หมูป่าตัวใหญ่มากเลยนี่”

เหอเฟิงเดินนำเข้าไปเป็นคนแรก พอเห็นก็อดอุทานออกมาไม่ได้ เพราะเดิมทีเขาคิดว่าหมูป่าตัวนี้อย่างมากก็คงหนักร้อยกว่าชั่ง ทว่าผู้ใดจะรู้ว่ามันกลับเป็นสัตว์ยักษ์น้ำหนักเกือบสองร้อยชั่ง เหอเฟิงเป็นพรานป่า มองปราดเดียวก็ประเมินน้ำหนักของมันได้ เขามองดูเด็กหนุ่มสองคนที่อยู่ในลานบ้าน ก่อนจะปรายตามองเหยียนลั่วหลีด้วยสายตามีความหมาย คนครอบครัวนี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ

ตอนแรกเขาคิดว่าการจะล่าสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนี้ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์คอยช่วยเหลือ ทว่าใครจะคาดคิดว่ากลับเป็นฝีมือของเด็กเมื่อวานซืนสามคนนี้

เด็กน้อยวัยไม่กี่ขวบผู้นั้นคงไม่ต้องพูดถึง ทว่าเพียงเด็กหนุ่มสองคนนี้กลับสามารถโค่นหมูป่าตัวนี้ลงได้อย่างนั้นรึ เหอเฟิงถึงกับอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ เขี้ยวที่ยื่นยาวออกมานี้ กระทั่งเสือก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับมันตรง ๆ ไม่รู้ว่าเด็กสองคนนี้ใช้วิธีใดกันแน่

ชาวบ้านรับเนื้อหมูป่ากลับบ้านไปด้วยความเบิกบานใจ วันนี้พวกเขาจะได้กินอาหารมื้ออร่อยแล้ว แต่เหอเฟิงกลับหน้าหนาขออยู่ต่อ ไม่แน่ว่าหมีตาบอดที่กลายเป็นปีศาจตัวนั้น อาจจะต้องพึ่งพาฝีมือของเด็กสองคนนี้ก็เป็นได้

ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกันกินเนื้อหมูป่าหอมกรุ่นกันอย่างเอร็ดอร่อย บนกองไฟยังมีขาหมูย่างชิ้นโต เหอเฟิงนำเครื่องเทศจากที่บ้านมาโรยลงไป ก็ทำให้กลิ่นยิ่งหอมหวนยั่วน้ำลาย

กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ทว่ากลิ่นหอมนี้กลับไม่ได้สร้างความวุ่นวายอันใด เพราะวันนี้ทั้งหมู่บ้านต่างก็ได้รับอานิสงส์จากเหยียนลั่วหลี ทำให้ได้กินอาหารมื้ออร่อยกันถ้วนหน้า

เหยียนลั่วหลียกขาหมูย่างชิ้นโตขึ้นมากัดคำใหญ่ ก่อนจะเช็ดปาก เมื่อเห็นว่าได้เวลาเหมาะสมแล้ว นางก็เริ่มเปิดปากสืบข่าว

“ท่านลุงเหอ ช่วยเล่าเรื่องหมีตาบอดตัวนั้นให้ข้าฟังอีกหน่อยสิ”

เมื่อได้ยินคำถาม เหอเฟิงที่กำลังถือเนื้อย่างอยู่ก็ชะงักไป จะกินต่อก็ไม่ได้ จะไม่กินก็ไม่ได้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel