ตอนที่ 21 ลงทะเบียนตั้งรกรากในหมู่บ้าน
“รับไป” เหยียนลั่วหลียื่นดาบใหญ่ที่อาบไปด้วยเลือดสด ๆ ให้เซียวเย่หยาง เขาตกใจสะดุ้งโหยงกระโดดหนี
“ทะ ทำอันใด”
“เจ้าคิดว่าให้ทำสิ่งใดเล่า” ช่างไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย
“ส่วนที่เหลือเจ้าชำแหละก็แล้วกัน” นางแกว่งเนื้อชิ้นโตในมือไปมา “ข้าจะเอาไปมอบให้หัวหน้าหมู่บ้านเสียหน่อย”
“นี่เจ้ากำลังติดสินบนอย่างโจ่งแจ้งชัด ๆ”
เซียวเย่หยางพูดโวยวายเกินจริง ตัวกะเปี๊ยกแค่นี้กลับเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมของผู้ใหญ่มาเสียแล้ว แต่เหยียนลั่วหลีก็กลอกตาบนอย่างไม่งามนัก
“เจ้าทึ่มนี่ หากข้ากลับมาแล้วยังเห็นว่าเจ้าชำแหละหมูป่าไม่เสร็จ วันนี้ก็ไม่ต้องกินข้าวแล้ว”
พูดจบนางก็ไม่สนใจเสียงโวยวายเบื้องหลัง หิ้วชิ้นเนื้อก้าวเดินออกจากลานบ้านไป ระหว่างทางที่หิ้วเนื้อเปื้อนเลือดนั้น นางก็ลอบสังเกตการจัดผังหมู่บ้านอย่างเงียบ ๆ ทุกครัวเรือนล้วนมีแปลงผักอยู่ในลานบ้าน เพียงแต่ยามนี้แห้งแล้งจนไม่เหลือสีเขียวให้เห็นแม้แต่น้อย ทว่าก็ดูออกว่าเป็นครอบครัวที่ใช้ชีวิตกันอย่างจริงจัง
ดูท่าบรรยากาศของหมู่บ้านแห่งนี้จะไม่เลวเลย ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ บ้านเรือนยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ถูกทำลาย แสดงว่าคงไม่เคยเผชิญกับไฟสงครามมาก่อน ประจวบเหมาะกับที่ร่างกายนี้กำลังต้องการสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบเช่นนี้เพื่อฟื้นฟูบำรุง ดูเหมือนที่นี่จะดีที่สุดแล้วจริง ๆ
รอให้ร่างกายแข็งแรงเต็มที่แล้ว คราวนี้ไม่ว่านางจะพาเหยียนหยาจื่อไปที่ใดก็ย่อมเอาชีวิตรอดได้ เวลานี้ร่างกายที่ดูราวกับเด็กสิบขวบปีช่างไร้ซึ่งความน่าเกรงขาม ตลอดทางที่ผ่านมาจึงถูกคนชั่วหมายตาอยู่ไม่น้อย นางมีลางสังหรณ์ว่ากลียุคนี้คงไม่จบลงง่าย ๆ เป็นแน่ หลังมหาภัยแล้ง ย่อมต้องมีมหาศึกสงครามตามมา
นางเดินครุ่นคิดไปตลอดทางจนไม่ได้สังเกตเห็นชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่เพียงหยิบมือ เดิมทีพวกเขามีสีหน้าระแวดระวัง ทว่าเมื่อเห็นชิ้นเนื้อในมือนางก็คิดจะขยับเข้าไปใกล้ ทว่าเพียงแค่ลังเลอยู่ชั่วครู่ ร่างของเหยียนลั่วหลีก็หายลับไปเสียแล้ว ไม่นานเรื่องที่เหยียนลั่วหลีมีเนื้อก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน
เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านที่มีธงปักอยู่ นอกเหนือจากหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว ยังจะมีผู้ใดกล้าปักธงประกาศตัวอย่างโอ่อ่าเช่นนี้อีก เหยียนลั่วหลีก็ก้าวเข้าไปเคาะประตู
“มาแล้ว ๆ” เสียงของสตรีดังมาจากด้านใน
เหยียนลั่วหลีเลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงเช่นนี้ไม่เหมือนคนที่อดอยากมานานเลยนี่ น่าสนใจทีเดียว
ประตูเปิดออกเสียงดังเอี๊ยด สตรีที่มีใบหน้าหมดจดผู้หนึ่งชะโงกหน้าออกมา
“เจ้าเป็นผู้ใด แล้วเจ้ามาหาผู้ใดรึ” สตรีผู้นั้นกวาดสายตามองเหยียนลั่วหลีตั้งแต่หัวจรดเท้า นี่ไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี่นา
“สวัสดีท่านป้า ข้าคือผู้ที่เพิ่งย้ายมาใหม่เมื่อวาน อาศัยอยู่ที่บ้านเชิงเขาตรงนั้นขอรับ” เหยียนลั่วหลียิ้มแย้มทักทาย ท่าทางดูว่านอนสอนง่าย และเฉลียวฉลาด
สตรีผู้นั้นเปิดประตูออกกว้าง “เพิ่งย้ายมาใหม่รึ”
เมื่อเห็นใบหน้าที่เหลืองซีดก็ร้องอุทานในใจ นี่คงเป็นผู้อพยพหนีภัยแล้งมาสินะ ทว่าเนื้อที่เลือดหยดติ๋ง ๆ ในมือนั่น มองดูแล้วคล้ายกับเนื้อหมูป่าเลยไม่ใช่หรือ
“วันนี้ข้าตั้งใจนำเงินค่าตั้งรกรากมามอบให้หัวหน้าหมู่บ้าน ไม่ทราบว่าหัวหน้าหมู่บ้านอยู่หรือไม่ขอรับ”
เห็นเหยียนลั่วหลีตัวเล็กกะทัดรัด ท่าทางดูไร้พิษสง สตรีผู้นั้นจึงคลายความระแวดระวังลงทันที
“เรียกท่านป้าจางก็พอ ไม่ต้องมากพิธีหรอก ตาเฒ่าบ้านข้าอยู่ด้านในน่ะ”
ท่านป้าจางพาเหยียนลั่วหลีเดินเข้าไปในลานบ้าน พลางร้องเรียกสามี
“ตาเฒ่า ตาเฒ่าเอ๊ย คนมาจ่ายเงินค่าตั้งรกรากมาถึงแล้ว เจ้ารอประเดี๋ยวนะ ตาเฒ่านั่นกำลังยุ่งอยู่หลังบ้านน่ะ”
ท่านป้าจางยกน้ำชามาให้ครึ่งชาม ในน้ำที่ใสสะอาดเจือสีเขียวอ่อนมีใบชาลอยอยู่สองสามใบ เหยียนลั่วหลีซ่อนความประหลาดใจไว้มิดชิด สถานการณ์ตอนนี้ ครอบครัวที่สามารถนำน้ำมาต้อนรับแขกได้นั้นมีไม่มากนัก
“ท่านป้ารับเนื้อนี่ไว้นะขอรับ เอาไว้ให้เด็ก ๆ ในบ้านกินบำรุงร่างกาย” เหยียนลั่วหลียื่นเนื้อหมูป่าในมือให้ น้ำหนักถึงสองชั่งเชียวนะ ไม่ใช่น้อย ๆ เลย
นางเหลือบไปเห็นหัวเล็ก ๆ สองสามหัวชะโงกหน้ามองมาจากประตูจึงส่งยิ้มให้ เด็กน้อยเหล่านั้นเมื่อเห็นว่าถูกจับได้ก็วิ่งหนีแตกกระเจิง เด็กในยุคนี้ล้วนผอมแห้ง ผมเผ้าแห้งกรัง แค่เลี้ยงให้รอดชีวิตมาได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
ท่านป้าจางตาไว นางเห็นเนื้อหมูชิ้นนั้นตั้งแต่แรกแล้ว ทว่านางประหลาดใจนักที่เขานำมามอบให้ครอบครัวนางจริง ๆ นางรีบปฏิเสธพัลวัน
“เจ้าเด็กคนนี้ ผู้ใหญ่บ้านเจ้าหายไปที่ใดกัน รีบเก็บกลับไปเถิด นี่มันอาหารต่อชีวิตเชียวนะ”
