ตอนที่ 19 ลงหลักปักฐาน 2
“อ๊ะ พี่ใหญ่ มีไข่นกด้วยละ”
เสียงร้องด้วยความตื่นเต้นของเหยียนหยาจื่อดังมาจากลานหลังบ้าน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเด็กน้อยคงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าวิ่งตุบตับ
“พี่ใหญ่ของเจ้าย่อมต้องมีไข่นกอยู่แล้ว”
“เซียวเย่หยาง อย่าให้ข้าจับเจ้าได้นะ”
ทั้งสองคนวิ่งไล่กวดกันออกมา เหยียนหยาจื่อประคองไข่นกหลายฟองไว้ในมือ วิ่งไล่ตามเซียวเย่หยางอย่างเอาเป็นเอาตาย พอจวนเจียนจะตามทัน เซียวเย่หยางก็เร่งฝีเท้าหนีห่างออกไป ทำเอาเด็กน้อยโกรธจนกระทืบเท้าด้วยความโมโห
เหยียนหยาจื่อหน้าแดงก่ำ ชี้หน้าด่าทอเจ้าคนกะล่อนที่กำลังกระโดดโลดเต้นหลบหลีกไปมา รู้อย่างนี้ไม่น่ารบเร้าให้พี่ใหญ่ช่วยชีวิตเขาไว้เลย วาจาที่คนผู้นี้พ่นออกมาช่างไร้ยางอายสิ้นดี
“พี่ใหญ่ ท่านดูเขาเข้าสิ”
เหยียนหยาจื่อกระทืบเท้าฟ้องเหยียนลั่วหลีด้วยเสียงออดอ้อน พี่สาวของเขาเป็นสตรีนะ มาพูดจาสองแง่สองง่ามเรื่องไข่นกเช่นนี้ได้อย่างไร
“เอาละ ๆ ก็แค่ไข่นก เจ้ามีข้าก็มี ไม่ใช่เด็กสาวเสียหน่อย จะมีเรื่องอันใดที่พูดไม่ได้เชียวหรือ”
เซียวเย่หยางเห็นอีกฝ่ายกำลังจะสติแตกก็รีบอ่อนข้อให้ ของที่ลูกผู้ชายมีเหมือนกัน ไฉนถึงพูดไม่ได้เล่า
เหยียนหยาจื่อผู้นี้ช่างทำตัวเหมือนอิสตรีเสียจริง จู่ ๆ เซียวเย่หยางก็ตาโต หรือว่าจะเป็นสตรีจริง ๆ
เซียวเย่หยางมองดูใบหน้าหมดจดที่แฝงความประณีตงดงามของเหยียนหยาจื่อ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าใช่ จุ๊ ๆ เห็นแก่ที่เด็กนี่เป็นเด็กสาว เขาจะไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้วกัน ลูกผู้ชายอกสามศอกต้องรู้จักยืดได้หดได้
เหยียนลั่วหลีไม่สนใจคนทั้งสองที่กำลังหยอกล้อกัน มือข้างหนึ่งจับหัวงูขนาดใหญ่เท่าสามนิ้วไว้ มีดสั้นในมือกรีดหนังงู ก่อนจะดึงที่ปากแผล ลอกคราบงูที่สมบูรณ์แบบออกมาได้ทั้งผืนในรวดเดียว
เหยียนหยาจื่อมองดูพี่ใหญ่ด้วยสายตาเป็นประกาย อ้าปากกว้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง ขาดก็แค่คุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้นเท่านั้น
ส่วนเซียวเย่หยางกลับมองด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย หวังว่าไอ้หนูนี่คงไม่ได้ลอกคราบงูเป็นประจำหรอกนะ พอนึกขึ้นมาได้ก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทว่าเมื่อนึกถึงน้ำแกงงูที่ได้ซดไปเมื่อวันก่อน ก็ตัดใจเดินหนีไปไม่ลง
ทั้งสองคนได้แต่ยืนมองเหยียนลั่วหลีจัดการกับซากงูอยู่เงียบ ๆ
“ก่อไฟได้แล้ว จะได้รีบทำอาหาร”
เหยียนลั่วหลีปรายตามองเซียวเย่หยาง โตป่านนี้แล้วยังจะมาเล่นสนุกเป็นเด็ก ๆ อยู่ได้ ไม่เห็นหรืออย่างไรว่านางกำลังยุ่งจนหัวหมุน คนผู้นี้ช่างเหมือนลาโง่ ต้องเฆี่ยนถึงจะขยับสักที ไม่รู้จักสังเกตสังกาเอาเสียเลย
เซียวเย่หยางสัมผัสได้ถึงสายตาตำหนิของเหยียนลั่วหลีก็ยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เก้อ ก็เขาชินกับการเป็นคุณชายกินแรงผู้อื่นไปแล้วนี่นา
เขาหาก้อนหินมาจากด้านหลังสองสามก้อน นำมาก่อเป็นเตาไฟกลางลานบ้าน เหยียนหยาจื่อเดินวนเวียนไปมารอบลานบ้าน ไม่นานก็หอบฟืนกองโตกลับมา
ทั้งสองคนช่วยกันก่อเตา เหยียนหยาจื่อหยิบก้อนหินขึ้นมาวางซ้อนทับอย่างระมัดระวัง เขาไม่เชื่อหรอกว่าครั้งนี้มันจะถล่มลงมาอีก
ครืน
“ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าขยับ หากเจ้ายังเล่นซุกซนอยู่อีก คืนนี้ก็อดกินข้าวกันพอดี”
เซียวเย่หยางโวยวายด้วยความหงุดหงิด เจ้าเด็กนี่ทำพังมาหลายรอบแล้วนะ
เหยียนหยาจื่อหน้าตึง บีบมือน้อย ๆ ของตนเองเบา ๆ เขาก็อยากช่วยทำนี่นา แต่เขาคงไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้จริง ๆ
เซียวเย่หยางทำหน้ามุ่ย ก่อเตาขึ้นมาใหม่ ปรายตามองเหยียนหยาจื่อที่หงอยไป
“เอาเถอะ ๆ พรุ่งนี้ข้าจะสอนเจ้าเอง”
เหยียนหยาจื่อสะบัดแขนเสื้อลุกขึ้น แล้วเดินหนีไปหาเหยียนลั่วหลี “ผู้ใดอยากให้เจ้าสอนกัน”
ทว่าพอหันหลังกลับ ริมฝีปากก็ขยับเป็นยิ้มกว้างทันที เหยียนลั่วหลีส่ายหน้าเบา ๆ ให้กับคู่กัดคู่นี้
ยามค่ำคืนหมู่บ้านแห่งนี้เงียบสงัดเป็นอย่างยิ่ง นอกจากแสงเทียนสลัว ๆ ที่ลอดออกมาจากบ้านเพียงไม่กี่หลังแล้ว ก็ไร้ซึ่งแสงไฟอื่นใดอีก กระทั่งดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้ายังดูสว่างไสวกว่าแสงเทียนเหล่านี้เสียอีก
ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกันในลานบ้าน กระทะเหล็กเดือดปุด ๆ ส่งเสียงดัง กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อสัตว์อบอวลไปทั่วลานบ้าน เสียงฟืนแตกปะทุในกองไฟฟังดูเงียบสงบ และอบอุ่น ต่างคนต่างถือชามน้ำแกงงูซดอย่างเชื่องช้า รสสัมผัสที่ทั้งกรอบ ทั้งหอม และนุ่มละมุน
เหยียนลั่วหลีดื่มด่ำกับความเงียบสงบที่หาได้ยากยิ่งนี้อย่างเงียบ ๆ เมื่อกินอิ่มแล้วก็ล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนพื้น ทอดสายตามองท้องฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่สวรรค์ส่งนางมายังโลกใบนี้กระมัง
นานเท่าใดแล้วนะที่นางไม่ได้พักผ่อนอย่างผ่อนคลายเช่นนี้ ทั้งสองคนมองดูเหยียนลั่วหลีที่หลับตาลง และหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ปริปากพูดจา บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ พวกเขาเอนตัวลงนอน และหลับสนิทไปในที่สุด
ภายในห้อง เหยียนลั่วหลีลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว นางผุดลุกขึ้นนั่ง นวดคลึงขมับที่ยังคงมึนงง เมื่อคืนนางเผลอหลับไปอย่างนั้นรึ แล้วนางเข้ามานอนในห้องได้อย่างไรกัน หรือจะเป็นน้องชายของนางกับเซียวเย่หยางที่เป็นคนพานางเข้ามาในห้อง เหตุใดนางถึงไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
นางนอนหลับสนิทถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน การเดินทางติดต่อกันหลายวันโดยไม่ได้หยุดพัก แม้แต่ครั้งยังเป็นหน่วยรบพิเศษสิบปีนั้น นางก็ไม่เคยได้นอนหลับสนิทโดยไม่ต้องคอยระแวดระวังภัยสักคืน ดูท่าร่างกายนี้คงจะอ่อนล้าสะสมแล้ว
นางบีบหมัดที่เริ่มเต็มไปด้วยพละกำลัง พรุ่งนี้คงต้องรื้อฟื้นการฝึกฝนร่างกายเสียแล้ว ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะปกป้องตนเองได้
นางสวมเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยพอดีตัวนักแล้วเดินออกจากห้อง นี่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรืออย่างไร นางถึงเห็นน้องชายกับเซียวเย่หยางยืนล้อมกองไฟเพื่อคนหม้อต้มอยู่
“พี่ใหญ่”
เหยียนหยาจื่อกระโดดขึ้นทันที แล้ววิ่งพุ่งเข้าไปสวมกอดเหยียนลั่วหลี เซียวเย่หยางเห็นแล้วก็อิจฉาแกมหมั่นไส้ เจ้าเด็กนี่ทำตัวเหมือนสตรีไม่มีผิด เด็กผู้ชายบ้านใดจะออดอ้อนติดหนึบถึงเพียงนี้
