ตอนที่ 20 ขึ้นเขาเข้าป่า
“เถาวัลย์งั้นรึ ของดีใช้ได้เลยนี่”
เหยียนลั่วหลีลูบคลำเถาวัลย์เส้นเรียวยาวที่มีความเหนียวทนทาน ก่อนจะตวัดมีดสั้นตัดฉับ นางลงนั่งขัดสมาธิ นิ้วมือขยับถักทอเส้นเถาวัลย์อย่างแคล่วคล่องว่องไว นี่คือของดีเชียวนะ สานตะกร้าสักใบจะได้ไม่ต้องถือของพะรุงพะรัง
ตลอดทางที่เดินขึ้นเขามานี้ช่างเงียบสงบนัก บริเวณชายป่าดูเหมือนจะถูกคนค้นหาจนแทบไม่เหลือสิ่งใดที่พอจะนำไปใช้ประโยชน์ได้แล้ว แต่เหยียนลั่วหลีหาได้ท้อถอยไม่
หมู่บ้านแห่งนี้ดูอย่างไรก็ไม่ธรรมดา เผชิญภัยแล้งมาถึงสองปีแล้ว ทว่าชายหนุ่มผู้นั้นยังคงมีรูปร่างกำยำล่ำสัน หากไม่มีฝีมือจะอยู่รอดมาได้อย่างไร นางไม่มีทางเชื่อหรอก
“ฝีมือยังไม่ตกเลยนี่ สานออกมาได้ดีทีเดียว”
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อ ตะกร้าสานใบย่อมก็ปรากฏขึ้นในมือ นางลองสะพายขึ้นหลังแล้วเดินดูสองสามก้าว รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง นางหิ้วดาบใหญ่เดินมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าทึบ
ตลอดทางเต็มไปด้วยภาพความแห้งแล้งร่วงโรย ใบไม้แห้งร่วงหล่นเกลื่อนกลาด มันทับถมจนหนาถึงขั้นที่เหยียบย่ำลงไปแต่ละก้าวแล้ว เท้าก็จมมิดลงไปในกองใบไม้ เหยียนลั่วหลีถือไม้ท่อนหนึ่งเคาะตีไปตามพุ่มไม้ และพื้นดินเพื่อเบิกทาง
“ฮึบ”
สิ้นเสียงตวัดดาบวาววับ ร่างที่กำลังเลื้อยขนาดเท่าท่อนแขนสองร่างก็ร่วงหล่นลงมาตรงหน้า ที่แท้ก็คืองูแมวเซา
สัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้มีพิษร้ายแรงนัก มันมักจะซ่อนตัวอยู่ใต้กองใบไม้แห้ง ด้วยสีสันที่กลมกลืนกัน หากไม่ทันสังเกตให้ดีแล้วเผลอไปเหยียบเข้า ก็มีหวังได้ไปเยือนปรโลกเป็นแน่
“ไม่เสียแรงเปล่า เจ้างูตัวนี้ตัวใหญ่ไม่เบาเลย”
นางตวัดมีดสับหัวงูจนขาดกระเด็น ใช้ใบไม้ห่อหุ้มแล้วฝังกลบลงดินให้มิดชิด ของแบบนี้ต่อให้ถูกสับหัวขาดไปแล้ว หากเผลอไปเหยียบโดนเขี้ยวมันเข้า พิษของมันที่ยังมีอยู่ก็พาไปเที่ยวปรโลกได้เช่นกัน
นางโยนซากงูที่ห่อด้วยใบไม้ลงในตะกร้าสาน เนื้อของงูพิษนี่แหละคือของอร่อยชั้นยอด
“เกาลัด”
เมื่อมองไปไกล ๆ เห็นผลไม้เปลือกหนามร่วงหล่นอยู่บนพื้น เหยียนลั่วหลีตาเป็นประกาย มีเกาลัดร่วงเกลื่อนกลาดเต็มพื้นไปหมด นางตวัดดาบใหญ่ฟันฉับ ทิ้งรอยบากไว้บนต้นไม้ ก่อนจะย่อตัวลงเหยียบเปลือกหนามให้ปริแตก เผยให้เห็นเนื้อเกาลัดขนาดเกือบครึ่งกำมือ นางแกะกินไปพลาง โยนใส่ตะกร้าไปพลาง
ของสิ่งนี้นำไปตุ๋นกับเนื้อสัตว์ช่างหอมอร่อยอย่าบอกใคร ทั้งกลิ่นหอมชื่นใจ ทั้งเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน และอยู่ท้อง ให้เหยียนหยาจื่อกินธัญพืชพวกนี้มาก ๆ ย่อมดีต่อสุขภาพ
ส่วนร่างกายนี้ก็ต้องได้รับการบำรุงให้ดีเช่นกัน อายุสิบห้าปีแล้ว ทว่ารูปร่างกลับผอมแห้งราวกับเด็กสิบขวบ ในชาติก่อน แม้รูปร่างของนางจะไม่ได้จัดว่างดงามหยดย้อย ทว่าก็มีส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ตลอดทางนางก็เลือกเก็บแต่ของที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สมุนไพรเหล่านี้ช่วยบำรุงสมองได้เป็นอย่างดี
ลูกสนรึ นี่มันเมล็ดของต้นสนแดงนี่นา คาดไม่ถึงเลยว่าสถานที่แห่งนี้จะมีของเช่นนี้อยู่ด้วย เนื้อเมล็ดใหญ่ และอวบอ้วน มีสรรพคุณทางยาชั้นเลิศจนได้ฉายาว่าผลไม้อายุวัฒนะ ของดีเช่นนี้ต้องเก็บให้หมด แต่พอแหงนหน้าขึ้นไปมองบนต้นไม้ ก็พบว่ามีเห็ดหัวลิงอยู่บนต้นไม้
ก้อนสีขาว ๆ มองเผิน ๆ ดูคล้ายกับหัวของลิง หากคนที่ไม่รู้จักมาเห็นเข้าคงตกใจแทบแย่ นี่ก็เป็นของดีบำรุงร่างกายชั้นยอดเช่นกัน เหยียนลั่วหลีประคองเห็ดหัวลิงที่แห้งตามธรรมชาติด้วยมือทั้งสองข้าง ยิ้มกว้างจนตาหยี ของเหล่านี้มากพอที่จะช่วยบำรุงร่างกายของพวกนางทั้งสามคนให้เจริญเติบโตตามวัยได้แล้ว
ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งพบเห็นสีเขียวมากขึ้น กระต่ายป่าที่กำลังกระโดดหนีถูกมีดสั้นที่เหยียนลั่วหลีปาไปปักร่างจนร่วงลงไปชักกระตุก นางหิ้วหูมันขึ้นมาแกว่งไปมาแล้วโยนลงตะกร้า ตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ไม่เลวเลย
ผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยาม ตะกร้าบนหลังก็เต็มไปด้วยของป่า มีทั้งกระต่ายป่า ไก่ป่า และสมุนไพรอีกหลายชนิด นำไปตุ๋นรวมกันตอนทำอาหารก็ถือเป็นการบำรุงร่างกายได้ดีทีเดียว
เป็นหน่วยรบพิเศษสิบปี ภารกิจที่พวกนางได้รับมักจะเป็นการบุกเบิกเข้าไปในพื้นที่ทุรกันดาร และไร้ร่องรอยผู้คน หากไม่มีทักษะการเอาชีวิตรอดติดตัวบ้าง จะรอดชีวิตมาได้อย่างไร
นางวางตะกร้าลงบนพื้น ปีนป่ายขึ้นต้นไม้สองสามทีก็ขึ้นถึงกิ่งที่สูงพอจะมองเห็นบริเวณโดยรอบ นางทอดสายตามองไปไกล ๆ หากนางไม่ล่าสัตว์ใหญ่กลับไปบ้าง จะมีหน้ากลับไปได้อย่างไร ฉวยโอกาสในช่วงที่ยังไม่มีเรื่องวุ่นวายนี้ รีบกักตุนเสบียงที่น้ำหนักเบา และเก็บรักษาได้นานไว้เสียก่อนดีกว่า
จากสถานการณ์ที่เห็นเมื่อวันก่อน นางไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายตามมา หากสู้ไหวก็สู้ หากสู้ไม่ไหวก็หนี แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลปานนี้ ไม่ว่าที่ใดก็สามารถใช้เป็นที่พักพิงได้ทั้งนั้น
“หมูป่ารึ”
เหยียนลั่วหลีลูบปลายคางเมื่อเห็นของดีเข้า เจ้านี่ใช้ได้ทีเดียว ทว่าออกจะล่าได้ยากสักหน่อย หนังก็เหนียวเนื้อก็หนา หมูป่าฝูงละสิบกว่าตัว ถ้าฆ่ามันตายหมดก็แบกกลับไปไม่ไหวอยู่ดี สู้ล่าไปสักตัวก่อน แล้วปล่อยให้พวกมันที่เหลือขุนตัวเองให้อ้วนพี อยากกินเมื่อใดไว้ค่อยมาล่าเพิ่มก็แล้วกัน
ตัดสินใจได้ดังนั้น นางก็กระโดดลงจากต้นไม้ หิ้วตะกร้าตรงไปยังทิศทางที่ฝูงหมูป่าอยู่
“คร่อก ๆ อู๊ด ๆ อี๊ดดด”
ฝูงหมูป่าตัวอ้วนพีสีดำสนิทกำลังใช้เขี้ยวขุดคุ้ยหาเมล็ดพืชบนพื้นดิน เขี้ยวอันแหลมคมของพวกมันมีแรงกัดมหาศาล เขี้ยวที่ยื่นยาวออกมาจากจมูกยาวเกือบครึ่งท่อนแขนสะท้อนแสงเย็นเยียบ
บนต้นไม้ที่ห่างออกไปสิบกว่าจั้ง เหยียนลั่วหลีสวมชุดพรางตัวทำจากใบไม้นั่งยอง ๆ จ้องมองทิศทางการเคลื่อนที่ของฝูงหมูป่าเขม็ง
“สาม สอง หนึ่ง”
“ฟุ่บ”
หมูป่าน้ำหนักกว่าร้อยชั่งตัวหนึ่งเหยียบกับดักพอดี เถาวัลย์ขนาดเท่านิ้วมือรัดตึงในทันที ต้นไม้ใหญ่สองต้นสั่นสะเทือนอย่างแรง ขาของหมูป่าถูกมัดแน่น และถูกกระชากให้ลอยขึ้นไปกลางอากาศ
“อู๊ด ๆ ๆ คร่อก อี๊ดดด”
ฝูงหมูป่าที่เหลือตื่นตกใจจนเตลิดวิ่งวนไปมา เสียงร้องแหลมดังดังก้องไปทั่วหุบเขา หมูป่าที่ถูกแขวนต่องแต่งตะเกียกตะกายดิ้นรน ต้นไม้ใหญ่สองต้นถูกแรงเหวี่ยงจนสั่นไหวไม่หยุด
คิดว่าจะดิ้นหลุดจากกับดักของนางได้ง่าย ๆ อย่างนั้นรึ ไม่มีทาง
กลไกนี้ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล ต่อให้แขวนของหนักถึงสามสี่ร้อยชั่งก็ยังรับไหวสบาย ๆ ฝูงหมูป่าที่คลุ้มคลั่งนั้นรับมือได้ยากยิ่ง หมูป่านับสิบตัวเห็นต้นไม้ก็พุ่งเข้าชนดะจนสภาพรอบด้านเละเทะไปหมด ดวงตาเล็ก ๆ ของพวกมันกลอกกลิ้งไปมาเพื่อค้นหาตัวการ
เหยียนลั่วหลีที่สวมชุดพรางตัวกลมกลืนกับใบไม้อยู่ก็ขบขัน หากปล่อยให้พวกมันหาเจอ ชีวิตการเป็นทหารสิบปีที่ผ่านมาก็คงสูญเปล่าแล้ว หากสังเกตดูให้ดีก็พอจะมองออก ทว่าสมองเดรัจฉานอย่างพวกมัน จะมีความสามารถถึงขั้นนั้นเชียวหรือ
เป็นดังคาด ผ่านไปกว่าหนึ่งเค่อ ฝูงหมูป่าก็เริ่มสงบลง แม้แต่เสียงร้องของหมูป่าที่ถูกแขวนอยู่บนต้นไม้ก็ไม่อาจรั้งให้พวกมันอยู่ต่อได้
เหยียนลั่วหลีรอต่อไปอีกสองเค่อจึงกระโดดลงมา นางต้องระมัดระวังตัวไว้ก่อน เพราะหมูป่าบางตัวก็ฉลาดแกมโกง รู้จักแสร้งทำเป็นหนีแล้วย้อนกลับมาจู่โจม
นางตวัดมีดฟันเถาวัลย์ที่มัดหมูป่าขาดสะบั้น
“ฟุ่บ ตึง”
หมูป่าน้ำหนักกว่าร้อยชั่งร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศกระแทกพื้นดินจนสั่นสะเทือน ร่วงลงมาจนจุกลุกไม่ขึ้น
“ฉัวะ”
เสียงมีดแทงลึกลงในเนื้อดังขึ้น ตามมาด้วยเลือดที่สาดกระเซ็น เหยียนลั่วหลีก็ยืนนิ่งมองดูหมูป่าที่ตายตาไม่หลับ ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ นางใช้มือข้างหนึ่งประคองขาหมู อีกมือโอบรัดลำตัว ออกแรงเหวี่ยงขึ้นพาดบ่าอย่างมั่นคง แล้วก้าวเดินออกไป
ตะกร้าที่แขวนอยู่บนหัวหมูแกว่งไกวไปมา นางค้นพบความผิดปกติของร่างกายนี้แล้ว แม้จะขาดสารอาหารจนตัวเล็กแกร็น ทว่ากลับมีพละกำลังมหาศาลเหนือกว่าคนทั่วไป
“ข้ากลับมาแล้ว”
นางผลักประตูไม้ลานบ้านด้วยมือข้างเดียว ก่อนเหวี่ยงร่างหมูป่าลงกระแทกพื้นจนฝุ่นฟุ้งกระจาย
“ว้าว หมูป่าตัวเบ้อเริ่มเลย”
เหยียนหยาจื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็วิ่งออกมาจากห้องนอน พอเห็นหมูป่าตัวใหญ่กลางลานบ้านก็ถึงกับอ้าปากค้าง ราวกับนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ เขารีบพุ่งเข้าไปหาเหยียนลั่วหลี แล้วลูบคลำสำรวจตรวจตราไปทั่วร่าง
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่”
หมูป่าตัวเขื่องปานนี้ เขี้ยวที่ยาวเฟื้อยนั่นมองดูก็รู้ว่าอันตราย หากโดนขวิดเข้าสักทีคงไส้ทะลักเป็นแน่
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ วันข้างหน้าท่านอย่าไปล่าหมูป่าอีกเลยนะ ข้าไม่ชอบกินเนื้อหมูป่าหรอก”
เหยียนหยาจื่อตาแดงก่ำ กอดเหยียนลั่วหลีไว้แน่นพลางอ้อนวอน เขามีเพียงพี่ใหญ่คนเดียวเท่านั้น
เหยียนลั่วหลีจับตัวเด็กน้อยมาขยี้ผมอย่างมันเขี้ยว “วางใจเถิด เจ้าไม่เชื่อใจพี่ใหญ่หรือ”
เรื่องที่ไม่มีความมั่นใจ นางจะทำไปเพื่อเหตุใด
เซียวเย่หยางที่เอาผ้าโพกหัว ยืนถือไม้กวาดมองดูทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม ทว่าไม่รู้ว่านึกถึงสิ่งใด รอยยิ้มนั้นก็ค่อย ๆ ฝืดฝืนขึ้นเรื่อย ๆ
“เหยียนหยาจื่อเป็นห่วงเจ้าทั้งวันเลยนะ”
“ได้ ๆ วันข้างหน้าพี่ใหญ่จะเลือกเจาะจงล่าแต่สัตว์ตัวเล็ก ๆ ดีหรือไม่”
เด็กน้อยผู้นี้ช่างปลอบยากปลอบเย็นเสียจริง
“งั้นมาดูพี่ใหญ่ชำแหละหมูสิ วันนี้พวกเราจะได้กินเนื้อกัน”
นางปล่อยเหยียนหยาจื่อไป ส่วนตนเองก็หิ้วดาบเดินไปที่ซากหมูป่า เดินวนไปมาเพื่อหาตำแหน่งลงมีด
“ต้องไปตามคนมาช่วยหรือไม่”
เซียวเย่หยางมองดูหมูป่าตัวนี้ที่ขนาดตัวไม่เล็กเลย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็ชำแหละเนื้อไม่เป็นด้วย เขามองดูคนที่มีใบหน้าจริงจังด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย หรือว่าคนผู้นี้ก็ชำแหละหมูเป็นด้วย นี่ยังมีสิ่งใดอีกที่อีกฝ่ายทำไม่ได้
เหยียนลั่วหลีไม่ตอบ นางเล็งหาตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วตวัดดาบฟันฉับ ด้วยพละกำลังอันมหาศาล หัวหมูก็กลิ้งหลุน ๆ ไปหยุดอยู่ที่ขาของเซียวเย่หยาง
เซียวเย่หยางลอบกลืนน้ำลายลงคอ เอาเป็นว่าเมื่อครู่นี้เขาไม่ได้พูดอันใดก็แล้วกัน