สวรรค์เอ๋ย เหตุใดจึงไม่รู้จักประหยัดมัธยัสถ์เอาเสียเลย ยามนี้อาหารคือสิ่งที่สามารถต่อชีวิตได้เชียวนะ สองปีมานี้ กระทั่งครอบครัวของนางเองก็ยังแทบจะกินเนื้อนับครั้งได้ คิดว่าผู้ใหญ่เหล่านี้ไม่ปวดใจหรืออย่างไร ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะความยากจนบังคับทั้งสิ้น
เหยียนลั่วหลีอธิบายสถานการณ์ของครอบครัวอย่างคร่าว ๆ ท่านป้าจางฟังแล้วก็อุทานด้วยความเห็นใจไม่หยุด พอพูดถึงจุดที่สะเทือนอารมณ์ นางก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหางตา
“ช่างเป็นเด็กที่อาภัพยิ่งนัก” ท่านป้าจางเกาะกุมมือเหยียนลั่วหลีไว้แน่นด้วยความเอ็นดู
“เจ้ามาแล้วรึ”
ประจวบเหมาะกับที่ชายชราผู้หนึ่งเดินเอามือไพล่หลังเข้ามาพอดี จะเรียกว่าชายชราก็คงไม่ถูกนัก อายุอานามก็เพิ่งจะสี่สิบกว่า ร่างกายยังคงแข็งแรงบึกบึน ทว่าในยุคโบราณที่อายุขัยเฉลี่ยเพียงหกสิบปี เขาก็นับว่าเป็นรุ่นปู่ได้แล้ว
หัวหน้าหมู่บ้านนั่งลงพินิจพิเคราะห์เหยียนลั่วหลีพลางพยักหน้า เป็นเด็กที่ไม่เลวเลย ท่าทางนี้ไม่อาจดูแคลนได้
“ต้าซานเล่าเรื่องของพวกเจ้าให้ข้าฟังแล้วละ สภาพแวดล้อมในหมู่บ้านเจ้าก็คงเห็นแล้ว ตัดสินใจจะลงหลักปักฐานที่นี่แล้วใช่หรือไม่”
“ตัดสินใจแล้วขอรับ รบกวนหัวหน้าหมู่บ้านช่วยลงทะเบียนให้พวกเราด้วย”
เหยียนลั่วหลีพยักหน้า ก่อนล้วงเอาถุงใส่เงินออกมา หยิบเงินสามตำลึงวางลงบนโต๊ะ อาศัยสามคน คนละหนึ่งตำลึง สำหรับชาวบ้านผู้ยากไร้แล้ว เงินจำนวนนี้นับว่าไม่น้อยเลย
“เช่นนั้นข้าจะเล่าสถานการณ์ในหมู่บ้านให้เจ้าฟังก็แล้วกัน”
หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจเฮือกใหญ่ หรี่ตาลงแล้วเริ่มเล่า
“เดิมทีหมู่บ้านนี้มีสามสิบห้าครัวเรือน มีชาวบ้านราวสามร้อยกว่าคน สถานการณ์ช่วงสองปีมานี้เจ้าก็คงเห็นแล้ว ยามนี้จึงเหลือเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น” จากนั้นก็พูดต่อไปว่า
“ของป่าบนเขานั่น เจ้าสามารถล่ามาได้ตามความสามารถ ล่ามาได้เท่าใดก็เป็นของเจ้า ที่ดินขอเพียงเจ้าบุกเบิกเองก็นับว่าเป็นของเจ้า ไม่เสียเงิน ส่วนเรื่องน้ำ” หัวหน้าหมู่บ้านปรายตามองเหยียนลั่วหลีที่กำลังตั้งใจฟัง
“เข้าไปด้านหลัง ข้ามภูเขาไปแปดลูก จะมีแม่น้ำสายเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ ทุก ๆ ห้าวัน แต่ละครัวเรือนในหมู่บ้านจะต้องส่งคนหนึ่งคนเข้าป่าไปพร้อมกันเพื่อตักน้ำกลับมา ได้เท่าใดก็แบ่งกันตามจำนวนหัว ส่วนที่เหลือก็ตกเป็นของตนเอง เข้าใจหรือไม่”
เหยียนลั่วหลีพยักหน้ารับ มิน่าเล่า เมื่อเช้าข้ามเขาไปสองลูกก็ยังไม่พบแหล่งน้ำ การตักน้ำนี้แม้ออกจะยุ่งยากไปสักหน่อย ทว่าแค่มีให้ใช้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
“ในภูเขามีหมาป่า เสือ และเสือดาวอยู่ชุกชุม ยามปกติข้าก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้พวกเจ้าเข้าไปหรอกนะ จะเป็นตายร้ายดีก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามลิขิตสวรรค์ เคยได้ยินหรือไม่”
หัวหน้าหมู่บ้านไม่เชื่อหรอกว่าผู้มาใหม่ทั้งสามคนนี้จะยอมอยู่อย่างสงบ ดูจากเรื่องที่ต้าซานเล่าให้ฟังเมื่อวาน ผนวกกับเนื้อหมูป่าเมื่อสักครู่ หมู่บ้านของเขามีบุคคลอันตรายเข้ามาเยือนเสียแล้ว
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นขอรับ”
ไม่ห้ามก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องแอบลักลอบขึ้นเขา เรื่องนี้นางถือว่าพอใจทีเดียว
“ยังมีอีกเรื่องที่ต้องเตือนเจ้าไว้ ทุก ๆ วัน แต่ละครัวเรือนจะต้องส่งคนไปเฝ้าเวรยามที่ทางเข้าหมู่บ้าน ส่วนเหตุผลนั้น ข้าคิดว่าเจ้าคงกระจ่างแจ้งแก่ใจดี เห็นว่าครอบครัวเจ้าไม่มีผู้ใหญ่ ข้าจึงละเว้นให้ แต่ก็ขอเอ่ยเตือนไว้สักประโยคก็แล้วกัน” หัวหน้าหมู่บ้านเคาะกล้องยาสูบในมือ น้ำเสียงแฝงความตักเตือนอย่างชัดเจน
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ เช่นนั้นก็ไม่รบกวนหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว”
เหยียนลั่วหลีลุกขึ้นยืน นางเข้าใจความหมายของหัวหน้าหมู่บ้านดี คนฉลาดคุยกันย่อมไม่ต้องอ้อมค้อม ขณะที่กำลังจะเดินถึงประตู ท่านป้าจางก็หิ้วผักตากแห้งมัดหนึ่งเดินเข้ามา ยัดใส่มือเหยียนลั่วหลี
“รับไปเถิด เวลาตุ๋นเนื้อก็ใส่เจ้านี่ลงไปด้วย รับรองว่าเป็นอาหารเลิศรสเชียวละ”
เหยียนลั่วหลีรับไว้โดยไม่ปฏิเสธ “ขอบคุณท่านป้ามากขอรับ”
ท่านป้าจางเดินตามมาส่งเหยียนลั่วหลีจนถึงหน้าประตูบ้าน ทอดสายตามองจนแผ่นหลังนั้นเดินลับตาไป จึงค่อยยิ้มพลางปิดประตู
เหยียนลั่วหลีเดินครุ่นคิดไปตลอดทาง หัวหน้าหมู่บ้านผู้นี้ช่างรู้จักเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเสียจริง ถึงขั้นจัดตั้งแนวป้องกันที่ทางเข้าหมู่บ้านเลยทีเดียว ช่างเถิด ในเมื่อไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพวกเขา หากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้น นางก็แค่ช่วยเหลือไปตามกำลังก็พอ นางไม่ชอบติดหนี้บุญคุณผู้ใดนัก
“เฮ้ เจ้าหนุ่ม รอก่อนสิ”ขณะที่กำลังครุ่นคิด จู่ ๆ ก็มีเสียงเรียกดังมาจากเบื้องหลัง เหยียนลั่วหลีจึงหยุดฝีเท้าลง