ในหม้อคือน้ำแกงงูที่เหลือจากเมื่อคืน เซียวเย่หยางเติมข้าวสารลงไปสองกำมือ น้ำแกงที่หวานกลมกล่อมเมื่อซึมเข้าไปในเม็ดข้าวที่เริ่มสุก แค่มองดูก็รู้ถึงรสชาติแล้ว
เหยียนลั่วหลีสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ฝีมือไม่เลวเลย”
“แน่นอนสิ ข้าอุตส่าห์ตื่นมาผ่าฟืนตั้งแต่เช้าตรู่เชียวนะ”
เซียวเย่หยางเลิกคิ้วก่อนยิ้ม ร่างกายของเขาแข็งแรง ไม่เหมือนเด็กสองคนนี้ที่ยังอยู่ในวัยกำลังโต ต้องการการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เขาเองก็ไม่ใช่คนกินแรงผู้อื่นเสียหน่อย
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ข้าก็ช่วยด้วยนะ”
เหยียนหยาจื่อชูมือขึ้นกระโดดโลดเต้น เขาก็ช่วยดูไฟให้ด้วยนะ เซียวเย่หยางกลอกตามองบนด้วยความหมั่นไส้ เรื่องแค่นี้ก็ยังจะแย่งเอาหน้าอีก
“เก่งมาก”
เหยียนลั่วหลีลูบศีรษะเล็ก ๆ นั้นอย่างชมเชย ผมสั้นเกรียนที่เพิ่งถูกตัดไป ตอนนี้ยาวขึ้นมาประมาณหนึ่งข้อนิ้วแล้ว อีกไม่กี่เดือนก็คงจะรวบเกล้าได้ ดูสิ ผมที่งอกขึ้นมาใหม่ช่างดกดำหนาแน่น
กระทั่งพวงแก้มเล็ก ๆ ตอนนี้ก็เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้าง เหยียนลั่วหลีรู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก ภารกิจขุนน้องชายให้อ้วนสำเร็จลุล่วงไปเปลาะหนึ่งแล้ว ทั้งสามคนซดข้าวต้มในชามอย่างเอร็ดอร่อย
“ประเดี๋ยวพวกเจ้าสองคนเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านเสียนะ ข้าจะขึ้นเขาสักหน่อย ลงมาแล้วค่อยไปจ่ายเงินค่าตั้งรกรากให้หัวหน้าหมู่บ้าน” เหยียนลั่วหลีแจกแจงหน้าที่
เมื่อวานยังไม่มีเวลาได้เก็บกวาดลานบ้าน และภายในตัวบ้าน ข้าวของภายในห้องก็ว่างเปล่า ถูกเจ้าของเดิมขนย้ายไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่ชิ้นเดียว แต่นางก็ไม่ได้เสียดายอันใด มีภูเขาสมบัติอยู่เบื้องหลังเช่นนี้ อยากจะได้สิ่งใดย่อมหามาได้
“ข้าไปกับเจ้าด้วยดีหรือไม่”
เซียวเย่หยางไม่วางใจให้เหยียนลั่วหลีเข้าป่าเพียงลำพัง สถานการณ์ที่นี่ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ระมัดระวังตัวไว้ก่อนย่อมเป็นยอดดี
“หากเจ้าไป แล้วบ้านเล่า ม้าสองตัวนี้อีกเล่า”
เหยียนหยาจื่อเองก็เข้าป่าไม่ได้เช่นกัน เด็กตัวแค่นี้ ลำพังคนเดียวคงไม่อาจปกป้องม้าสองตัวนี้ไว้ได้แน่ เมื่อได้ยินดังนั้น เซียวเย่หยางก็รู้สึกดีที่อีกฝ่ายเห็นความสำคัญของตน เขาพยักหน้ารับ
“เช่นนั้นข้าจะรออยู่ที่นี่แหละ”
ตัวเขาเองก็มีบ้านแล้วเช่นกัน เหยียนหยาจื่อนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้ดึงดันจะตามไปด้วย เขาต้องคอยเฝ้าบ้านให้ดี รอพี่ใหญ่กลับมา จะทำตัวเป็นภาระไม่ได้
“ตรงนี้ ๆ ถอนหญ้าออกให้หมด แล้วก็ทำความสะอาดเตาไฟด้วย คืนนี้พวกเราจะกินของอร่อยกัน”
เหยียนลั่วหลียืนเท้าสะเอว สั่งการให้คนทั้งสองทำงาน เมื่อเห็นทั้งคู่วิ่งวุ่นทำความสะอาด นางก็พยักหน้าอย่างพอใจ แม้สองคนนี้จะหัวทึบไม่เป็นไร ขอเพียงว่านอนสอนง่ายก็พอ
เซียวเย่หยางคิดในใจว่า กินของอร่อยอีกแล้วรึ ยามนี้ยังมีบ้านใดที่ได้กินเนื้อทุกวันเหมือนพวกเขากัน
“ข้าไปละนะ”
เหยียนลั่วหลีโบกมือลา ปิดประตูไม้ลานบ้าน ถือดาบใหญ่เดินมุ่งหน้าไปยังภูเขาด้านหลังบ้าน
ทางเดินขึ้นเขาที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้งสีเหลืองทองทอดยาวคดเคี้ยวเข้าไปในป่าลึก ช่างดูเงียบสงบ และลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก
